พิมพ์หน้านี้
|
เด็กชายชนะ 14 โรคประหลาด
แดดเหลืองๆ อ่อนแรงลงมากแล้ว แต่ที่สนามหญ้ายังคงเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนวิ่งเล่นกันอยู่ เด็กกลุ่มนั้นแบ่งกันออกเป็นสองฝ่าย ไล่ตามลูกบอลกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ที่ขอบสนาม ครูอรุณีนั่งมองเด็กๆ อยู่ในห้องพักครูพลางยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ในใจนั้นเฝ้าครุ่นคิดถึงเด็กชายร่างผอม คนที่ถูกเธอตีไปเมื่อหลายวันก่อน เด็กชายชนะผู้มีแววตาซุกซนแต่กลับหม่นเศร้าเมื่อถูกเธอตัดสินว่าเป็นต้นเหตุทำให้เพื่อนบาดเจ็บ ซ้ำร้ายกลับไม่พูดจาโต้ตอบเมื่อถูกตั้งคำถาม จนในที่สุดก็ถูกลงโทษด้วยการตี แต่แล้วครูอรุณีก็ต้องรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อเด็กหญิงพิมออกมาโต้ตอบแทน แล้วบอกความจริงว่า ชนะนั้นปกป้องตัวเองจากการถูกรังแก เรื่องจึงไปถึงครูใหญ่ การที่ครูใหญ่คาดโทษนักเรียนที่รังแกชนะอย่างรุนแรงและจริงจัง น่าจะทำให้ปัญหานี้จบสิ้นลงไปได้ เด็กชายชนะควรจะใช้ชีวิตนักเรียนได้อย่างปกติเช่นเด็กทั่วไป แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เกือบสัปดาห์แล้วที่เด็กชายชนะไม่มาเรียนหนังสือ นับตั้งแต่วันที่ครูใหญ่นำเขาออกไปยืนหน้าเสาธง อรุณีจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันศุกร์ จนกระทั่งถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันพฤหัสแล้ว เธอยังไม่เห็นหน้าลูกศิษย์คนนี้อีกเลย "ทำอะไรอยู่ครับครูอรุณี" เสียงทักของครูโสทัยทำลายความเงียบขึ้น "อ้าว ครูโสทัยยังไม่กลับหรือคะ" "ผมสิครับต้องถามครูอรุณี ปกติเห็นเลิกเรียนไม่นานก็กลับไปแล้วนี่ครับ วันนี้นึกยังไงนั่งอยู่จนเย็นย่ำ แถมท่าทางเหม่อลอยผิดปกติ" "อืม... สงสัยดิฉันคงกังวล" "กังวล เรื่องอะไรครับ" "ลูกศิษย์หายค่ะ" "หืม...?" "เด็กชายชนะค่ะ ไม่มาเรียนหลายวันแล้ว" "อ้อ เด็กขาพิการนั่น" "ค่ะ ดิฉันรู้สึกกังวลจัง ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่มาเรียน" "เขาคงไม่สบายกระมังครับ ตัวผอมๆ อย่างนั้น น่าจะขี้โรค" "แต่ท่าทางเขาไม่อ่อนแอนะคะ แถมยังซนเสียด้วย เออ ครูโสทัยพอทราบไหมคะ ว่าบ้านแกอยู่แถวไหน" "อ้าว ครูอรุณีเป็นครูประจำชั้น ไม่รู้หรือครับ ว่าลูกศิษย์อยู่ที่ไหน" ครูโสทัยพูดยิ้มๆ พลางเดินมานั่งตรงหน้าโต๊ะครูอรุณี "ไม่รู้หรอกค่ะ ถ้าอยากรู้ก็คงต้องไปถามที่ทะเบียน ดิฉันไม่อยากให้เอิกเกริก แหมครูโสทัยพูดอย่างกับว่าตัวเองรู้จักบ้านลูกศิษย์ทุกคนยังงั้นล่ะ" "ผมล้อเล่นน่ะครับ เด็กคนนั้น ผมเคยเห็นเขาเล่นอยู่กับอนุจักรนะ" "ใครคะ อนุจักร" "เด็กอ้วนๆ ที่อยู่ชั้นเรียนผมไงครับ ผมเคยเห็นเขาเล่นกัน ท่าทางสนิทกันมาก ถ้าพรุ่งนี้เขายังไม่มาเรียน ครูอรุณีมาบอกผมนะครับ ผมจะถามนายอนุจักรให้" "อืม...ขอบคุณค่ะ"
แดดเหลืองๆ กำลังจะลับขอบฟ้า ชนะนั่งดีดลูกหินอยูที่ลานดินข้างบ้านอย่างเดียวดาย โดยมีเจ้ามอมนอนหมอบเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ แม่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว เสียงผัดอะไรฉู่ฉ่า สลับกับเสียงพูดคุยของเด็กนักเรียนที่กำลังเดินกลับบ้านกันเป็นกลุ่มๆ ดังขึ้นเป็นระยะๆ ชนะไม่ได้ไปโรงเรียนหลายวันแล้ว ตอนเช้าชนะจะลุกไม่ขึ้น เมื่อแม่เข้ามาปลุก เขาก็ตอบแม่ว่า "นะปวดหัวครับ" บางวันก็เป็นคำตอบนี้ "นะเวียนหัวครับ" "นะหนาวจังเลยครับแม่" บางวันชนะนอนตัวสั่น ลุกไม่ขึ้น จนแม่ไม่กล้าให้ไปโรงเรียน ครั้นพอสายหน่อยจะพาไปหาหมอ ชนะก็กลับมีอาการดีขึ้น จนไม่รู้จะไปให้หมอตรวจอะไร ชนะเป็นโรคประหลาดมาเกือบสัปดาห์แล้ว "ชนะ เข้ามาในบ้านหน่อยลูก" เสียงแม่เรียก คงให้ไปช่วยล้างอะไรในครัว ชนะเก็บลูกหินใส่กระเป๋ากางเกง แล้วคว้าไม้ยันเดินเข้าบ้าน บรรยากาศในบ้านดูตึงเครียดขึ้นทันที เมื่อชนะเห็นคุณครูสองคนนั่งอยู่ที่เก้าอี้รับแขก รู้สึกตกใจแกมกลัว ไม่รู้เหมือนกันว่ากลัวอะไร รู้แต่ว่ากลัว เขายกมือไหว้คุณครูทั้งสอง พลางมองไปทางแม่ "คุณครูมาเยี่ยมแน่ะลูก ไปเอาน้ำเย็นมาให้คุณครูหน่อย" ชนะเดินลากไม้ยันเข้าครัวไปสักครู่ ก็ออกมาพร้อมกับน้ำเย็นสองแก้วด้วยท่าทางทุลักทุเล ครูโสทัยทำท่าจะลุกขึ้นไปช่วย แต่แม่ได้พูดดักเสียก่อน "ไม่เป็นไรค่ะ เขาทำได้" ชนะนำแก้วน้ำมาวางไว้ตรงหน้าครูทั้งสอง แม่มองมาทางชนะแล้วกล่าวขึ้น "ลูกช่วยไปล้างถั่วฝักยาวในครัวให้แม่หน่อย ล้างเสร็จแล้วเด็ดไว้เลยนะ เดี๋ยวแม่จะผัดหมู" "ครับ" "เขาเป็นอย่างนี้มาหลายวันแล้วค่ะ มีอาการไม่สบายตอนเช้าตรู่ พอสายๆ ก็ดีขึ้น ตกเย็นก็ปกติ ดิฉันจะพาไปหาหมอก็ไม่รู้จะไปอธิบายยังไง" แม่เล่าอาการของชนะให้ครูอรุณีและครูโสทัยฟัง "นอกจากอาการหนาวสั่น ลุกไม่ขึ้น เวียนหัว แล้วเขาเป็นอะไรอีกไหมครับ" ครูโสทัยถามขึ้น "ไม่เลยค่ะ นี่พ่อเขาก็ไม่อยู่ ดิฉันเลยไม่รู้จะทำยังไงดี" "ขาดเรียนหลายวันไม่ดีนะคะ เดี๋ยวเรียนไม่ทันเพื่อน" ครูอรุณีแสดงความเห็น "ค่ะ ดิฉันเข้าใจ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรสิคะ" "แล้วคุณแม่เคยถามเขาไหมครับว่าเขาอยากไปโรงเรียนรึเปล่า" ครูโสทัยถามขึ้น แม่หันมามองครูโสทัยพลางยิ้ม "ไม่เห็นต้องถามเลยค่ะ ที่เราพาเขาไปสมัครเรียน ก็เพราะเขาร่ำร้องอยากไปโรงเรียนเองนะคะ" "ผมหมายถึงระยะนี้น่ะครับ ช่วงที่เขาป่วยตอนเช้าน่ะ คุณแม่ได้เคยถามเขาไหมครับ ว่าอยากไปโรงเรียนหรือเปล่า" "เอ๊ะ ครูโสทัย....กำลังคิดว่า..." ครูอรุณีหันมาทางครูโสทัย ส่วนสุดานั้น นั่งงงอยู่ "ทำไมคะ ลูกนะเป็นอะไร" ครูโสทัยเปิดยิ้มกว้าง ก่อนตอบ "ผมคิดว่าพอจะรู้สาเหตุของอาการป่วยตอนเช้าของเจ้าหนูแล้วล่ะครับ" ครูอรุณีทำตาโต เหมือนเพิ่งคิดอะไรออก ส่วนแม่นั้นยังนั่งงงอยู่เหมือนเดิม "คุณครูพูดเรื่องอะไรกันคะ ดิฉันไม่เข้าใจ" "ให้คุณครูอรุณีอธิบายเถิดครับ" ครูโสทัยโยนลูก ครูอรุณีหันมาค้อนให้ ก่อนหันไปพูดกับแม่ "เอ่อ...คืออย่างนี้ค่ะ เมื่อสัปดาห์ก่อน ดิฉันเข้าใจผิด คิดว่าชนะเขาทำร้ายเพื่อน ก็เลยไปทำโทษเขา" "อืม...เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการป่วยของชนะคะ" แม่ขมวดคิ้ว ครูอรุณีอธิบายต่อ "ครูโสทัยกำลังคิดว่า ที่ชนะป่วยคงเป็นข้ออ้าง เพราะเขาไม่อยากไปโรงเรียนน่ะค่ะ คงเพราะถูกดิฉันตี..." "เปล่าครับ ครูอรุณี ที่ชนะป่วยการเมือง ไม่ยอมไปโรงเรียนจนเกิดอาการเหมือนไม่สบายขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่เพราะครูอรุณีตีเขาหรอกครับ ผมคิดว่าเป็นเพราะที่หน้าเสาธงวันรุ่งขึ้นมากกว่า" ถึงตอนนี้ แม่ยิ่งงงหนักเข้าไปอีก มีทั้งเรื่องที่ชนะถูกตี มีทั้งเรื่องหน้าเสาธง จนกระทั่งครูอรุณีและครูโสทัยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง เรื่องจึงถึงบางอ้อ "วันนั้นผมเห็นชนะยืนก้มหน้า น้ำตาไหลพราก ผมคิดว่าเขาคงอาย หรือไม่แน่เขาอาจจะกำลังรู้สึกว่าถูกประจานอยู่ก็ได้นะครับ แต่ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายมาจนถึงกับป่วย ไม่ยอมไปโรงเรียนอีกเลย" "โอ...ดิฉันไม่รู้เรื่องเลยนะคะนี่" แม่หน้าเสีย ครูโสทัยอธิบายต่อ "บางครั้งเรื่องที่ผู้ใหญ่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยพอจัดการได้ อาจกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ในความรู้สึกของเด็กๆ ชนะเป็นเด็กที่ไม่ปกติเหมือนคนอื่น เขาอาจรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกอยู่แล้ว ครูใหญ่ยังเอาเขาไปยืนหน้าเสาธง ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกมากขึ้นไปอีก เป็นการตอกย้ำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่เหมาะกับสังคมนี้ จึงเกิดพฤติกรรมแยกตัวกับสังคม ไม่ยอมไปโรงเรียน" "อืม...แล้วเราจะทำอย่างไรดีคะ" แม่ตั้งคำถาม รอยขมวดคิ้วยังคงปรากฏอยู่ที่ใบหน้า ครูโสทัยยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วพูดขึ้น "วันนี้ก็วันศุกร์แล้ว เสาร์อาทิตย์ก็หยุด ถ้าคุณแม่รีบหาโอกาสพูดคุยกับเขาให้เข้าใจ คงพอจะปรับตัวได้นะครับ เพราะเขายังเด็กอยู่ ถ้าไม่มีใครไปสร้างเหตุการณ์อย่างนี้ซ้ำๆ ให้เขาบ่อยๆ คงไม่เป็นไร คุณแม่ลองถามถึงโรงเรียน ถึงเพื่อน ดูว่าเขามีความเห็นอย่างไร แล้วค่อยๆ อธิบายให้เขาฟัง" "เดี๋ยวค่ะ ครูโสทัยแน่ใจหรือคะว่าที่อธิบายมาทั้งหมดจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ" ครูอรุณีติง "ลองเรียกเขามาถามดูสิครับ" แม่เห็นด้วย พลางลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องครัว "นะ...มานี่ซิ" ชนะเดินเขยกมาหาแม่ แม่ดึงเขาเข้ามากอดแน่น น้ำตาไหล จนชนะงง "แม่เป็นอะไรฮะ" "แม่รักลูกจ้ะ ลูกต้องไม่เป็นอะไรนะ" "นะไม่ได้เป็นอะไรนี่ฮะแม่ นะสบายดี" "นะต้องไม่ป่วยตอนเช้าอีกนะ แม่กลัวลูกเป็นอะไรไป ถ้าลูกไม่อยากไปโรงเรียนก็ไม่ต้องไป ไว้แม่หาที่เรียนที่อื่นให้" แม่ยังคงกอดชนะแน่น "ลูกเป็นเด็กดี อย่าให้ใครมาทำให้ลูกกลัวนะ ใครไม่ดีกับเรา เราก็อย่าไปยุ่งกับเขา คนที่ดีกับลูกก็มีไม่ใช่หรือ" "ที่โรงเรียนน่ะหรือฮะ" "ใช่จ้ะ ที่โรงเรียน มีใครดีกับลูกบ้างไหม" ชนะเอียงคอคิด ก่อนที่จะตอบแม่ "คุณครูก็ดีฮะ เพื่อนใหม่ของนะหลายคนก็ดีฮะ แต่พิมดีที่สุดเลยแม่" "อืม...แล้วลูกไม่คิดถึงเพื่อน ไม่คิดถึงพิมหรือลูก" "ก็...คิดฮะ นะคิดถึงพิมทุกวันเลย" "แล้วจะทำยังไงดีล่ะลูก ก็ลูกจะไม่ไปโรงเรียนแล้วไม่ใช่หรือ" "เอ่อ...นะ...ก็นะไม่สบาย...." ชนะอึกอัก แม่คลายเขาออกจากอ้อมกอด แล้วมองใบหน้าผอมยาวนั้นด้วยความรัก "ถ้าลูกไม่ชอบโรงเรียนนี้ แม่จะย้ายโรงเรียนให้ แม่คงให้นะหยุดนานๆ แบบนี้ไม่ได้ ย้ายหรือฮะ นะไม่อยากย้ายโรงเรียน ไม่อยากเจอเพื่อนใหม่อีก ถ้าลูกไม่อยากย้ายโรงเรียน แม่ก็จะไม่ย้ายจ้ะ แต่ลูกต้องไปโรงเรียนนะ ไปหาเพื่อน ไปหาพิมไง" แม่ยังคงพูดทั้งน้ำตา ทำให้ชนะรู้สึกสงสารแม่ จึงเอ่ยขึ้น "งั้น...วันจันทร์นะจะไปโรงเรียนฮะ" |