พิมพ์หน้านี้
|
กระแสพระราชดำรัส พระราชทานแก่สมาชิกสโมสรไลออนส์ในประเทศไทย ในการเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน ในพิธีฉลองการสถาปนาสโมสรไลออนส์ครบรอบ 10 ปี ณ โรงแรมนารายณ์ กรุงเทพฯ วันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2513 โดยที่วันนี้เป็นวันพิเศษ แม้จะได้เปิดประชุมแล้ว ก็ขอให้ทุกคนนั่งตามระเบียบของไลออนส์ที่นั่งฟังการประชุม ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างมากที่ได้มาร่วมในงานของสโมสรไลออนส์ และขอแสดงความยินดีแก่สโมสรไลออนส์ที่ได้มีอายุถึง 10 ปีแล้ว สำหรับคนนั้นก็นับว่ายังเป็นเด็กมาก แต่สำหรับสิงโตก็ถือว่ามีเขี้ยวมีเล็บอย่างน่าดูแล้ว (ปรบมือ) ตั้งแต่หัวจนถึงเท้าของไลออนส์ที่ได้แสดงให้ดูอย่างเมื่อกี้นี้ ระหว่างหัวกับเท้าของสิงโตนี้มีหัาใจ มีหัวใจที่ดีที่ไดักระทำกิจการค่าง ๆ ทุกอย่างดัวยจิตใจบริสุทธิ์ และด้วยความที่จะตั้งใจให้บ้านเมืองหรือสังคมที่เราอาศัยอยู่มีความเจริญมีความปลอดภัย และเพื่อให้ทุกคนสามารถแสวงหาความสุขความก้าวหน้า กิจการต่าง ๆ ของสโมสรไลออนล์ก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้น มีโครงการพิทักษ์สายตาและการพยาบาล เช่น ทำฟัน เป็นต้น เรื่องทำฟันนี้ก็คงเป็นเพราะว่าอยากใหัฟันคม แต่ว่าที่มีความสำคัญที่สุดก็คือโครงการเรื่องเยาวซน ซึ่งนับว่าเป็นที่นิยมและเป็นที่ไว้วางใจของต่างประเทศ ดังที่ได้ยินเมื่อกี้ว่าชาวต่างประเทศจะส่งเยาวชนมาดูงานในประเทศไทย ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะคล้าย ๆ กับว่าเขาไว้ใจว่าเราปฏิบัติการในทางเยาชนไดัดีมาก คือทำให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเยาวชนมีความตั้งใจเป็นคนดีไม่เป็นอันธพาล แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังมีเรื่องที่บกพร่องอีกมากในข้อนี้ สโมสรไลออนส์ของประเทศไทยได้ตั้งหน้าที่ให้ตัวเองอย่างหนักที่สุด ความจริงอยากจะบอกว่า การประชุมเมื่อกี้ก็ทำให้ไดัความรู้มาก และรู้สึกว่ามีความบกพร่องก็มากเหมือนกัน ที่บกพร่องสำคัญที่ทำใหักลัวว่าไลออนส์จะไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามโครงการนั้นก็คือรู้สึกว่าล้าสมัย อย่างการประซุมเมื่อกี้นี้ ใครทำอะไรก็โดนปรับ แต่ค่าปรับนั้นรู้สึกว่าไม่สมดุลย์กับค่าครองชีพปัจจบันนี้เลย (ปรบมือ) อันนี้ก็เป็นข้อที่สงสัยอย่างยิ่ง ข้อสงสัยอีกอย่างคือการแสดงที่ได้นำมาให้ดูนั้น ต้องอิมปอร์ดมาจากต่างประเทศ เราทำอะไรของเราไม่ได้ แล้วก็ยังมาบอกว่าพระบารมีปกเกล้าฯ จึงนำการแสดงมาจากต่างประเทศได้ความจริงสามารถนำมไม่ใช่พระบารมีปกเกล้าฯ พระบารมีปกเกล้าฯ นั้นอาจตรงข้ามคือไม่มีการแสดงในเมืองไทยจึงต้องสั่งจากต่างประเทศ ถ้าถือว่าการแสดงเป็นการแสดงที่น่าชื่นชมหรือบางทีก็เพลิดเพลินดี ก็ไม่ขอรับความดี เพราะไม่ใช่พระบารมี เป็นความดีของผู้ที่จัดการที่นั่งอยู่ตรงนั้น (ปรบมือ) ทีบอกว่าคำว่าพระบารมีปกเกล้าฯ ทำให้ไม่มีการแสดงเช่นนี้ ก็เพราะว่า เมื่อวันสังคีตมงคลก็ไปบอกเขาว่ามีความสงสัยว่า ทำไมผู้ชายพวกนักดนตรีผมยาว และทำไมสตรีกระโปรงสั้น ก็เลยทำให้งานของบันเทิงชะงักไปบ้าง ก็เป็นความผิด ไม่ใช่พระบารมี กลับมาเรื่องเยาวชน ขณะนี้ก็ทราบกันว่าบ่นกันมากว่าเยาวชนยุ่งอย่างโน้นอย่างนี้มีการตั้งตัวเป็นแก๊ง แล้วก็มีการทะเลาะวิวาท ก็เป็นปัญหาใหญ่ ที่เป็นปัญหาใหญ่นั้น เราก็นับว่าเป็นปัญหา เป็นปัญหาใหญ่เพราะเป็นปัญหาของอนาคตของชาติ ถ้าเยาวชนประพฤติตนเป็นอันธพาลไม่เรียน มัวแต่ไปซ่องสุมหาความสำราญอย่างง่าย ๆ อนาคตของชาตินับว่ามืดมนมาก ได้มีการวิจัย การประชุม การสัมมนาต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ที่พบปะกัน ผลของการประชุมการสัมมนาต่าง ๆ ไม่ใช่ผลที่ดี ส่วนมากผลคือการทะเลาะกันระหว่างผู้ใหญ่ เพราะแทนที่จะหารากฐานของความบกพร่องหรือปัญหาเยาวชน กลับไปทะเลาะวิวาทกันจะเอาชนะกัน มีความคิดอะไรก็มาบอกว่าอีกคนหนึ่งผิด ไม่ใช่มีความศิดมาแล้วเอามาช่วยกัน คิดและดูว่า ความคิดของอีกคนหนึ่งนั้นมีความจริงหรือไม่ ถ้ามีความจริงก็จะได้พยายามนำความคิดนั้นมาใช้เพื่อปรัปรุงใหม่ ที่พูดนี้ไม่ได้ว่าพวกไลออนส์ รับรองว่าในใจก็ไม่ว่าไลออนส์ เพราะได้เห็นแล้วว่าไลออนส์ทะเลาะกันไม่เป็น มีผิดอะไรเมื่อปรับแล้วก็หัวเราะกันและร้องเพลงกัน อันนี้เป็นการดี งานของไลออนส์จะได้ผลเพราะไม่ทะเลาะกัน โดยมากในการประชุม มักไม่มีสาระนักและไม่ได้แก้ปัญหาหรือแก้ปัญหาอย่างผิดจุด เร็ว ๆ นี้มีการคิดกันว่าเรื่องแก้ไขปัญหาเยาวชน จะต้องลดอายุเด็กที่จะขึ้นศาล จากอายุ 18 ลงมาเป็นอายุ 15 นึกว่าการลดอายุจะทำให้เด็กเข็ดหลาบ เพราะเมื่อทำผิดแล้วจะต้องเข้าคุกอย่างผู้ใหญ่ คิดดูดี ๆ ว่าการทำเช่นนั้นจะได้ผลหรือไม่ ได้แน่ จะต้องได้ผล แต่จะได้ผลร้ายเพราะอายุเด็ก 15-18 นั้น เมื่อทำผิดแล้วถูกลงโทษ จะต้องเข้าคุกพร้อมผู้ใหญ่ แทนที่จะเป็นการดัดแปลงแก้ไขความเป็นอันธพาล กลายเป็นการแก้แค้นหรือชดใช้การทำผิด เมื่อมีความคิดดังนั้น และอยู่ร่วมกับอาชญากรผู้ใหญ่เยาวชนจะกลายเป็นอาชญากรอาชีพไปเลย อีกส่วนหนึ่งถ้าขึ้นศาลผู้ใหญ่ จะเรียกร้องสิทธิว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีสิทธิเหมือนผู้ไหญ่ ก็จะเป็นผลร้ายเหมือนกัน เพราะปัจจุบันผู้ใหญ่มีสิทธิถืออาวุธ ถ้าได้รับอนุญาตมีใบอนุญาต ก็ถืออาวุธได้ในที่สมควรได้ เยาวชนที่ไม่บรรลุนิติภาวะก็ไม่มีสิทธิโดยปริยาย แต่ถ้าลดอายุมาเป็น 15 ปีก็เป็นการให้สิทธิโดยอัตโนมัติปราบไม่ได้ ตรงข้าม ควรเปลี่ยนกฏหมายให้เข้มงวดและรุนแรงขึ้น เด็กที่ถืออาวุธขณะนี้มีอยู่ทั่วไป ตำรวจทั้งหลายและผู้ฟังวิทยุย่อมทราบ เรื่องเยาวชนมีอาวุธในครอบครองนี้มีไม่เว้นแต่ละวัน อย่างเมื่อวานนี้ดูเหมือนเวลา 01.30 น. มีแก๊งวัยรุ่นใช้อาวุธทำร้ายผู้ใหญ่ที่ฝั่งธนบุรีเคราะห์ดีบาดเจ็บไม่ถึงตาย เด็กเหล่านี้ ถ้าขึ้นศาลก็ว่าเป็นเด็กเลยไม่ลงโทษ รัฐมนตรียุติธรรมท่านบอกว่าลดอายุลงมาได้ แต่ต้องมีการลดหย่อนโทษเพราะเป็นเด็ก ยิ่งจะทำให้ซ้ำร้ายใหญ่ ขอเสนอว่า เด็กทำผิดฐานมีอาวุธในครอบครอง จะต้องลงโทษสองเท่า การลงโทษแทนที่จะเข้าคุกขอให้ส่งไปโรงเรียนพิเศษ ถ้าปรากฏว่าเรียนดีวางตัวเป็นคนดี ตั้งใจเป็นพลเมืองดี เมื่ออายุสมควรแก่การเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ให้ปล่อยตัวไปไม่มีมลทิน ถ้ายังเป็นอันธพาลก็ให้เข้าคุกได้ นี่เป็นข้อเสนอ ถ้ามัวแต่ไปหาวิธีที่จะแก้ปัญหาก็เท่ากับไปจับหางสิงห์โตเท่านั้นเองและความจริงไม่ใช่สิงห์โตเป็นหางเสือที่ร้าย ก็จะทำให้ปัญหาเยาชนนี้ยิ่งเพิ่มมากขึ้น สำหรับปัญหาเยาวชนนี้ เราต้องค้นหารากฐานธาตุแท้ที่จะต้องแก้ไขนั้น เมื่อดูแล้วก็อยู่ที่การศึกษา และเมื่อดูสถิติในทางในด้านประชากรและในด้านการศึกษา คือ โรงเรียน ครู และจำนวนนักเรียนแล้ว ก็เป็นที่น่าวิตกไม่น้อย วันนี้เอาตัวเลขมาให้ดูต้องขออภัยถ้าตัวเลขนี้น่าเบื่อหน่ายสักหน่อย แต่อยากจะให้ทราบคร่าว ๆ ว่าเป็นอย่างไร ในปี 2503 ประเทศไทยมีประชากร 26 ล้านนั้น อยู่ในวัยเรียกว่าเยาวซน 16 ล้านคน และมีจำนวนที่อยู่ในวัยที่จะต้องเรียน หมายความว่าอายุตั้งแต่ 5 ขวบถึง 16,656,000 คน และผู้ใหญ่ที่กำลังอยูไนวัยฉกรรจ์ คือถึงอายุ 40 มี 5 ล้านคนไม่สมดุลย์กัน ที่อายุกว่า 40 ที่ถีอกันว่าแก่แล้วนั้น มีประมาณ 4 ล้านคน คิดดูแลัวแม้จะบวกคนที่เป็นผู้ใหญ่วัยฉกรรจ์และวัยชราเข้าแล้วก็เป็น 9 ล้านคน ก็ยังน่าวิตก
ปี 2513 มีพลเมืองประมาณ 35 ล้านเกือบ 36 ล้าน และช่นเดียวกัน พลเมืองที่เป็นเยาวชนก็เพิ่มตามลำดับ มาถึง 2518 ทดลองทำคำนวณได้ว่าจะมีพลเมือง 40 ถึง 42 ล้านคน และก็จำนวนเยาวชนก็เพิ่มไปดัวยอย่างมาก ถ้าดูจำนวนเยาวซนเทียบประชากรอย่างที่บรรยายมาแล้วรู้สึกว่าเพิ่มขึ้นมากเป็นที่น่าวิตก และเมื่อไปดูสถิติของโรงเรียนและการศึกษาก็จะยิ่งน่าวิตก ได้ทำสถิติเรื่องโรงเรียนต่าง ๆ นี้ขึ้น 3 ปี คือ 2508, 2513, 2518 ตามที่คาดคะเนสำหรับการศึกษาขั้นอนุบาลนั้นดูไม่ได้เพราะว่าเป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่ง มาดูชั้นประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษานี้ 2508 มีโรงเรียน 25,665 โรงเรียน มีครู 134,675 คน และมีนักเรียนถึง 4,630,424 คน แม้ว่าจำนวนผู้ที่อยู่ในวัยที่จะเรียนมีประมาณ 8 ล้านคน ซื่งก็เห็นได้แล้วว่าไม่สมดุลย์ มาถึง 2513 ก็เหมือนกัน ประชากรก็เพิ่มขึ้นไป ครูตามไม่ทัน 2515 ก็ยิ่งจะตามไม่ทัน ที่น่าวิตกในชั้นประถมก็เพราะว่า ชั้นประถมต้นกับชั้นประถมปลายนี้ไม่สมดุลย์กันอีก อย่างในปี 2508 นี้ชั้นประถมต้นมี 4 ล้านกว่า แต่อย่างที่ว่าชั้นประถมปลายมีเพียงสี่แสนแปดหมื่นกว่า ๆ อย่างนี้ก็เห็นได้ว่า การศึกษาของเมืองไทย นับเฉลี่ยแล้วก็หยุดอยู่ที่ชั้นประถม 4 ซึ่งก็เป็นที่น่าวิตกสำหรับอนาคตอย่างยิ่ง ถ้ามาดูในซั้นมัธยมและชั้นอื่น ๆ ที่สูงขึ้นไป ก็ยิ่งน่าวิตก เพราะว่า 2503 มีพลเมือง 30 ล้านคน แต่มีนักเรียนชั้นมัธยมเพียง 3 แสนกว่า หมายความว่ามีคนที่อยู่ในวัยเรียน 3 ล้านกว่า มีนักเรียน 3 แสน ประมาณร้อยละ 10 และในเมืองไทยคนที่มีการศึกษาชั้นมัธยมเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นเอง เราภูมิใจเมืองไทยนี้เป็นเมืองที่ก้าวหน้าที่พัฒนา ที่มีการศึกษา แต่ว่าตามตัวเลขแล้วน่าวิตก การที่จะแก้ เราต้องให้ความรู้กับเด็กและคนรุ่นต่อไปอย่างที่เราจะสามารถทำ จึงพูดถึงสารานุกรม สารานุกรมนี้จะ พูดถึงสารานุกรม บอกได้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้ดำริมาเมื่อปีที่แล้วเท่านั้นเอง ดำริมานานแล้วตั้งแต่ปี 2406 เจ้าคุณศัลวิธานนิเทศ ซึ่งเป็นประธานกรรมการสารานุกรมปัจจุบันนี้ ได้นำตัวอย่างงานของสภาวิจัยแห่งชาติ เป็นหนังสือสำหรับให้ความรู้กับเด็กมาให้ดู แต่ว่ามีเล่มหนึ่งที่ดูแล้วก็เลยขออนุญาตฉีกทิ้ง ท่านก็ไม่โกรธเพราะว่าเจ้าคุณท่านเฉย เวลามองท่าน ท่านก็ไม่โกรธ ท่านมองแล้วก็ยิ้ม เพราะว่าเจ้าคุณก็เข้าใจ เรื่องนั้นเป็นเรื่องของการปกครอง พูดถึงการปกครองก็ว่ามีสถาบันยุติธรรม สถาบันนี้มีหลักอย่างนั้น ๆ อยู่ในหนังสือเล่มนั้นพร้อม เราทราบแล้ว ท่านผู้พิพากษาทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ก็ทราบดีแล้วว่าหลักของกฎหมาย หรือการศาล หรือขบวนการยุติธรรมนั้นถือว่าผู้กระทำผิดยังไม่ผิดจนกว่าจะได้พิสูจน์ว่าผิด ข้อนี้ก็เป็นของธรรมดาและเป็นหลักใหญ่ของท่านผู้พิพากษา แต่ขอโทษท่านตุลาการ และผู้ที่มีอาชีพในทางราชการศาลว่า ถ้าไปสอนว่าทุกคนบริสทธิ์ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าผิด จะทำให้เกิดมีอันธพาลมากยิ่งขึ้น เพราะการถือว่าคนที่เป็นอันธพาล คนที่เป็นขโมย คนที่เป็นผู้ร้ายที่จับไม่ได้ยังเป็นคนบริสุทธินั้นเป็นการส่งเสริมการทำไม่ดี การขี้ปด ส่งเสริมการทำสิงที่ผิดกฎหมาย ถ้าถือว่าจับคนไหนไม่ได้คนนั้นเป็นฮีโร่ ก็รู้สึกว่าจะทำให้ปัญหาเยาวชนมีมากยิ่งขึ้น เพราะคนไหนทำผิดแล้วจับไม่ได้ก็จะเก๋ ตำรวจก็จะปวดหัว ถ้าเล่มนั้นออกมาตั้งแต่ 2506 ป่านนี้เหตุการณ์คงร้ายยิ่งกว่านี้ เรื่องสารานุกรมนี้ก็โอ้เอ้กันมาอีกนาน ก็เลยได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้น ซึ่งเจ้าคุณศัลวิธานฯ ก็เป็นประธานเหมือนกัน แต่ว่าท่านก็ไม่ใช่สภาวิจัยเสียแล้ว ในฐานะสมาคมวิทยาศาสตร์ ก็จะทำสารานุกรมเหมือนกัน แต่ทีหลังเมื่อยังทำไม่ได้ดี ก็เลยต้องตั้งกรรมการใหม่ เจ้าคุณศัลวิธานนิเทศก็เป็นประธานอีก เพราะว่าท่านมีคุณวุฒิดีเลยเลือกท่านมาตั้งเป็นกรรมการมาพบกันที่สวนจิตรลดาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2511 ก็เป็นเวลาปีครึ่งแล้วและเริ่มงานตั้งแต่ครั้งนั้น ได้วางงานว่าการเขียนจะกินเวลา 12 เดือน หมายความว่าจะแล้วเสร็จเดือนสิงหาคม 2512 คือควรจะเสร็จมาแล้ว งานศิลปะอีก 12 เดีอน ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2512 ถึงกุมภาพันธ์ 2513 คือควรจะเสร็จในเดือนหน้า ตรวจภาษาและพิมพ์เสร็จในเดือนสิงหาคม 2513 ถ้าจะอยากให้เสร็จในวันเฉลิมสมเด็จฯ พอต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2512 นี้ คณะกรรมการก็มาพบอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าการดำเนินงานของคณะกรรมการยังไม่ได้ผลนัก ไม่เป็นตามความประสงค์ คณะกรรมการขอเวลาเพิ่มอีก 6 เดือน หมายความว่าคงแล้วเสร็จเกือบในปี 2514 แต่ความจริงขอบอกว่าไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่าจะเสร็จใน 2514 การทำนี้เร่งด่วน ก็ต้องดึงเอาไว้ไม่เช่นนั้นเงินไม่ทันและจะทำไม่ได้ดี ก็เลยบอกว่าขออีก 2 ปีให้ปลอดภัย การที่จะทำสารานุกรมนี้ก็ต้องดูว่าเราจะทำอย่างไร สารานุกรมนี้ตั้งใจจะให้เป็นสารานุกรมที่เป็นของไทย มีคนไทยเป็นผู้เขียน คนไทยเป็นผู้อ่าน แล้วก็ทุนรอนก็เป็นของไทย เหมือนบริษัทไทยทำ ไทยใช้ ไทยบ่น แต่ว่าขออย่าให้บ่น สำหรับสารานุกรมไทยนี้เราบ่นไม่ได้ เพราะว่าถ้าทำดีแล้วก็ได้ผลดีเป็นความปลอดภัยของเราเป็นอนาคตของเรา จึงบ่นไม่ได้ เราต้องทำไม่ใช่ถอดแบบมาจากฝรั่ง คือรักษาหลักชองฝรั่งแบบอย่างที่เขาทำเป็นตัวอย่าง แต่ต้องมาคิดทำแบบของเราให้เหมาะสมกับคนไทย และอีกประการหนึ่งก็ต้องทำสารานุกรมนี้ให้เป็นสารานุกรม ไม่ต้องทำตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษา และไม่ต้องทำแบบฝรั่ง ตอนนี้ก็มี... นี่ต้องขอโทษหน่อยนะ เพราะว่าเขียนกลับไปกลับมา ดูสองใบพร้อมกัน เพราะว่าเคยชินกับการเล่นดนตรี เล่นดนตรีนั้นต้องดูโน้ด 2 แผ่น เพราะว่าดนตรีของเรานั้น เวลาคนที่เล่นแตรเล่นอยู่ คนที่เล่นแซกโซโฟนไม่อยู่ ก็ต้องเล่นแตร 2 อัน เวลาคนที่เล่นแซกโซโฟนอยู่แล้วคนแตรไม่อยู่ก็ต้องชำเลืองแซกโซโฟน 2 อัน ทำอย่างนั้นอยู่เสมอ ตอนนี้เลยเคยชิน ต้องมาอ่านโน้ด 2 แผ่น และนักดนตรีทางโน้นเขาก็บอกว่าบ้าแซกโซโฟน เล่น 2 กลับมาที่สารานุกรม สารานุกรมนี้จะต้องให้ความรู้ในวิชาทุกสาขา ดูเป็นธรรมดาว่าสารานุกรมก็ต้องให้ความรู้ทุกสาขา แต่สารานุกรมนี้ต้องทำให้แสดงให้เห็นว่าวิชาความรู้ทุกสาขานั้นมีความสัมพันธ์กัน.เช่น พูดถึงดนตรีเมื่อกี้นี้ต้องทำให้แสดงให้เห็นว่าวิชาความรู้ทุกสาขานั้นมีความสัมพันธ์กัน เช่น พูดถึงดนตรีเมื่อกี้ก็ให้เห็นมีความสัมพันธ์กับวิทยาศาสตร์ นักดนตรีที่นั่งเล่นดนตรีอาจไม่ทุกข์เรื่องวิทยาศาสตร์นัก แต่มีบางคนเขาก็ทุกข์ เพราะว่าดนตรีนี่เป็นเสียง เสียงมีเสียงสูงเสียงต่ำ แล้วก็ถ้าเสียงสูงเสียงต่ำนั้นไม่สัมพันธ์กัน ไม่เรียบร้อย ไม่เป็นคอร์ดให้ดี ดนตรีก็แย่เหมือนกัน อย่างเมื่อกี้ ดนตรีมีเสียงที่เป่าออกมาเป็นเสียงหนึ่ง เสียงที่ดีดมาอีกเสียงหนึ่ง มันเพี้ยนฟังแล้วก็เมื่อยหูชะมัด (เสียงปรบมือ) เรื่องของดนตรีนี่ก็มีอีกที่สัมพันธ์กับวิทยาศาสดร์ นอกจากเป็นคลื่นแล้ว สเกลก็ด้องมีส่วนสัด สเกลของฝรั่งกับของไทยก็ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ก็มีเสียงดังหรือไม่ดัง อย่างเมื่อกี้อีก ก็ดังไปหน่อย เสียงเข้าหูทางนี้แล้วมันก็ออกทางนี้ ท่านผู้ว่าภาคฯ พูดออกมาทางนี้เป็นเสียงเบสเลย (เสียงหัวเราะ) นี่ สารานุกรมก็จะต้องอธิบายว่าทำไมเสียงเบสเข้ามาทางหูนี้ ไปสะท้อนกับผู้ว่าภาคฯ แล้วกลับมาเป็นเสียงเบสได้ ก็หมายความว่าพูดถึงเสียงสะท้อนเสียงดัง แล้วก็มีบางคนบอกว่าเสียงเข้ามาทางนี้ นี่เป็นวิทยาศาสตร์ เสียงเข้ามาทางนี้แล้วไปทำลายประสาทอีกทน่อยก็หูหนวก จึงต้องเอาเครื่องมาวัดดู วัดสังคีตมงคลก็เอาเครื่องไปวัดจนกระทั่งพวกวงที่เล่นประชันกันไม่กล้าเล่น เสียงเลยไม่ดังแล้วก็หูเลยไม่เสีย นี่ไปพูดเรื่องดนตรีเสียมาก ก็เลยดูเป็นว่าดนตรีเป็นสำคัญ ที่จริงดนตรีสำคัญ แต่ว่าวิทยาศาสตร์ก็สำคัญเหมือนกัน แล้วก็สารานุกรมนี้จะต้องแสดงว่าเกี่ยวพันธ์กันทั้งนั้น วิชาทุกวิชา ศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ แม้แต่ปรัชญา ก็พาดพิงกันทั้งนั้น วิชาแต่ละวิชาไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว และมนุษย์เราก็ต้องอาศัยทุกแขนงวิชาในชีวีต เช่นเราบอกว่าเราเป็นคนที่เป็นนักธุรกิจ แต่เราก็เป็นคนเหมือนกัน เราจะต้องรู้เรื่องเกษตรเหมือนกัน เพราะอาหารที่เรารับประทาน ก็ต้องมาทางเกษตร แล้วเราก็ต้องรู้เรื่อง สถาปนิกนิดหน่อย เพราะเราต้องอาศัยอยู่ในบ้าน ต้องเป็นช่างนิดหน่อย เพราะต้องอาศัยสิ่งที่ให้ความสะดวกแก่เรา สมัยนี้ที่มันจะแย่หน่อยก็เพราะว่าทุกคนมุ่งจะเอาความรู้ในด้านเดียว คนมักจะไม่เป็นคนที่เต็มคน แล้วก็เมื่อคนไม่เต็มเพิ่มขึ้น สถานการณ์ของโลกก็เป็นอย่างนี้ เราทราบดีว่าสถานการณ์ของโลกแย่เพราะว่าคนไม่เต็มนึกว่าตนเองเต็มและคนอื่นไม่เต็ม จึงตีกันแล้วนับวันจะยิ่งแย่ลง คำว่าเต็มนี้ก็ใช้ได้ทั้งสองอย่าง เต็มบาทหรือเป็นมนุษย์ที่ครบถ้วนที่มีความรู้ทุกอย่าง เราต้องเร่งสร้างสารานุกรมด่วนสำหรับสร้างคนที่รอบตัว ความรู้จะทำให้คนเป็นคนเต็มคน อันนี้เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่จะต้องสร้างสารานุกรม ในการสร้างสารานุกรมนี้ก็มีอีกอย่างหนึ่งที่ต้องทำ คือว่าทำเพื่อให้ได้ประโยชน์จริง ๆ ก็อย่างที่ว่าข้างต้นว่า พ่อแม่สอนลูก พี่สอนน้อง น้องสอนตัวเองได้ ต้องวางวิธีที่จะให้ทุกคนได้เป็นประโยชน์จากสารานุกรม จึงได้บอกอาจารย์ต่าง ๆ ที่เขียนสารานุกรมว่า ต้องให้เขียนสำหรับให้คนสามระดับอ่าน คือ หนึ่ง ระดับเด็ก อายุ 8 ขวบถึง 12 ระดับอายุ 12 ถึง 14 และระดับเด็กตั้งแต่ 15 ขวบขึ้นไปถึงผู้ใหญ่ 60 ขวบ ที่กำหนดนี้ดูจะทำยากและก็จะมีคนดีได้ค้านเหมือนกัน ก็ต้องอธิบายดังนี้ ที่ว่าเขียนสำหรับเด็กอายุ 8 ขวบนั้น หมายถึงเด็กที่อายุ 8 ขวบจริง ๆ ที่เพิ่งเริ่มอ่านหนังสือได้ดีพอควร และเด็กอายุ 8 ขวบที่อยู่ในตัวเราเอง คนเราเติบโตแล้วต้องรู้วิชาต่าง ๆ หลายอย่าง แต่บางอย่างก็มากบางอย่างก็นั้อย สำหรับวิชาที่เราไม่รู้นั้นเราก็อาจอยู่ในระดับเดียวกับเด็ก 8 ขวบก็ได้ ถ้ามาสอนตอนต้นด้วยศัพท์เทคนิคต่าง ๆ และรายละเอียดที่ยืดยาวสับสน เราก็ไม่เข้าใจแน่ แต่ถ้าเริ่มด้วยศัพท์สามัญและข้อความง่าย ๆ เราก็จะเข้าใจได้และสนใจที่จะศึกษาต่อไป ความสนใจที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กระดับเด็ก 8 ขวบ ดังนั้นก็สรุปได้ว่าจะต้องเขียนดัวยศัพท์ที่ง่าย ที่ธรรมดา และก็เป็นความรู้เบื้องต้นเปรียบเป็นการพาดหัวหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีข้อความพอให้คนจับข่าวได้ว่าเกินอะไรขื้นแล้วก็จะสนใจต่อไป แล้วก็จะอ่านต่อไป สำหรับระดับเด็ก 12 ถึง 14 นั้น หมายความว่าเด็กที่อายุเท่านั้นและเด็กที่อยู่ในตัวเรา หมายถึงว่าเมื่อเรามีความรู้ขึ้น 12 ถึง 14 ก็ควรเขียนเป็นหัวข้อและขยายความและสรุปความให้เกิดความรู้ยิ่งขึ้น ก็เหมือนหนังสือพิมพ์เขาเรียกว่าเขียนแบบโปรยหัวข่าว ถ้ายกตัวอย่างหนังสือพิมพ์เขาก็พาดหัวข่าวว่า ฆ่ากันตายกลางถนน นี่ตัวโต มีข้อความดังนี้ ทำใหัคนรู้ว่ามีการฆ่ากันกลางถนน ก็สนใจจะอ่านต่อไป และห้วข่าวนั้น ต่อไปก็จะโปรยหัวข่าวว่า ช่างไม้พบคู่อาฆาตกลางถนน ด้วยความแค้นที่มีมานาน ชักมีดออกเสียบอกพุงแล้วก็ดับคาที่ (ปรบมือ) นี้ทำให้เรียกร้องความสนใจของท่านทั้งหลายเรียกร้องความสนใจของผู้ที่จะอ่านก็อยากอ่านต่อไป ท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริดของผู้สัญจรไปมาในท้องถนน นี้เป็นโปรยหัวข่าวที่ทำให้รู้เพิ่มขึ้นว่ามีข่าว ให้มีความรู้ว่าคนร้ายเป็นช่างไม้ฆ่าคนตายด้วยอะไร ต่อไปเมื่อมีคนสนใจแล้วก็เป็นเนื้อข่าวเองเป็นเนื้อข่าวที่ยาว ที่ละเอียด มีรายละเอียดว่าอายุเท่าไร มีอาชีพอะไร ทั้งของคนร้ายและคนตายและก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีใดมา มาพูดว่าอย่างไร และก็สามารถที่โกรธเคืองต่าง ๆ ก็เป็นข่าวแท้ ๆ ละเอียดละออรู้เรื่องหมดเลยเทียบกันได้ว่าถ้าเนื้อข่าวเท่ากับเนื้อที่เราจะเขียนสำหรับเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป มีรายละเอียดมีคำเทคนิค มีความรู้ที่จะเป็นประโยชน์แม้ผู้ใหญ่ก็จะใช้ได้ อันนี้เป็นวิธีที่จะต้องทำ แต่ไม่ทราบว่าคณะกรรมการท่านเข้าใจหรือไม่เข้าใจ.ขอพูดอย่างนี้ ฝากความคิดไว้ให้แก่สมาชิกไลออนส์ อีกข้อหนึ่งที่ตัองระวังในการเขียนสารานุกรมนี้ก็คือ ด้องเขียนให้เป็นในเฉพาะหลักวิชาแท้ ๆ คือว่าเขียนแล้วต้องเป็นข้อเท็จจริง เช่นประวัติศาสตร์ก็ต้องเขียนแต่ข้อเท็จจริง ความจริงหนังสือพิมพ์ที่ว่าเมื่อกี้ก็มีฝอยมากเหมือนกันอย่าไปเอาอย่าง เรื่องสารานุกรมมีฝอยไม่ได้ จะเอาความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเองใส่นั้นก็ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่าสารานุกรมนี้เป็นหลักวิชาเป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความคิดของตัวเอง ไม่ใช่ถ่ายทอดความคิดหรือลัทธิของตัวเองให้อยู่ในนั้น ต้องให้ผู้ที่อ่านทราบเป็นหลักวิชาและมาวิจารณ์เอง ในการสร้างสารานุกรมก็ยังมีอีกอย่างที่ต้องทำ คือที่ได้บอกไว้แล้วว่าต้องโยงเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อให้ชักจูงความสนใจของทั้งเด็กละผู้ใหญ่ให้เห็นว่าโลกเรานี้สัมพันธ์กันทั้งนั้น อันนี้จะทำให้เกิดความรู้กว้างขวางยิ่งขึ้น และจะเกิดความเข้าใจอันดีระหว่างบุคคลและระหว่างทุกประเทศชาดิ ในสารานุกรมนี้ก็ยังต้องมีรูปภาพก็เช่นเดียวกัน จะต้องเป็นรูปภาพที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เขียนรูปภาพให้สวยให้งามเป็นศิลปะสำหรับให้ผู้อ่านผู้ดูชมว่า รูปสวย จนลืมว่าเป็นสารานุกรม ต้องให้ภาพนั้นเป็นประโยชน์ชี้ถึงหลักวิชา สารานุกรมนี้กำหนดเอาไว้ กะเอาไว้ว่ามี 4 เล่ม เล่มละ 400 หน้า เป็นชุดหนึ่ง แล้วก็กะว่าครั้งแรกจะพิมพ์หมื่นชุดเพื่อที่จะแจกจ่ายตามโรงเรียน ตามสถาบันห้องสมุดทั่วประเทศ และว่าสำหรับขายให้กับผู้ที่สนใจสาหรับเป็นที่พึ่งในครอบครัวและก็สำหรับแก้ไขให้ผู้ที่ไม่มีงานทำ หรือเจร่ไม่มีโรงเรียนไป ได้สามารถหาความรู้ได้ แต่แม้ตอนนี้...ขอวงเล็บไว้หน่อย... แม้แต่ผู้ที่มีโรงเรียนอยู่มีเงินที่จะไปโรงเรียนดี ก็อาจเป็นอันธพาลได้ และก็ขอให้ทราบว่าอันธพาลที่เป็นลูกของคนรวย อันนี้น่าเศร้า ก็ที่พูดมาทั้งหมตนี้ก็แสดงให้เห็นว่า สารานุกรมเรื่องที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ และได้บรรยายถึงลักษณะของสารานุกรม เพราะว่าปัญหาเรื่องให้การศืกษาแก่คนนี้ เป็นปัญหาของคนทุกคนไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย ระหว่างผู้ที่มีความรู้ ผู้ที่มีเจตนาดีต่อสังคมและผู้มีทุนทรัพย์ เรื่องทุนทรัพย์นี้ก็นับว่าเป็นส่วนสำคัญ เพราะว่าที่กะหมื่นเล่มหมื่นชุดนี้เป็นเงินไม่ใช่น้อย ที่กะครั้งแรกว่าล้านบาทสำหรับหมื่นชุด ดู ๆ ไปแล้วก็จะน้อยไป เพราะว่าจะเป็นประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งวันนี้ก็ได้เงินมากมายน่าชื่นชม ขูดรีดมามากแต่ว่าก็ไม่พอ จึงขอให้ขูดรีดต่อไป (ปรบมือ) และก็ขอแนะนำ ที่สโมสรไลออนส์เสนอหาทุนมาเพื่อจัดพิมพ์สารานุกรมเช่นนี้ก็นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ สโมสรไลออนส์มีความห้าวหาญอย่างมากเพราะว่าจะพยายามเผชิญกับปัญหาการศึกษา ปัญหาเยาวชน พยายามที่จะแก้ให้ตกแล้วก็ซ้ำยังอาสาที่จะหาเงินให้ ก็นับว่าเป็นที่น่าชมเชยอย่างยิ่ง ขอชมเชยสมาชิกสโมสรไลออนส์ทุกคนที่จัดงานทุกอย่าง และได้อาสาที่จะหาเงินให้ แต่ขอแนะนำอย่างหนึ่งว่า ถ้าอยากหาเงินให้ได้ครบ 2 ล้าน... หรือคงมากกว่า 2 ล้าน... ควรที่จะปรับให้มากขึ้น (ปรบมือ) ก็ขอจบเพียงเท่านี้ ถ้าพูดมากเกินไปจะโดนปรับเพราะวันนี้ลืมกลัดเข็มไลออนส์ (ปรบมือ) ขอบใจ ทุกคน กระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับไลออนส์ http://www.ohmpps.go.th/searchresult.php?quick_word=BP&quick_type=sheet&AC_quick_text=%E4%C5%CD%CD%B9%CA%EC&quick_text=%2B+%A4%E9%B9%CB%D2%B4%E8%C7%B9&imageField.x=31&imageField.y=8 |
| สารานุกรมไทย | ||
การแข่งขันตอบคำถามสารานุกรมไทยฯ ครั้งที่ 13 ระดับภาค สนามสอบโรงเรียนวัดปทุมวนาราม วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2550 |
||
|
View All |
||
| การเดินเทิดพระเกียรติ ฉัตรมงคลรำลึก | ||
การเดินเทิดพระเกียรติ ฉัตรมงคลรำลึก เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2551 |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||