• น้ำเย็น97
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : meng_ming97@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2008-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 6
  • จำนวนผู้ชม : 1082
  • จำนวนผู้โหวต : 3
  • ส่ง msg :
จินตนาภาพ(abstract) พูดเรื่องวันก่อน
การถ่ายภาพจากจินตนาการผ่านแก้วน้ำด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือnokia 7250
Permalink : http://www.oknation.net/blog/ks54549797
วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551
ฉันจำได้
Posted by น้ำเย็น97 , ผู้อ่าน : 46 , 19:17:59 น.  
พิมพ์หน้านี้


    มองกลับไปเมื่อฉันอายุ11

      เช้าตรู่ของวันหยุด เป็น อีกวันหนึ่งที่ผมชอบและแอบดีใจอยู่ลึกๆ ว่าไม่ต้องไปโรงเรียน รีบอาบน้ำแล้วแต่งตัวหล่อ ด้วยกางเกงนักเรียนขาสั้นผ้าเวดส์ปร๊อยสีกากีตัวใหม่ที่แม่เพิ่งตัดให้เข็มขัดลูกเสือหัวทองเหลืองที่ขัดขึ้นเงาด้วย บัสโซ เสื้อยืดตราลูกไก่  กับเสื้อเชิ้ตผ้าค๊อทต้อนแขนสั้นสีขาวลายเส้นน้ำเงิน เและรองเท้าผ้าใบสีน้ำตาลถุงเท้าสีเดียวกัน เสื้อผ้าของคนในบ้านส่วนใหญ่คุณแม่ และพี่สาวคนโต จะเป็นคนตัดให้ ผมรีบทานข้าวต้มหมูที่เป็นอาหารเช้าของพวกเราทุกคนในบ้านมาช้านาน เพื่อไปลงเรือหางยาวที่ท่าเรือ”วัดบ่อ” เดินทางไปบ้านสวนผักของ “อากง” “อาม๋า”ที่อำเภอบางบัวทอง ( ท่าเรือวัดบ่อเป็นท่าเรือเล็กๆที่อาศัยท่าศาลาเทียบเรือของวัดเป็นที่ขึ้นลงสำหรับการเดินทางในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางอำเภอปากเกร็ด –อำเภอบางบัวทอง เข้าคลองบางบัวทอง(คลองพระพิมล)เรือจะแล่นมาจอดที่ประตูน้ำบางบัวทอง ปัจจุบันไม่มีเส้นทางการเดินทางนี้แล้ว)

   เช้าๆที่ท่าเรือผู้คนยังไม่มากมายอะไรเรื่อจะออกเดินทางก็ต่อเมื่อมีผู้โดยสารมากกว่าสิบคน เพราะบางคนอาจจะโดยสารไปลงกลางทาง โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในคลองบางบัวทองที่เป็นเส้นทางหลักไปสู่ท่าเรือประตูน้ำที่เป็นจุดหมายปลายทางด้วยค่าเรือเพียงสองบาทใสมัยนั้น ผมอายุสิบขวบ(2506)คุณแม่จะเดินมาที่ท่าเรือเพื่อส่งผมที่ท่าเรือและฝากผมไว้กับลุงที่เป็นคนขับเรือ ซึ่งรู้จักกับ “คุณเตี่ย”ผม  ผมจำได้ว่าครอบครัวเราเป็นที่รู้จักของคนทั้งอำเภอปากเกร็ดในสมัยนั้น  แม่จึงวางใจฝากผมไว้กับคนเรือในทุกครั้งที่ผมจะไปหา “อาม๋า” “อากง” เมื่อมีจำนวนผู้โดยสารพอ เรือก็จะออกเดินทาง ผมก็เป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็นและไม่ค่อยกลัวคน และที่สำคัญคือว่ายน้ำเป็น ทุกครั้งจึงขอนั่งหัวเรือ ผมจะถอดรองเท้าออกและโยนลงไปในเรือก่อนก้าวลงไปนั่งที่ช่องนั่งแรกของเรือหางยาว(เรือหางยาวไม่ใช่เรือหางยาวที่เป็นสองตอน) ลุงจะค่อยๆเร่งความเร็วจนเรือขึ้นน้ำ(เป็นอาการของเรือที่มีความเร็วจนหัวเรือลอยขึ้น) เรือแล่นฝ่าสายน้ำ หัวเรือกระทบคลื่นจนแตกซ่านสาดซัดกระเซ็น

         ลุงนำเรือเข้าแวะฝั่งซ้ายและฝั่งขาวสลับไปมาเพื่อส่งและรับผู้โดยสารที่ยืนโบกผ้าอยู่หน้าบ้าน กระทั่งเข้าถึงปากคลองบางบัวทอง จึงลดความเร็วของเรือลงช้าๆ และเริ่มใช้ความระมัดระวังในการแล่นอยู่ในคลอง เรือสวนกันไปมาแวะส่งเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งน้ำลงคลองก็เลยแคบเข้าไปใหญ่ ลุงต้องโยนตัวไปมาเพื่อให้เรือวิ่งไปข้างหน้าเมื่อเข้าโค้งน้ำเหมือนหักศอก มันเป็นความชำนาญที่เกิดขึ้นของคนในสมัยนั้น ที่มีเวลาเป็นตัวหล่อหลอม และเป็นตัวอย่างให้ผู้คนในสมัยนี้ได้มองย้อนกลับไปในแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น

          เรือถูกปล่อยให้ค่อยๆแล่นเข้าหาโป๊ะซีเมนต์ที่ตอนนี้ไม่ได้ลอยเหมือนปกติมันติดแห้งเพราะน้ำลงมาก ผมรีบสวมรองเท้า สายตาก็จับจ้อง น้าชายที่เดินลงมารับผมขึ้นจากเรือ น้าชายคนนี้เป็นน้องคุณแม่ผมคนเล็กสุด และจะได้รับหน้าที่จาก “อาม้า”ให้มารับหลานคนนี้ ด้วยการบอกข่าวที่คุณแม่ผมส่งต่อผ่านคนขับเรือมาถึงคุณป้าเพื่อนคุณแม่ และคุณป้าก็จะให้คนเข้าไปบอกที่บ้านสวนผักถึงวันที่ผมจะไป  ผมยกมือไหว้ขอบคุณลุง ได้ยินเสียงถามกลับมาว่า “พรุ่งนี้กี่โมง”  “บ่ายสองครับ” เสียงน้าตอบ ผมเดินนำน้าชายขึ้นจากโป๊ะอย่างคล่องแคล้ว ตลาดประตูน้ำบางบัวทองเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกขาน แต่ชื่อที่เป็นทางการน่าจะเป็น”ประตูน้ำคลองพระพิมล” เป็นประตูน้ำกั้นคลอง ผมยังคงสาวเท้าเดินผ่านบ้านและร้านค้าที่เรียงรายเป็นแถว ถึงสี่แยกยังไม่ทันเลี้ยวซ้าย เสียงร้องทักก็ดังขึ้นจากผู้หญิงวัยเดียวกับคุณแม่ ที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน น้าชายคว้าไหล่ผมให้หยุดเดินผมยกมือสวัสดีคุณป้าอย่างรวดเร็วทั้งที่เท้ายังก้าวเดินไปอีกหนึ่งก้าวก่อนที่คุณป้าจะเดินมาหยุดอยู่ข้างตัวผม พร้อมกับฝามือที่ลูบศรีสะผมพร้อมกลิ่นแป้งที่ผมคุ้นเคยทุกครั้งที่พบคุณป้า และเรื่องกลิ่นแป้งที่ฝามือคุณป้าซึ่งเป็นเพื่อนคุณแม่ยังคงเป็นคำถามในใจผมที่ไม่เคยถามใครว่า “ทำไมผมมักได้กลิ่นแป้งที่ฝามือคุณป้า” หลังจากที่ท่านเสียไปแล้วเป็นปี ในทุครั้งที่ผมมาสวนและต้องเดินผ่านหน้าบ้านหลังนี้ของคุณป้า คุณป้าจะพูดคุยกับน้าไม่นาน ก่อนที่เราทั้งคู่จะเดินไปที่สามล้อถีบรับจ้าง คนถีบสามล้อวัยกลางคนตัวดำเมี่ยม ผมนั่งมองน๋องของคนถีบรถที่ต้องยกตัวและทิ้งน้ำหนักลงทีละข้างสลับการโยกตัวไปมาในท่าเกือบยืน เพื่อให้โซ่ล้อรถหมุนไปข้างหน้า มีรถบรรทุกเก่าๆสวนมาด้วยความเร็วผมและน้าต้องยกมือขึ้นปิดปากจมูกและมองตามเจ้ารถบรรทุกคันนั้นไปพร้อมกัน เสียงบ่นของคนถีบรถที่ตั้งคำถามที่ไม่มีใครตอบกับฝุ่นที่ยังฟุ้งอยู่ว่า”จะรีบไปไหนว่ะ ไอ้เหม”น้าชายปล่อยเสียงหัวเราะเบาๆทั้งที่มือยังปิดปากอยู่ เราสามคนหายวับเข้าหลืบฝุ่นไปอย่างไม่ยินยอม

      สามล้อคันเก่งพาเราข้ามสะพานข้ามคลองบางบัวทองมาจอดนิ่งทางฝั่งที่เป็นตลาดเก่า ผมมองธนบัตรใบละหนึ่งบาทสองใบที่เป็นค่ารถสามล้อ ก่อนที่คนถีบรถจะออกแรงถีบรถย้อนกลับไปในทางที่เพิ่งผ่านมา คลองบางบัวทองซึ่งเป็นส่วนที่อยู่หลังประตูน้ำบางบัวทองเข้ามา เป็นเส้นทางน้ำที่มีการเดินทางไป อ.ไทรน้อย แยกเข้าคลองญี่ปุ่น ซึ่งในสมัยนั้นยังเห็นสิ่งก่อสร้างเช่นป้อมหรือถังเก็บน้ำที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้คราวบุกผ่านกึ่งยึดประเทศเราในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่ง”อากง”จะเล่าให้ฟัง  และสามารถเลยออกแม่น้ำและคลองต่างๆได้อีก เช่น แม่น้ำนครชัยศรี จ.นครปฐม และคลองหลวง อ.คลองหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ออกแม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด

   ตลาดบางบัวทองในสมัยนั้นก็ไม่ต่างกับตลาด100ปีที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ในปัจจุบันนี้ เพราะเป็นตลาดที่อยู่ติดกับแม่น้ำลำคลองเช่นกัน ผู้คนก็เดินทางและทำมาค้าขายผ่าน ขนส่งผลิตผลทางเกษตรผ่านคลองออกสู่แม่น้ำทั้งเจ้าพระยา และนครชัยศรีสู่เมืองใหญ่ๆ นนทบุรี และกรุงเทพฯตลาดบางบัวทองในส่วนนี้เป็นชุมชนโบราณและน่าจะมีอายุที่เก่าแก่กว่าร้อยปี เพราะตอนที่ผมจำความได้ในช่วงที่เริ่มไปสวนผักพร้อม”คุณแม่”ตอนนั้น “อากงอาม๋า”อายุก็หกเจ็ดสิบเข้าไปแล้ว และ “อาม๋า”ก็เสียไปก่อนตอนอายุเจ็ดสิบกว่าไม่แน่ใจ ซึ่งตอนนั้นผมอายุสิบสามปี วันที่ “อาม๋า”ผมเสีย ท่านนอนหลับไปเฉยๆ ท่านเป็นคนที่กินเจมาตั้งแต่เด็กๆเลยแม่เล่าให้ฟังว่า วีนที่ท่านเสีย เป็นวัน “โป้ยเซียนก๋วยไฮ้” หรือแปดเซียนข้ามสมุทร คุณแม่เชื่อว่าท่านไปดีและไปพร้อมเซียน 

      เราสองคนเดินผ่านร้านรวงที่ส่วนใหญ่ก็เป็นญาติของคุณแม่ พวกอากู๋ อากิ่ม อาซิ่ม อาเจ๊ก อาอี้ อาเตี๋ย เรียกว่าลำดับไม่ถูกทีเดียว “คุณแม่”เคยบอกว่า สมัยที่คุณแม่แต่งกับ “คุณเตี่ย”นั้นก็อยู่ที่ อ.ปากเกร็ดพวกพี่ๆผมเกิดที่ปากเกร็ดเป็นส่วนใหญ่แล้วก็ต้องหลบภัยสงครามตอนญี่ปุ่นเข้าประเทศ เพราะพวกญี่ปุ่นเอาเรือตรวจเข้ามาจอดอยู่หลังบ้านในแม่น้ำเจ้าพระยา คุณแม่บอกว่ากลางคืนกลัวเครื่องบินมาทิ้งระเบิดจึงต้องย้ายกันมาอยู่ที่บ้านสวนผัก เพราะญาติอยู่ที่นี่กันหมด แต่ก็ย้ายไปย้ายมาสองสามครั้งซึ่งตอนนั้นผมยังไม่เกิด ผมมีพี่สาวสามคน พี่ชายหนึ่งคนและน้องสาวหนึ่งคน น้องชายหนึ่งคนรวมเจ็ดคน  สงครามทำให้ครอบครัวเราต้องเสียสมาชิกในครอบครัวไปหนึ่งคน เป็นพี่สาวคนที่สามซึ่งยังเด็กมากๆไม่ถึงขวบ การไปหาหมอที่ กรุงเทพฯเป็นเรื่องใหญ่ ต้องไปทางเรือ ระหว่างทาง แม่กับเตี่ย ยังเห็นซากสะพานพระรามหกที่โดนบอมบ์จนพัง ในแม่น้ำเจ้าพระยาเต็มไปด้วยปลาที่ตายลอยเป็นแพจากลูกระเบิดที่ตกลงในแม่น้ำ มาเมื่อตอนเป็นหนุ่มใหญ่แล้วบางวันหนังสือพิมพ์ ก็ลงข่าวถึงการขุดพบของเจ้าหน้าที่รถไฟ หรือชาวบ้าน ที่มีบ้านเรือนอยู่ในระแวกนั้น  ขนาดของลูกระเบิดที่พบมีน้ำหนักมากถึงห้าร้อยกิโลกรัม เป็นเรื่องที่ฮือฮาจนต้องมีการตรวจสอบพื้นที่กันอย่างละเอียดในสมัยนั้น

   ผมกับน้าชายมักจะใช้เวลาฝ่าด่านเพื่อนบ้านและญาติในตลาดพอสมควรกว่าจะมาหยุดทักทายร้านทองที่เป็นญาติแลดูว่าจะมีเงินที่สุดในเวลานั้น  ตรงหน้าร้านทองจะมีหัวต่อน้ำดับเพลิงสีแดงซึ่งปกติจะฝังอยู่สูงจาดพื้นถนนห้าหกสิบเซนติเมตร แต่หัวต่อดับเพลิงอันนี้ยาวมากสูงจากพื้นเมตรกว่าๆ เพราะตอนนั้นหัวต่ออันนี้มันสูงกว่าผมเยอะเลย  สองข้างทางเข้าไปที่สวนผักก็เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านสละที่ดินให้เป็นถนนเล็กๆขนานไปตามความคดเคี้ยวของคลองเล็กที่เป็นคลองใช้เดินทางและขนส่งพืชผักออกไปยังตลาด ภาพของชาวบ้านที่ไม่ชอบเดินก็จะใช้เรือบดเรือพาย เรือสัมปั้นหรือเวลาต้องบรรทุกพืชผลก็เป็นพวกเรือชะล่าหรือเรือขุด การเรียกชื่อเรือบางพื้นที่ก็เรียกต่างกันเพี้ยนบ้าง ผิดบ้างถูกบ้าง แต่มักเรียกเรือที่ใช้การพายและคัดท้ายในตัวคนเดียวก็จะเรียกว่า “เรือบด”ส่วนพวกเรือเขียวเรือแดง เรือลาก เรือแท็กซี่ เรือด่วน จะเล่าให้ฟังในเรื่องต่อไป

   เราเดินมาหยุดรอการเดินสวนมาพร้อมจักรยานที่ถูกยกไว้บนบ่าของลุงที่บ้านอยู่ถัดไปอีกฝังคลอง ก่อนที่แกจะวางจักรยานลงและยิ้มแย้มทักทายกันฉันเพื่อนบ้านกับน้าชาย  ผมออกวิ่งกึ่งกระโดดทันทีที่เข้าเขตสวนผัก เสียงไอ้ดำ ไอ้แดง หมาพันธ์ไทยที่มีอายุใกล้เราหรือมากกว่าในเวลานั้นไม่แน่ใจ เห่ารับวิ่งเข้ามาชนิดที่เราเองแทบล้มกลิ้งเมื่อหัวมันดันใส่เราด้วยความดีใจ จึงไม่ต้องถกเถียงถึงความจำที่หมามีต่อคนที่เป็นที่รัก แม้เจ้าแดงน้อย และไอ้ด่าง(ลูกต่างแม่กับไอ้แดงน้อย)จะพันพัวอยู่ที่หน้าแฃ้ง ผมยังคงวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่สนใจน้าชายที่ถือกระเป๋าเสื้อผ้าผมมาข้างหลัง “อาม๋า” ผมร้องเรียกคุณยายที่เป็นคุณแม่ของคุณแม่ผมเป็นภาษาจีน ผมเป็นเด็กที่พูดจีนตั้งแต่เด็กๆในเวลาที่เราอยู่ในครอบครัว ไม่เหมือนลูกหลานจีนในปัจจุบันที่ทอดทิ้งวัฒนะธรรมของจีนแม้การเรียกขาน ญาติผู้ใหญ่ก็ผิดเพี้ยน มันคงเป็นเจ็นเนเลชั่นสุดท้ายในรุ่นเราที่ยังคงให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมที่มองว่าโบราณ และงมงาย ก็ไม่เป็นไรเมื่อเราต้องก้าวตามโลกใบนี้ให้ทัน จนพวกเราในสมัยนี้ต่างต้องมานั่งคุยกันใหม่ถึงความเหมาะสมและไม่ทำให้คนรุ่นหลังๆต้องวุ่นวายในการระลึกถึงเราหลังความตายในอนาคต

  เสียงถามด้วยความดีใจทุกครั้งที่ได้พบพวกเรา(พี่ๆน้องๆที่มาด้วยในบางครั้ง) แต่ผมจะเป็นขาประจำตัวจริง “อาม๋า”กอดผมไว้แนบอกกลิ่นกายแห้งๆที่แฝงไว้ด้วยความเมตตารักใคร่ดีใจผสมผสานเป็นเสียงที่ออกมาจากปาก “อาม๋า”ที่จะเรียกหลานๆผู้ชายทุกคนว่า “อาตี๋” จะไม่เรียกชื่อจริง นอกจากการไตร่ถามถึงบุคคลที่สามที่ต้องการสอบถาม  เฉกเช่นวันนี้ทีสวนผัก ที่ๆผมไม่เคยลืม แม้บางเรื่องจะเลือนไปบ้างก็ด้วยสมองที่ช้าลงของผม สักพักทุกอย่างก็จะโลดแล่นออกมาเป็นตัวหนังสือให้ได้ร่วมรำลึกไปพร้อมกับการมองข้ามกลับไปในอดีตที่ไม่สามารถคืนกลับมาในวันนี้

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
coolwater วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 19.26 น.
http://www.oknation.net/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

ใช่ค่ะ อดีตงดงามเสมอค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29