พิมพ์หน้านี้
|
มองกลับไปเมื่อฉันอายุ11 เช้าตรู่ของวันหยุด เป็น อีกวันหนึ่งที่ผมชอบและแอบดีใจอยู่ลึกๆ ว่าไม่ต้องไปโรงเรียน รีบอาบน้ำแล้วแต่งตัวหล่อ ด้วยกางเกงนักเรียนขาสั้นผ้าเวดส์ปร๊อยสีกากีตัวใหม่ที่แม่เพิ่งตัดให้เข็มขัดลูกเสือหัวทองเหลืองที่ขัดขึ้นเงาด้วย บัสโซ เสื้อยืดตราลูกไก่ กับเสื้อเชิ้ตผ้าค๊อทต้อนแขนสั้นสีขาวลายเส้นน้ำเงิน เและรองเท้าผ้าใบสีน้ำตาลถุงเท้าสีเดียวกัน เสื้อผ้าของคนในบ้านส่วนใหญ่คุณแม่ และพี่สาวคนโต จะเป็นคนตัดให้ ผมรีบทานข้าวต้มหมูที่เป็นอาหารเช้าของพวกเราทุกคนในบ้านมาช้านาน เพื่อไปลงเรือหางยาวที่ท่าเรือวัดบ่อ เดินทางไปบ้านสวนผักของ อากง อาม๋าที่อำเภอบางบัวทอง ( ท่าเรือวัดบ่อเป็นท่าเรือเล็กๆที่อาศัยท่าศาลาเทียบเรือของวัดเป็นที่ขึ้นลงสำหรับการเดินทางในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางอำเภอปากเกร็ด อำเภอบางบัวทอง เข้าคลองบางบัวทอง(คลองพระพิมล)เรือจะแล่นมาจอดที่ประตูน้ำบางบัวทอง ปัจจุบันไม่มีเส้นทางการเดินทางนี้แล้ว) เช้าๆที่ท่าเรือผู้คนยังไม่มากมายอะไรเรื่อจะออกเดินทางก็ต่อเมื่อมีผู้โดยสารมากกว่าสิบคน เพราะบางคนอาจจะโดยสารไปลงกลางทาง โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในคลองบางบัวทองที่เป็นเส้นทางหลักไปสู่ท่าเรือประตูน้ำที่เป็นจุดหมายปลายทางด้วยค่าเรือเพียงสองบาทใสมัยนั้น ผมอายุสิบขวบ(2506)คุณแม่จะเดินมาที่ท่าเรือเพื่อส่งผมที่ท่าเรือและฝากผมไว้กับลุงที่เป็นคนขับเรือ ซึ่งรู้จักกับ คุณเตี่ยผม ผมจำได้ว่าครอบครัวเราเป็นที่รู้จักของคนทั้งอำเภอปากเกร็ดในสมัยนั้น แม่จึงวางใจฝากผมไว้กับคนเรือในทุกครั้งที่ผมจะไปหา อาม๋า อากง เมื่อมีจำนวนผู้โดยสารพอ เรือก็จะออกเดินทาง ผมก็เป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็นและไม่ค่อยกลัวคน และที่สำคัญคือว่ายน้ำเป็น ทุกครั้งจึงขอนั่งหัวเรือ ผมจะถอดรองเท้าออกและโยนลงไปในเรือก่อนก้าวลงไปนั่งที่ช่องนั่งแรกของเรือหางยาว(เรือหางยาวไม่ใช่เรือหางยาวที่เป็นสองตอน) ลุงจะค่อยๆเร่งความเร็วจนเรือขึ้นน้ำ(เป็นอาการของเรือที่มีความเร็วจนหัวเรือลอยขึ้น) เรือแล่นฝ่าสายน้ำ หัวเรือกระทบคลื่นจนแตกซ่านสาดซัดกระเซ็น ลุงนำเรือเข้าแวะฝั่งซ้ายและฝั่งขาวสลับไปมาเพื่อส่งและรับผู้โดยสารที่ยืนโบกผ้าอยู่หน้าบ้าน กระทั่งเข้าถึงปากคลองบางบัวทอง จึงลดความเร็วของเรือลงช้าๆ และเริ่มใช้ความระมัดระวังในการแล่นอยู่ในคลอง เรือสวนกันไปมาแวะส่งเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งน้ำลงคลองก็เลยแคบเข้าไปใหญ่ ลุงต้องโยนตัวไปมาเพื่อให้เรือวิ่งไปข้างหน้าเมื่อเข้าโค้งน้ำเหมือนหักศอก มันเป็นความชำนาญที่เกิดขึ้นของคนในสมัยนั้น ที่มีเวลาเป็นตัวหล่อหลอม และเป็นตัวอย่างให้ผู้คนในสมัยนี้ได้มองย้อนกลับไปในแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น เรือถูกปล่อยให้ค่อยๆแล่นเข้าหาโป๊ะซีเมนต์ที่ตอนนี้ไม่ได้ลอยเหมือนปกติมันติดแห้งเพราะน้ำลงมาก ผมรีบสวมรองเท้า สายตาก็จับจ้อง น้าชายที่เดินลงมารับผมขึ้นจากเรือ น้าชายคนนี้เป็นน้องคุณแม่ผมคนเล็กสุด และจะได้รับหน้าที่จาก อาม้าให้มารับหลานคนนี้ ด้วยการบอกข่าวที่คุณแม่ผมส่งต่อผ่านคนขับเรือมาถึงคุณป้าเพื่อนคุณแม่ และคุณป้าก็จะให้คนเข้าไปบอกที่บ้านสวนผักถึงวันที่ผมจะไป ผมยกมือไหว้ขอบคุณลุง ได้ยินเสียงถามกลับมาว่า พรุ่งนี้กี่โมง บ่ายสองครับ เสียงน้าตอบ ผมเดินนำน้าชายขึ้นจากโป๊ะอย่างคล่องแคล้ว ตลาดประตูน้ำบางบัวทองเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกขาน แต่ชื่อที่เป็นทางการน่าจะเป็นประตูน้ำคลองพระพิมล เป็นประตูน้ำกั้นคลอง ผมยังคงสาวเท้าเดินผ่านบ้านและร้านค้าที่เรียงรายเป็นแถว ถึงสี่แยกยังไม่ทันเลี้ยวซ้าย เสียงร้องทักก็ดังขึ้นจากผู้หญิงวัยเดียวกับคุณแม่ ที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน น้าชายคว้าไหล่ผมให้หยุดเดินผมยกมือสวัสดีคุณป้าอย่างรวดเร็วทั้งที่เท้ายังก้าวเดินไปอีกหนึ่งก้าวก่อนที่คุณป้าจะเดินมาหยุดอยู่ข้างตัวผม พร้อมกับฝามือที่ลูบศรีสะผมพร้อมกลิ่นแป้งที่ผมคุ้นเคยทุกครั้งที่พบคุณป้า และเรื่องกลิ่นแป้งที่ฝามือคุณป้าซึ่งเป็นเพื่อนคุณแม่ยังคงเป็นคำถามในใจผมที่ไม่เคยถามใครว่า ทำไมผมมักได้กลิ่นแป้งที่ฝามือคุณป้า หลังจากที่ท่านเสียไปแล้วเป็นปี ในทุครั้งที่ผมมาสวนและต้องเดินผ่านหน้าบ้านหลังนี้ของคุณป้า คุณป้าจะพูดคุยกับน้าไม่นาน ก่อนที่เราทั้งคู่จะเดินไปที่สามล้อถีบรับจ้าง คนถีบสามล้อวัยกลางคนตัวดำเมี่ยม ผมนั่งมองน๋องของคนถีบรถที่ต้องยกตัวและทิ้งน้ำหนักลงทีละข้างสลับการโยกตัวไปมาในท่าเกือบยืน เพื่อให้โซ่ล้อรถหมุนไปข้างหน้า มีรถบรรทุกเก่าๆสวนมาด้วยความเร็วผมและน้าต้องยกมือขึ้นปิดปากจมูกและมองตามเจ้ารถบรรทุกคันนั้นไปพร้อมกัน เสียงบ่นของคนถีบรถที่ตั้งคำถามที่ไม่มีใครตอบกับฝุ่นที่ยังฟุ้งอยู่ว่าจะรีบไปไหนว่ะ ไอ้เหมน้าชายปล่อยเสียงหัวเราะเบาๆทั้งที่มือยังปิดปากอยู่ เราสามคนหายวับเข้าหลืบฝุ่นไปอย่างไม่ยินยอม สามล้อคันเก่งพาเราข้ามสะพานข้ามคลองบางบัวทองมาจอดนิ่งทางฝั่งที่เป็นตลาดเก่า ผมมองธนบัตรใบละหนึ่งบาทสองใบที่เป็นค่ารถสามล้อ ก่อนที่คนถีบรถจะออกแรงถีบรถย้อนกลับไปในทางที่เพิ่งผ่านมา คลองบางบัวทองซึ่งเป็นส่วนที่อยู่หลังประตูน้ำบางบัวทองเข้ามา เป็นเส้นทางน้ำที่มีการเดินทางไป อ.ไทรน้อย แยกเข้าคลองญี่ปุ่น ซึ่งในสมัยนั้นยังเห็นสิ่งก่อสร้างเช่นป้อมหรือถังเก็บน้ำที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้คราวบุกผ่านกึ่งยึดประเทศเราในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งอากงจะเล่าให้ฟัง และสามารถเลยออกแม่น้ำและคลองต่างๆได้อีก เช่น แม่น้ำนครชัยศรี จ.นครปฐม และคลองหลวง อ.คลองหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ออกแม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด ตลาดบางบัวทองในสมัยนั้นก็ไม่ต่างกับตลาด100ปีที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ในปัจจุบันนี้ เพราะเป็นตลาดที่อยู่ติดกับแม่น้ำลำคลองเช่นกัน ผู้คนก็เดินทางและทำมาค้าขายผ่าน ขนส่งผลิตผลทางเกษตรผ่านคลองออกสู่แม่น้ำทั้งเจ้าพระยา และนครชัยศรีสู่เมืองใหญ่ๆ นนทบุรี และกรุงเทพฯตลาดบางบัวทองในส่วนนี้เป็นชุมชนโบราณและน่าจะมีอายุที่เก่าแก่กว่าร้อยปี เพราะตอนที่ผมจำความได้ในช่วงที่เริ่มไปสวนผักพร้อมคุณแม่ตอนนั้น อากงอาม๋าอายุก็หกเจ็ดสิบเข้าไปแล้ว และ อาม๋าก็เสียไปก่อนตอนอายุเจ็ดสิบกว่าไม่แน่ใจ ซึ่งตอนนั้นผมอายุสิบสามปี วันที่ อาม๋าผมเสีย ท่านนอนหลับไปเฉยๆ ท่านเป็นคนที่กินเจมาตั้งแต่เด็กๆเลยแม่เล่าให้ฟังว่า วีนที่ท่านเสีย เป็นวัน โป้ยเซียนก๋วยไฮ้ หรือแปดเซียนข้ามสมุทร คุณแม่เชื่อว่าท่านไปดีและไปพร้อมเซียน เราสองคนเดินผ่านร้านรวงที่ส่วนใหญ่ก็เป็นญาติของคุณ ผมกับน้าชายมักจะใช้เวลาฝ่าด่านเพื่อนบ้านและญาติในตลาดพอสมควรกว่าจะมาหยุดทักทายร้านทองที่เป็นญาติแลดูว่าจะมีเงินที่สุดในเวลานั้น ตรงหน้าร้านทองจะมีหัวต่อน้ำดับเพลิงสีแดงซึ่งปกติจะฝังอยู่สูงจาดพื้นถนนห้าหกสิบเซนติเมตร แต่หัวต่อดับเพลิงอันนี้ยาวมากสูงจากพื้นเมตรกว่าๆ เพราะตอนนั้นหัวต่ออันนี้มันสูงกว่าผมเยอะเลย สองข้างทางเข้าไปที่สวนผักก็เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านสละที่ดินให้เป็นถนนเล็กๆขนานไปตามความคดเคี้ยวของคลองเล็กที่เป็นคลองใช้เดินทางและขนส่งพืชผักออกไปยังตลาด ภาพของชาวบ้านที่ไม่ชอบเดินก็จะใช้เรือบดเรือพาย เรือสัมปั้นหรือเวลาต้องบรรทุกพืชผลก็เป็นพวกเรือชะล่าหรือเรือขุด การเรียกชื่อเรือบางพื้นที่ก็เรียกต่างกันเพี้ยนบ้าง ผิดบ้างถูกบ้าง แต่มักเรียกเรือที่ใช้การพายและคัดท้ายในตัวคนเดียวก็จะเรียกว่า เรือบดส่วนพวกเรือเขียวเรือแดง เรือลาก เรือแท็กซี่ เรือด่วน จะเล่าให้ฟังในเรื่องต่อไป เราเดินมาหยุดรอการเดินสวนมาพร้อมจักรยานที่ถูกยกไว้บนบ่าของลุงที่บ้านอยู่ถัดไปอีกฝังคลอง ก่อนที่แกจะวางจักรยานลงและยิ้มแย้มทักทายกันฉันเพื่อนบ้านกับน้าชาย ผมออกวิ่งกึ่งกระโดดทันทีที่เข้าเขตสวนผัก เสียงไอ้ดำ ไอ้แดง หมาพันธ์ไทยที่มีอายุใกล้เราหรือมากกว่าในเวลานั้นไม่แน่ใจ เห่ารับวิ่งเข้ามาชนิดที่เราเองแทบล้มกลิ้งเมื่อหัวมันดันใส่เราด้วยความดีใจ จึงไม่ต้องถกเถียงถึงความจำที่หมามีต่อคนที่เป็นที่รัก แม้เจ้าแดงน้อย และไอ้ด่าง(ลูกต่างแม่กับไอ้แดงน้อย)จะพันพัวอยู่ที่หน้าแฃ้ง ผมยังคงวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่สนใจน้าชายที่ถือกระเป๋าเสื้อผ้าผมมาข้างหลัง อาม๋า ผมร้องเรียกคุณยายที่เป็นคุณแม่ของคุณแม่ผมเป็นภาษาจีน ผมเป็นเด็กที่พูดจีนตั้งแต่เด็กๆในเวลาที่เราอยู่ในครอบครัว ไม่เหมือนลูกหลานจีนในปัจจุบันที่ทอดทิ้งวัฒนะธรรมของจีนแม้การเรียกขาน ญาติผู้ใหญ่ก็ผิดเพี้ยน มันคงเป็นเจ็นเนเลชั่นสุดท้ายในรุ่นเราที่ยังคงให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมที่มองว่าโบราณ และงมงาย ก็ไม่เป็นไรเมื่อเราต้องก้าวตามโลกใบนี้ให้ทัน จนพวกเราในสมัยนี้ต่างต้องมานั่งคุยกันใหม่ถึงความเหมาะสมและไม่ทำให้คนรุ่นหลังๆต้องวุ่นวายในการระลึกถึงเราหลังความตายในอนาคต เสียงถามด้วยความดีใจทุกครั้งที่ได้พบพวกเรา(พี่ๆน้องๆที่มาด้วยในบางครั้ง) แต่ผมจะเป็นขาประจำตัวจริง อาม๋ากอดผมไว้แนบอกกลิ่นกายแห้งๆที่แฝงไว้ด้วยความเมตตารักใคร่ดีใจผสมผสานเป็นเสียงที่ออกมาจากปาก อาม๋าที่จะเรียกหลานๆผู้ชายทุกคนว่า อาตี๋ จะไม่เรียกชื่อจริง นอกจากการไตร่ถามถึงบุคคลที่สามที่ต้องการสอบถาม เฉกเช่นวันนี้ทีสวนผัก ที่ๆผมไม่เคยลืม แม้บางเรื่องจะเลือนไปบ้างก็ด้วยสมองที่ช้าลงของผม สักพักทุกอย่างก็จะโลดแล่นออกมาเป็นตัวหนังสือให้ได้ร่วมรำลึกไปพร้อมกับการมองข้ามกลับไปในอดีตที่ไม่สามารถคืนกลับมาในวันนี้
|
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |