พิมพ์หน้านี้
|
(๒) มาสัมผัสวิถีคิดและวิธีทำของชายร่างสันทัดกันต่อค่ะ เวลาผ่านไปพอสมควร แต่ทว่า กะทาชายนายอองไชยะมิได้ใส่ใจต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้อย่างมั่นเหมาะกับขุนนางเมืองอังวะ มิหนำซ้ำเขายังกระทำการฮึกเหิม ท้าทายโดยการระดมชายฉกรรจ์ในเขตตำบลใกล้เคียงเข้าเสริมกองกำลังตำบลมุกโชโบที่แปรสภาพมาเป็นศูนย์บัญชาการรบอย่างเต็มรูปแบบ รวมกันเป็นกองทัพขนาดย่อมที่เหล่านักรบมีความกระหายในการลงสู่สมรภูมิยิ่งนัก "ก้าวที่หนึ่งคือบุกจู่โจมเข้ายึดเมืองอังวะ คิดบัญชีขุนนางมอญทั้งหมด" อองไชยะวางแผนปฏิบัติการพลิกแผ่นดินครั้งสำคัญ "ต่อไปนี้พวกเราจงลืมคำว่าให้ความร่วมมือกับฝ่ายอังวะ" แล้วทุกคนก็ประสานเสียงขึ้นกึกก้อง "ไม่เสียเลือด ไม่เสียน้ำตา ชัยชนะจะเข้ามาโดยเส้นทางใด" ฝ่ายเจ้าเมืองอังวะก็มิได้นิ่งนอนใจ ตามติดความเคลื่อนไหวของกองกำลังนอกกฎหมายชนิดไม่กะพริบตา เมื่อได้รับรายงานข้อมูลทางลับเป็นที่แน่ชัดว่าจะหาความซื่อสัตย์จากคนที่ชื่อว่าอองไชยะไม่ได้แล้ว จึงรีบชิงความได้เปรียบ ส่งกองกำลังทหารที่ฝึกฝนมาแล้วอย่างดีบุกเข้าไปเหยียบตำบลมุกโชโบแบบสายฟ้าแล้ว แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ! ฝ่ายที่เอาเปรียบไปทิ้งยับเยินกลับเป็นกองทัพเจ้าเมืองอังวะ ผลพวงจากเหตุการณ์นั้นสำคัญมาก ๆ ค่ะ สำคัญจนกระทั่งหนังสือประวัติศาสตร์มอญ-พม่าได้บันทึกไว้ว่า "...เมื่ออองไชยะสามารถลุกขึ้นสู้กองทัพมอญเมืองอังวะประสบชัยชนะ คนทั้งหลายก็เห็นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ชาวพม่าเป็นอันมากก็พากันแห่มาสมัครเข้าเป็นพรรคพวก แม้แต่พระเจ้าธอพุทธเกษีซึ่งประทับอยู่ที่เชืองใหม่ก็ส่งสาส์นมาแสดงความยินดี อำนาจของอองไชยะจึงแผ่ไกลไพศาลยิ่งขึ้น ในปี พ.ศ.๒๒๙๘ คือสองปีภายหลังตีเมืองอังวะพินาศ กองทัพอองไชยะที่เข้มแข็งขึ้นในนามของชาวพม่าได้เคลื่อนกำลังพลลงทางใต้ตีทะลวงเมืองรางกุ้งแบบสบายมือ แล้วเข้าปิดล้อมที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายปกครองคือ กรุงหงสาวดี และมองเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม "นั่นคือรอยของก้าวที่สอง มังระ" อองไชยะบอกบุตรชาคนยโตอย่างกระหยิ่มต่อธงชัยที่จะโบกสะบัดในไม่ช้า แต่ว่า ผลของสงครามยังไม่ทันนับศพ พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองหงสาวดีมองไม่เห็นกลยุทธ์ใดที่จะปราบกองกำลังจากตำบลมุกโชโบลงได้ เพราะว่า ฝูงมหาประชาชนต่างพากันเปล่งเสียงชื่นชมความเก่งกล้าของอองไชยะราวกับเขาคือเทวดาเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ พระเจ้าหงสาวดีจึงประกาศยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข แถมยังยกธิดาสาวให้แก่อองไชยะ ในขณะที่แม่ทัพนายกองของพระเจ้าหงสาวดีไม่มีใครเห็นดีด้วย พอตกกลางคืนจึงลอบเข้าปล้นกองทัพของอองไชยะที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง ดีว่า คนอย่างอองไชยะยังไม่หลงกลศึกง่าย ๆ แม้ว่าจะถูกล่อหลอกด้วยหญิงสาวแสนสวยก็ตาม จึงไม่เพลี่ยงพล้ำในกลางดึกคืนนั้น พอถึงวันรุ่งขึ้น อองไชยะจึงโต้ตอบทันควัน เร่งรัดจัดการโจมตีเมืองหงสาวดีเป็นการใหญ่ บุกเผาทำลายยุ้งฉาง อาคารบ้านเรือนวอดวาย แล้วสถานการณ์เมืองหงสาวดีที่ระส่ำระสายเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ถึงคราวย่อยยับในพริบตา ชาวบ้านและพระสงฆ์ถูกฆ่าฟัน ล้มตายเป็นจำนวนมาก สั่งให้กวาดเก็บพัสดุมีค่าและเงินทองทั้งหมด พร้อมจับบุคคลสำคัญ เช่น พระเจ้าหงสาวดี พระมหาอุปราชา พระยาทะละ พระยาทะลอไปพันธนาการในคุกใต้ดิน มิให้เห็นเดือนเห็นตะวันและให้เป็นสุสานไปพร้อมเสร็จสรรพ์ เมื่อกองทัพอองไชยะกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างยิ่งใหญ่ ราคาของเม็ดเหงื่อที่เสียไปมันช่างมีมูลค่ามหาศาล เขาได้เร่งสร้างราชธานีขึ้นใหม่ที่ตำบลมุกโชโบบ้านเกิดพร้อมกับขนานนามว่า เมืองมันทลีรัตนภูมิ แล้วประกอบพิธีกรรมปราบดาภิเษกตัวเองขึ้นครองบัลลังก์พม่านามว่า อลองพญา "อลองพญา ! " อองไชยะออกชื่อใหม่ตัวเองอย่างฉงน "ใช่แล้วพะยะค่ะ อลองพญา เป็นคำเก่าแก่แปลว่า พระโพธิสัตว์" หัวหน้าคณะพราหมณาจารย์ประจำราชสำนักกราบทูล "มีความหมายว่า ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ผู้มากอบกู้ศักด์ศรีเพื่อนมนุษย์ให้รอดพ้นจากความทุกข์ทางกายและใจ" อองไชยะในนามอลองพญาก็ทรงมีความเชื่อเช่นนั้นอยู่แล้ว พระองค์จึงตั้งปณิธานว่าจะลงมือกระทำทุกวิถีทางที่จะนำพาประชากรไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ตามอุดมการณ์ที่วาดฝัน แน่นอนค่ะ หนีไม่พ้นสงคราม การแผ่แสนยานุภาพไปยังอาณาจักรใกล้เคียงคือภารกิจหลัก และเป็นบทพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ "ต่อไปคือก้าวที่สาม" อลองพญาผินพระพักตร์ไปยังทิศตะวันออก "เราจะไปเหยียบแผ่นดินโยเดีย ทุกคนก็รู้ว่าแผ่นดินนั้นสว่างไสวไปด้วยทองคำ" ในขณะนึกย้อนรอยอดีตมาถึงตรงนี้ ครูเอกยังอยู่ที่วัดหน้าพระเมรุนะคะ คณะจารึกแสวงบุญลงรถทัวร์พร้อมกับส่งเสียงจอแจ ใบหน้าอิ่มเอิบกันทุกคนแหละค่ะ เสียงประชาสัมพันธ์ของวัดก็กล่าวต้อนรับแล้วเล่าประวัติศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระประธานภายในพระอุโบสถ "ในวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๓๐๓ อลองพญากรีฑาทัพเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา วางแผนการรบด้วยวิธีการบุกเข้าไปยึดพระอารามต่าง ๆ เป็นฐานที่มั่น ประกอบด้วย วัดราชพลี วัดกษัตราธิราช วัดหัสดาดาวและวัดหน้าพระเมรุ เพราะหลงคิดว่าตัวเองเป็นผู้มีบุญบารมีเทียบเท่าพระโพธิสัตว์" แล้วย่อมเป็นไปได้ที่อลองพญาจักครุ่นคิดอยู่ในใจ "ทองคำทั้งหมดในแผ่นดินโยเดียนี้ต้องคู่ควรกับเราเท่านั้น" การเคลื่อนทัพจากเมืองหน้าด่านสู่เมืองหลวงเป็นไปโดยง่าย ไม่มีวี่แววการต่อด้านที่เข้มแข็งใด ๆ เลย จนกระทั่งเมื่อประชิดติดกำแพงเมือง เจ้ามังระทูลถามขึ้นด้วยความแปลกใจ "ไม่มีแม้แต่กองกำลังป้องกันประตูบ้านตัวเองหรือ" "มี แต่ก็พากันเร้นหายอยู่หลังกำแพง ชาวโยเดียทั้งปวงหมกมุ่นอยู่กับความสุข สนุกสบาย จนไม่รู้ค่าของการต่อสู้และลืมไปแล้วว่าในโลกนี้ยังมีนรกอยู่หลายขุม" อลองพญานำกองทัพหลวงไปตั้งที่วัดหน้าพระเมรุ สั่งทหารให้ตั้งปืนใหญ่ที่ลานวัดตรงหน้าพระอุโบสถหลังใหญ่ โดยหารู้ไม่ว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ! อ๋อ ! ไม่ใช่พายุไซโคลนนาร์กีสหรอกค่ะ สงสัยจะต้องมีตอนที่ ๓ แล้วค่ะ |
| เจดีย์ยุทธหัตถี ๒ | ||
กับความเชื่อคนบ้านทวน |
||
|
View All |
||