คำกล่าวเปิดนิทรรศการจากเพื่อนถึงเพื่อน
เขียนโดย ส. ศิวรักษ์
เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๘ นั้น เป็นวันปิดนิทรรศการ "ตายก่อนดับ...การกลับมาของมณเฑียร บุญมา" ณ หอศิลป์แห่งชาติ จัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งควรได้รับการชมเชยจากสาธุชน โดยเฉพาะก็นายอภินันท์ โปษยานนท์ ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญกับการจัดนิทรรศการดังกล่าว ไม่แต่ที่ในประเทศนี้ หากที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย นับว่าช่วยให้อมตภาพทางนฤมิตรกรรมของมณเฑียร บุญมา ได้ปรากฏแพร่หลายออกไปยังมหาชนในนานาประเทศ แม้มณเฑียรจะตายจากไป ก็แต่ตัว แต่ผลงานของเขายังปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด ทั้งทางความงาม ความดี และความจริง
การที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้มีส่วนช่วยเหลือเกื้อกูลกับนิทรรศการของมณเฑียร บุญมานั้น นับว่าน่าอนุโมทนา
วันนี้ เรามาร่วมกันเปิดนิทรรศการ เพื่อเป็นเกียรติแก่แนบ โสตถิพันธุ์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และถ้าเราไม่ช่วยกันยกย่องเชิดชูศิลปินร่วมสมัย เขาก็อาจดับก่อนตายก็ได้ แล้วจะมายกย่องเชิดชูเขา เมื่อเขาตายจากไปแล้ว ถึงนั่นจะเป็นการบูชาบุคคลที่ควรบูชา แต่บางทีกว่าถั่วจะสุก ก็งาไหม้ไปเสียแล้ว
การที่หงษ์จร เสน่ห์งามเจริญ เป็นแรงผลักดันให้กวี จิตรกร และคีตศิลปินมาร่วมพลังกัน "จากเพื่อนถึงเพื่อน" เพื่อให้กำลังใจแนบ โสตถิพันธุ์ ทั้งทางทุนทรัพย์และอื่นๆ จึงเป็นความเหมาะสม แต่จะให้เหมาะสมยิ่งไปกว่านี้ ก็ควรที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จะต้องเข้ามามีบทบาทอุดหนุน จุนเจือ เกื้อกูล และยกย่องศิลปินร่วมสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกับการเชิดชูศิลปินที่ตายจากไปแล้ว
ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยจะมีชีวิตชีวาอยู่ได้ก็เมื่อศิลปินแต่ละคนได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ให้เขาแสวงหาอัจฉริยภาพของเขาให้ได้ ในการนฤมิตรศิลปกรรม ตั้งแต่เขายังไม่เป็นที่รู้จัก หากเขามีแววแห่งความเป็นเลิศในทิศทางที่เขาเลือก ไม่ให้เขาต้องขายตัวไปในทางพาณิชยศิลป จนงานของเขากลายไปเป็นการผลิตอย่างกึ่งดิบกึ่งดี เพื่อเอาใจตลาด หรือเพื่อเอาใจนายทุนและผู้มีอำนาจ ซึ่งมักปราศจากกุสุมรส
นอกไปจากนี้แล้ว ผู้ที่อุทิศตนเพื่อนฤมิตรกรรมก็ควรได้รับความอุปถัมภ์ค้ำชูให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี โดยที่ถ้าศิลปินนั้นๆ เจ็บไข้ได้ป่วย หรือขาดแคลนทางทุนทรัพย์ โดยที่เขาเองและสมาชิกในครอบครัวต้องเผชิญภัยพิบัติ หรือโรคาพาธ เขาควรได้รับการเหลียวแลยิ่งกว่าสามัญชน ไม่ใช่ปล่อยให้เขาต้องไปสีไวโอลินเลี้ยงชีพ ในขณะที่เริ่มเป็นโรคมะเร็งแล้ว แล้วยังหาคนมาซื้อภาพเขียนของเขาไม่ได้อีกด้วย
ศิลปินไม่ใช่ขอทาน เขาไม่ต้องการเศษเงินเศษทองจากรัฐบาล หรือจากนายทุนขุนศึก แต่แล้วศิลปินก็ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ ที่เพียงมี ๓๐ บาทก็อาจได้รับการเยียวยารักษาโรคได้ทุกชนิด ทั้งๆ ที่นี่ก็คือคำโฆษณาชวนเชื่อ
เรามักจะถามกันเสมอว่าคุณกำลังทำอะไร หรือคุณกำลังแสวงหาอะไร นี่น่าจะใช้ได้กับผู้บริหารงาน ไม่ว่าจะของรัฐ หรือบริษัทห้างร้าน และองค์การธุรกิจต่างๆ
แต่สำหรับศิลปินนั้น เราควรถามเขาว่าเขากำลังฝันอะไร ฝันอย่างไร เนรมิตความฝันให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ได้อย่างไร
ถ้าปราศจากความฝันอันบรรเจิด แม้ความฝันนั้นจะเกิดจากทุกขสัจ ยิ่งกว่าสุขนิยม หากแสดงออกซึ่งทุกขสัจได้ด้วยความงาม อันเป็นเลิศด้วยแล้ว นี้แลคือนฤมิตรกรรมอันประเสริฐ
พวกเราที่ไม่ใช่ศิลปินจำต้องช่วยให้ศิลปินได้ฝัน และได้ผันความฝันออกมาเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม คีตกรรม ฯลฯ และถ้าเรามีศิลปินที่แสดงออกอย่างพิเศษในทิศทางเหล่านี้ได้มากเท่าไร ในทางปริมาณ และประเสริฐเท่าไร ในทางคุณภาพ นั้นแลศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยย่อมถึงซึ่งความเป็นเลิศ จนอาจชักนำยุวชนในสังคมออกมาได้ อย่างไปพ้นกับการสยบอยู่ใต้อำนาจและเงินตรา ตลอดจนการบูชาวัสดุอย่างหยาบต่างๆ รวมทั้งการมอมเมาทั้งหลาย ที่เป็นสมัยนิยมอยู่ในบัดนี้ โดยที่การมอมเมานั้นๆ ก็ใช้ศิลปะอย่างหยาบหรือพาณิชยศิลปรวมอยู่ด้วย
จริงอยู่ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในกระทรวงวัฒนธรรม อาจเป็นเพียงหน่วยงานเล็กๆ ของรัฐบาล ซึ่งเห็นคุณค่าของเงินและอำนาจ ยิ่งกว่าความงาม ความดี และความจริง แต่ถ้าคนที่ตามีแววในหน่วยงานดังกล่าว จะหาทางร่วมมือกับผู้คนที่มีแววตาในและนอกรัฐบาล ในและนอกระบบราชการ ก็น่าจะหาทางถางให้เกิดกุศโลบายในการอุดหนุนจุนเจือให้เกิดยุวศิลปินที่มีความเป็นเลิศ และยกย่องศิลปินอาวุโส ที่เกิดความขัดข้องทางเศรษฐกิจหรือมีพยาธิครอบงำ ให้ได้รับศักดิ์ศรีอย่างสมกับที่ในสมัยโบราณ ราชสำนักเคยยกย่องบัณฑิต กวี ศิลปี และปุโรหิต ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเสนาบดี มุขมนตรีหรือสมาชิกในราชวงศ์เอาเลย
ถ้าคนที่ตามีแววเหล่านี้เข้าใจเนื้อหาสาระที่ว่ามานี้ เราจะเข้าถึงความเป็นเลิศของศิลปะร่วมสมัย อย่างไปพ้นรูปแบบ โดยเลิกการเลือกศิลปินแห่งชาติปีละเป็นโหลๆ ดังเดรัจฉานที่ออกลูกเป็นครอกๆ แม้ศิลปินแห่งชาติบางคนจะมีความเป็นเลิศรวมอยู่ด้วย แต่โดยทั่วไปแล้ว สาระแห่งความเป็นเลิศในสังคมไทยแทบไม่มีเอาเลย มีแต่รูปแบบแห่งการยกย่องอย่างปราศจากแก่นกันเสียแหละเป็นส่วนใหญ่ ไม่แต่ศิลปินแห่งชาติ แม้ราชบัณฑิต หรือดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แม้จนเหรียญดุษฎีมาลาและเข็มศิลปวิทยา มิใยต้องเอ่ยถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์สกุลอื่นๆ อันได้รับกันเป็นเรือนโหล นี่ว่าเฉพาะชั้นที่สูงสุดเอาเลยด้วยซ้ำ
แนบ โสตถิพันธุ์ เป็นศิลปินร่วมสมัย เฉกเช่นมณเฑียร บุญมา ซึ่งตายจากไปเสียแล้ว โดยที่ศิลปินร่วมสมัยของเราแทบทั้งหมดเป็นหนี้บุญคุณศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มาด้วยกันแทบทั้งนั้น แต่แล้วสถาบันศิลป์ พีระศรี เพื่อศิลปร่วมสมัย ที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พยายามปลุกปั้นขึ้นมา ก็ต้องมีอันเป็นไปอย่างน่าเสียดายนัก โดยที่รัฐไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลเอาเลย
อาจารย์ศิลป์ อาจไม่ใช่ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ แต่ท่านเป็นครูที่มีแววตา ในการแสวงหาอัจฉริยภาพจากศิษย์ ไม่ว่าจะเป็นเฟื้อ หริพิทักษ์ หรืออังคาร กัลยาณพงศ์ แม้ศิษย์ที่ไม่มีอัจฉริยภาพถึงขั้นนั้น ท่านก็ให้ความเป็นกัลยาณมิตร ให้กำลังใจ ให้ทุกๆ คนก้าวไปในแวดวงของศิลปกรรมอย่างน่าชื่นชมนัก
อาจารย์ศิลป์นั้น เราเรียกท่านกันว่าอาจารย์ฝรั่ง โดยที่ท่านนำเอาศิลปะตะวันตกมาให้เราได้ลิ้มรสและเข้าถึง จนหลายคนแสดงออกได้ไม่แพ้ฝรั่ง พร้อมกันนั้นอาจารย์ฝรั่งของเราก็เข้าถึงศิลปะไทยอย่างยากที่คนไทยจะเข้าได้ถึง ถ้าเราฟังคำเตือนของท่าน วัดมหาธาตุและวัดสุทัศน์ คงไม่ศูนย์เสียสุนทรียภาพไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง ทั้งนี้โดยไม่ต้องเอ่ยถึงวัดอื่นๆ อีกมากหลาย ดังที่วัดส่วนใหญ่ในเวลานี้มีแต่อัครฐาน ในทางพาณิชยศิลป์ จนแทบหาความงามไม่ได้เอาเลย แล้วจะไปแสวงหาความจริง ที่แนบสนิทไปกับความดีกระไรได้
ข้าพเจ้าไม่ใช่ศิลปิน แม้จะพยายามเข้าใจศิลปะ ก็อาศัยการเรียนรู้นั้นแลเป็นประการสำคัญ ไหนๆ ก็ได้มาอยู่ ณ ท่ามกลางของศิลปินเช่นนี้แล้ว ขอขายขี้เท่อให้ท่านทั้งหลายฟังบ้างก็ได้ โดยการเรียนรู้จิตรกรรมตะวันตกร่วมสมัยของข้าพเจ้าเริ่มที่ Paul Cezanne (๑๘๓๙-๑๙๐๖)ซึ่งอ่อนกว่า Manet เจ็ดปี และแก่กว่า Renoir สองปี เพราะ Cezanne นี้แลที่แผ่ฉายาออกไปยังจิตรกรสมัยใหม่ของฝรั่งแทบทุกชั่วอายุคน จาก Gauguin ถึง Picasso จาก Bonnard ถึง Malevich จาก Matisse ถึง Klee และจาก Braque ถึง Kandinsky หรือจาก Marell Duchamp ถึง Jasper Johns โดยที่ผู้ซึ่งเอ่ยนามมาทั้งหมดนี้ล้วนมีความสัมพันธ์กับ Cezanne อย่างลึกซึ้ง และเขาแทบทุกคนมีงานเขียนของ Cezanne เก็บไว้ในบรรดาภาพจิตรกรรมที่เขาหวงแหนแทบทั้งนั้น Picasso ถึงกับกล่าวว่า Cezanne นั้นเป็นยิ่งกว่าบิดาของเราทั้งหมด และ Klee ก็กล่าวว่า Cezanne นั้นเป็นอาจารย์อันวิเศษ และเป็นอาจารย์ในทางจิตวิญญาณอีกด้วย ส่วน Matisse นั้นพรรณนาว่า Cezanne เป็นดั่งเทพของการเขียนภาพจิตรกรรมเอาเลยทีเดียว และ Franz Marc ก็เอ่ยถึงงานของ Cezanne ว่าเป็นการสร้างสรรค์อย่างที่เป็นรหัสยนัย ดังที่ Kandinsky สรุปว่า Cezanne นำเอาจิตวิญญาณคืนมาให้กับจิตรกรรม
Cezanne เปลี่ยนกระแสของประวัติศาสตร์ศิลปในตะวันตก จากเขานั้นแล ที่เราเริ่มศักราชใหม่ คือจิตรกรรมตั้งแต่เขาเป็นต้นมานั้น จะเขียนอย่างก่อนๆ เขาหรือหลังจากเขา ให้เป็นกระแสเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว ทั้งๆ ที่ Cezanne ไม่เคยอวดอ้างว่าเขาได้นฤมิตรอะไรขึ้นมาใหม่ เขาเพียงบอกว่าเขาพยายามเขียนภาพอย่าง Poussin ให้เป็นไปอย่างธรรมชาติเท่านั้นเอง
นับว่าสำคัญยิ่งนักที่ต้องเข้าใจการปฏิวัติหรืออภิวัฒน์ของ Cezanne ว่าเขาต้องการซื่อสัตย์ต่อประเพณีเดิม ซึ่งเขารู้สึกว่าแสดงออกมาได้ หรือเกิดใหม่ขึ้นได้ในนฤมิตรกรรมของ Nicholas Poussin ยิ่งกว่าใครอื่น
Cezanne ต้องการจะแสดงให้เห็นจิตรกรรมตามสภาพที่มันเป็นอยู่ ความทันสมัยของ Cezanne ไม่ใช่การปฏิเสธอดีต หากเกิดจากการที่เขาแสวงหาสัจจะอย่างยิ่งยวดต่างหาก
ถ้าเข้าใจ Cezanne กับจิตรกรรมร่วมสมัยของตะวันตก เราก็จะเข้าใจกวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์ กับความร่วมสมัยของเขา ซึ่งคนไทยที่เข้าไม่ถึงเจ้าฟ้ากุ้ง เข้าไม่ถึงกำสรวลศรีปราชญ์ เข้าไม่ถึงยวนพ่าย จะเข้าใจอังคาร กัลยาณพงศ์ ไม่ได้เอาเลย แม้จะยกย่องให้เขาเป็นศิลปินแห่งชาติ ดังที่เรามีศิลปินแห่งชาติปีละเป็นโหลก็ตาม แต่ในทางจิตรกรรมนั้น เรายังไม่มี Cezanne ไทยร่วมสมัยแม้แต่คนเดียว
การที่นักดนตรี กวี และจิตรกร มาร่วมงานกันวันนี้ ในฐานเพื่อนถึงเพื่อนนั้น นับว่าน่ายินดี และน่าดีใจแทนแนบ โสตถิพันธุ์ แต่เท่านั้นยังไม่พอ การหาเงินช่วยเป็นเพียงส่วนหนึ่ง การร่วมน้ำใจไมตรีก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านี้ เราต้องช่วยกันแสวงหาศักดิ์ศรีให้ศิลปินร่วมสมัย ให้เกิด Cezanne ร่วมสมัยของไทยให้ได้อย่างแท้จริง โดยที่เราไม่ต้องการพาณิชยศิลปินที่ร่ำรวย และเต็มไปด้วยอัครฐานปลอมๆ แต่กลับไม่มีน้ำใจให้กับการอุดหนุนศิลปินที่แท้อย่างแนบ โสตถิพันธุ์
ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่เมื่อได้รับเชิญให้มากล่าวเปิดงาน จะพูดอย่างสุนทรกถาตามรูปแบบ มันช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร หากเมื่อท่านรับฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าแล้ว นำไปใคร่ครวญ ให้เป็นการกระทำให้ได้ น่าจะเป็นคุณประโยชน์
จะอย่างไรก็ตาม ขอถือโอกาสเปิดงานนิทรรศการ "จากเพื่อนถึงเพื่อน" ณ บัดนี้

"พ่อ และท่านส. ศิวรักษ์"