พิมพ์หน้านี้
|
:: บทความพิเศษ : กระทรวงศึกษา-พิการ! ค รู ก า น ท์ :: จากข่าวเศร้าดังพาดหัวข่าวที่ยกมา...(รายละเอียดของข่าวคงจะเป็นที่ทราบกันดีแล้วนะครับ หากท่านใดยังไม่ทราบ ติดตามอ่านได้จาก นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๑) เป็นข้อยืนยันว่า นี่คือผลกรรมที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ก่อ คือก่ออำนาจผูกขาดเป็นศูนย์กลางทุกๆ เรื่องมาเป็นเวลาช้านาน นั่นก็คือกำหนดให้หนังสือที่ครูจะใช้สอนและเด็กจะใช้เรียนในโรงเรียนได้ ต้องเป็นหนังสือที่ได้รับการพิจารณาอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ และยิ่งเป็นหนังสือที่กระทรวงจัดเขียน จัดทำ และจัดพิมพ์ ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญที่โรงเรียนควรเลือกใช้เป็นอันดับต้นๆ เท่ากับครูไม่จำเป็นต้องคิด ไม่ต้องแสวงหาตำรับตำราอื่นใดอีก แม้ว่ากระทรวงจะมิได้สั่งการโดยตรงเช่นนั้น แต่ขนบธรรมเนียมปฏิบัติที่สั่งสมสืบเนื่องกันมาก็คล้ายมัดมือชกทำนองนั้น และเพราะยอดจำนวนหนังสือเรียน ตำรา คู่มือ ที่กระทรวงกำหนดให้ใช้เป็นแบบสำเร็จรูปเดียวกันนั้นเป็นตัวเลขที่สูงมาก นั่นเองที่เป็นความเย้ายวนให้เกิดกรณีแสวงประโยชน์ฉ้อฉล หลายพฤติกรรม หลายวิธีการ และหลายยุคหลายสมัยสืบต่อกันมา เป็นข่าวบ้างไม่เป็นข่าวบ้าง พอเป็นเรื่องเป็นราวบางทีก็มีเชือดไก่ให้ลิงดูบ้าง เป็นมวยล้มต้มคนดูบ้าง... เมื่อมันเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความจำเป็นต้องใช้หนังสือเรียนเล่มเดียวกัน (ในวิชาเดียวกัน) ทั้งประเทศ ยอดจำนวนของความต้องการหนังสือเล่มเดียวกันสูงมากดังกล่าวแล้ว แน่นอนยอดเงินงบประมาณในการจัดซื้อย่อมมากมายมหาศาลตามมาด้วย ดังนั้น ทั้งเหตุปัจจัยของเงื่อนไขและในสถานการณ์บ้านเมืองที่การคอรัปชั่นมีสูงอย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ เรื่องของเรื่องมันจึงยากที่จะป้องจะปราบกันให้ได้ผลแท้จริง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรยกเลิกการเป็นผู้ผูกขาดกำหนดหนังสือเรียนได้แล้ว ควรทำหน้าที่แค่ควบคุมและกำกับดูแลเพียงด้านนโยบายและหลักสูตรให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเท่านั้น เรื่องตำรับตำราและหนังสือเรียนปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน และคณะกรรมการสถานศึกษาแต่ละแห่งจะเป็นผู้พิจารณาดำเนินการโดยอิสระเถิด ให้เขารู้จักคิดและรู้จักเลือกเองบ้าง เขาจะได้คิดเป็นและแก้ปัญหาเป็น ตราบใดที่กระทรวงยังเป็นผู้กำหนดและตามป้อนให้ทุกอย่าง ทั้งตำรับตำรา คู่มือ และหนังสือเรียนอย่างทุกวันนี้เขาจะไม่เติบโต และจะเป็นการซ้ำเติมพวกเขาให้เป็นง่อยทางวิชาการไม่มีที่สิ้นสุด เพราะถ้าครูไม่ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องใฝ่รู้ใฝ่แสวงหา ครูก็จะไม่กระตือรือร้น เปิดหนังสือสอนไปวันๆ ว่าไปตามหนังสือที่กระทรวงกำหนด และที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ครูส่วนใหญ่ในวันนี้หลงคิดและยึดติดเป็นสำคัญว่าหนังสือเรียนนั้นคือหลักสูตร ทั้งที่มันเป็นแค่เครื่องมือที่ครูจะเลือกหยิบมาใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนเท่านั้น แม้ว่าผม (ผศ.ศิวกานท์ ปทุมสูติ) จะมีส่วนร่วมในการเขียนหนังสือเรียนให้กระทรวงศึกษาธิการ คือเป็นผู้เขียนหนังสือชุด ภาษาพาที ป.๒ และ ป.๕ ผมก็ยังขอยืนยันว่าหนังสือเรียนดังกล่าว (หนึ่งในสองเล่มนั้นก็คือเล่มชั้น ป.๒ ตามที่ปรากฏในภาพพาดหัวข่าว) ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้สอนทั้งเล่มก็ได้ ครูสามารถเลือกตัวบทความรู้จากนอกหนังสือเรียนมาประกอบการสอนได้ตลอดเวลา ขอเพียงให้ตอบสนองจุดหมายปลายทางของหลักสูตรและสาระการเรียนรู้ที่กระทรวงกำหนดเท่านั้น เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันกันทางวิชาการมากขึ้นสิครับ ให้มีทางเลือกดีๆ แข่งกันมากๆ ไม่ต้องกลัวหรอกว่าโรงเรียนจะแสวงทางเลือกที่ไม่ดี หรือด้อยคุณภาพ ถ้าเรากำกับดูแลระบบตรวจสอบและเมินคุณภาพให้มีมาตรฐานอย่างแท้จริง สนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจัง อาจมีครู และผู้บริหาร ที่หย่อนยานนำพาโรงเรียนไปไม่รอดบ้าง ไม่เป็นไร ยอมเจ็บด้วยการผ่าตัดกันแบบถึงรากถึงโคนเสียทีเถอะ ในทางพุทธศาสนานั้นเมื่อเห็น ทุกข์ ให้พิจารณาหา สมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์ให้ถ่องแท้ แล้วจึงค่อยหา มรรค คือทางหรือวิธีที่จะดับทุกข์ที่เหตุแท้จริงของมัน เราจึงจะไปถึง นิโรธ หรือการดับทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด กระทรวงศึกษาธิการ และคนไทยที่นับถือพุทธศาสนาที่ถึงกับจะให้ต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินั้น อย่านับถือกันแบบเปลือกๆ เลย มาลงมือปฏิบัติการที่แก่นแท้ของการแก้ปัญหากันเสียทีเถิด อย่าปล่อยให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงศึกษา-พิการ! อีกต่อไปเลย
**************************************************** ขณะยังขาดไร้ที่พึ่งที่หวัง ฟังเพลง "กราบพระแก้ว" ขอพรไปพลางก่อน เพลงกราบพระแก้ว ::: คำร้อง - ศิวกานท์ ปทุมสูติ ::: ดนตรี - สมปอง เปรมปรีดิ์ ::: ขับร้อง - ชินกร ไกรลาศ |