วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๑

วันนี้เป็นเหมือนเมื่อวานคือพอวาดรูปเสร็จก็ออกไประบายสีที่หลังบ้าน ต่างกันแค่วันนี้เด็กๆทำงานเร็วกว่าเดิมเพราะวันนี้เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้ไปให้อาหารปลา ครูแป๋มตั้งกฎเหล็กไว้ว่าถ้าบ่าย๒ โมงยังทำงานไม่เสร็จก็อดไปทุกคนเลยตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ พอวาดรูปเสร็จก็ทยอยออกไประบายสีข้างนอกกันทีละคนสองคน และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเสียงเพลง วันนี้คุณครูเตรียมวิทยุไว้ให้ ๑ เครื่องเพราะว่าจะได้ฟังเพลงใหม่ๆอย่างที่เด็กๆต้องการ วันนี้ไม่มีบ่นสักคำว่าเพลงเก่า มีแต่บอกว่า โอ้โห...เพลงเพราะ...เพลงใหม่เลยนะนี่ของพี่บี้ด้วย... คุณครูก็นั่งฟังไปด้วยแล้วก็ถามเด็กๆอยู่บ่อยๆว่านี่เพลงอะไร...ใครร้อง คือว่าคุณครูไม่รู้จักจริงๆ ตามความทันสมัยของโลกนี้ไม่ทันเลยจริงๆ บางครั้งคุณครูก็ไม่ได้สอนเด็กอย่างเดียว...ในบางเรื่องที่คุณครูไม่รู้เด็กก็ช่วยกันสอน ต่างคนต่างแลกเปลี่ยนความคิดกันในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ต่างบอกเล่าและถ่ายทอดในสิ่งที่ตนเองถนัดให้คนอื่นๆได้ฟังนี่แหละบทเรียนที่ไม่มีในห้องเรียน แต่มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์และความสนใจใคร่รู้ของแต่ละคน แล้วอยู่ๆเด็กก็หยุดพูดเรื่องเพลงแต่กลายเป็นเรื่องของการเมืองขึ้นมา เริ่มจากน้องมาร์คก่อนคนแรก อยู่ดีๆก็พูดขึ้นมาว่า ครูครับทำไม พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเป็นฝ่ายค้านทุกทีเลย คุณครูก็งงไม่รู้จะตอบยังไงกลัวตำรวจจับ...เพราะเค้าไม่ให้จับกลุ่มคุยกันเรื่องการเมือง ก็เลยตอบไปว่า ก็เค้าไม่ถูกเลือกน่ะสิ แล้วน้องมาร์คก็พูดอีกว่า เลือกครับผมเลือกคุณอภิสิทธิ์...แต่ไม่เห็นเค้าได้เป็นนายกเลย พอพูดจบพี่ๆก็แซวว่า มาร์คจะเลือกได้ไงอายุ ๑๘ แล้วเหรอ มาร์ครีบตอบทันควัน ก็พ่อกับแม่เราเลือก คราวก่อนก็เลือกแต่คุณทักษิณก็ได้เป็น พอพูดจบก็ทำท่าเซ็งๆ ซักพักพี่จุ๊บก็เอาบ้าง หนูน่ะเบื่อการเมืองบ้านเรามากเลยมีแต่คนไม่ดี หนูอยากเป็นนายกจัง ทำไมถึงอยากเป็นล่ะ ครูแป๋มถาม ก็หนูจะได้เป็นคนดูแลและพัฒนาประเทศเราให้ดีขึ้นไงคะ น้องจุ๊บตอบแบบเอาจริงเอาจังเลย แล้วมาร์คก็จุดประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ครูครับ...ครูได้ดูข่าวป่ะ ตอนที่ทักษิณกลับมา พอมาถึงสนามบินแล้วเค้าก้มลงกราบพื้นดิน หรือจูบพื้นดินนี่แหละ เค้าทำไปทำไมครับ ไม่รู้ว่ามาร์คสงสัยจริงๆหรือแกล้งสงสัยให้คุณครูตอบ แต่คุณครูยังไม่ทันตอบ น้องแจ๊บก็มาตอบให้แทน ก็เค้าคิดถึงประเทศไทยไง แล้วน้องมาร์คก็บ่นพรึมพรำคนว่า จะจูบไปทำไม นั่นน่ะสิจะจูบไปทำไมคุณครูเห็นด้วย ยังไม่จบเท่านั้น น้องจุ๊บยังมาถามคุณครูอีกว่า ครูคะ...ครูรูมั๊ยว่าคุณอภิรักษ์จะได้เป็นผู้ว่าอยู่หรือเปล่า ทำไมล่ะคะ คุณครูไม่ทราบจริงๆเลยถามกลับไปอีกที อ้าว...คุณครูไม่ได้ดูข่าวเหรอคะว่าเค้ามีคดีอะไรกันอยู่นี่แหละ น้องจุ๊บคงจะคิดว่าครูแป๋มนี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยจริงๆ แต่จริงๆแล้วก็ไม่รู้อะไรบ้างเลยจริงๆอย่างที่เด็กๆบอกนั่นแหละเพราะใน ๑ วัน ๒๔ ชั่วโมงคุณครูมีเวลาเป็นของตัวเองแค่ตอนนอนประมาณ ๕-๖ ชั่วโมงเท่านั้นเอง นอกนั่นมันคือเวลาทำงานทั้งหมด ไม่ใช่แค่ครูแป๋มคนเดียวนะที่เป็นแบบนี้ คุณครูแทบจะทุกคนที่อยู่โรงเรียนนี้เป็นเหมือนกันหมด เวลาทำงานเราก็อยู่กับเด็กๆ เวลาพักของเราก็คือเวลาที่ดูเด็กทำงานและเล่น นี่คือความเพลิดเพลินของคุณครูชนิดหนึ่ง และเวลานอนคุณครูยังต้องฝันถึงเด็กๆเลย แล้วคุณครูก็คิดในใจว่าเมื่อไหร่เด็กๆจะหยุดพูดถึงเรื่องการเมืองซะทีนะ แล้วพระเจ้าก็เข้าข้างเมื่อเพลงของ พี่อ๊อฟ ปองศักดิ์ดังขึ้นมา ฉันเหมือนคนไม่มีกำลัง และหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ ฉันเหมือนคนที่โดนเธอแทงข้างหลัง แล้วมันทะลุถึงหัวใจ เธอจะให้ฉันมีชีวิตต่อไปอย่างไร ไม่มีอีกแล้ว กับเธอ ไม่มีเหลือสักอย่าง .... อยากตาย แล้วน้องตวงก็ถอนหายใจออกมาดังๆว่า เฮ้อ...เพลงเศร้าจัง.... แล้วก็ร้องเพลงตามและทำหน้าเศร้าๆ พี่ฟังแล้วก็หัวเราะแล้วก็ฟังเพลงทำงานต่อและลืมเรื่องการเมืองไปในที่สุด


ถึงเวลาอาหารกลางวัน วันนี้เด็กอยากทานข้าวนอกบ้านกันอีกครั้งแต่เข้าใจแล้วว่าคำว่านอกบ้านของคุณครูก็คือหลังบ้าน แล้วก็อยากทานส้มตำข้าวเหนียวไก่ย่างอีกแล้ว ไม่รูจักเบื่อกันบ้างเลย ทุกคนรีบบอกให้ครูแจงโทรไปสั่งส้มตำเร็วๆจะได้ไม่รอนานเหมือนเมื่อวาน พอพูถึงข้าวเด็กก็เริ่มหิวทันที เพิ่ง ๑๐ โมงครึ่งเองน้องภรรทก็เริ่มบ่นว่าหิวข้าวจนไม่มีแรงทำงานแล้ว แล้วก็ไม่ยอมทำงานจริงๆใจจดใจจ่ออยู่กับส้มตำ ไก่ย่าง ว่าเมื่อไหร่จะได้กิน
และแล้วก็ถึงเวลาอาหารซะที พอเด็กๆเห็นครูแจงหิ้วถุงส้มตำมาก็รีบวิ่งไปล้างมือทันทีโดยไม่ต้องบอกแล้วมานั่งรอที่โต๊ะอาหารอย่างเรียบร้อย เมื่อน้องแจ๊บนำขอบคุณจบก็ลงมือทานกันอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็รีบไปทำงานต่อจนบ่าย ๒ โมงทุกคนก็ทำงานเสร็จก็เหลือแต่พี่จุ๊บ กับน้องภรรท ๒ คนที่ทำงานช้าก็เพราะว่าพี่จุ๊บมัวแต่เป็น ดีเจ จำเป็นให้น้องๆ คอยหมุนหาคลื่นวิทยุหาเพลงให้น้องฟัง หมุนแล้วหมุนอีก โฆษณาปุ๊ปก็เปลี่ยนคลื่นปั๊ป หมุนจนน้องทำงานเสร็จแล้วตัวเองยังไม่เสร็จ ส่วนน้องภรรทก็มัวแต่ใจจดใจจ่อรอส้มตำ ไก่ย่าง ไม่ยอมทำงานซะที มาทำอีกทีก็ตอนทานข้าวเสร็จก็เลยเสร็จช้าเหมือนกัน

ระหว่างรออีก ๒ คนเพื่อจะไปให้อาหารปลา คุณครูก็เลยให้เด็กๆเอาผ้ามัดย้อมมาแกะหนังยางออก เด็กๆตื่นเต้นกันมาก ลุ้นตลอดเวลาว่าผ้าจะออกมาเป็นลายอะไร แกะทีก็โอ้โหที พอพี่จุ๊บกับน้องภรรททำงานเสร็จก็เอาผ้ามัดย้อมมาแกะ พอแกะครบหมดทุกคนแล้วคุณครูก็ให้เด็กโพสต์ท่าเป็นนางแบบนายแบบพรีเซ็นท์ผลงานของตัวเองก่อนที่จะให้เด็กๆไปใส่รองเท้าแล้วมาเข้าแถวรอเพื่อจะไปให้อาหารปลากัน



แต่วันนี้น้องเพียรกับพอใจต้องว่ายน้ำก็เลยกลับบ้านก่อน แล้วก็มีมี่อีกคนที่คุณแม่มารับกลับไปก่อน คุณครูบอกและอธิบายกฎ (มีกฎอีกแล้ว กฎครูแป๋มเยอะจริงๆ) ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อออกนอกสถานที่ เด็กๆรับฟังและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี จากโรงเรียนเดินไปถึงท่าน้ำวัดประดิษฐารามประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร เดินอ้อมไปทางด้านหลังของโรงเรียน เด็กๆเดินไปเป็น
แถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พอไปถึงคุณครูจัดอาหารปลาให้เด็กๆคนละ ๑ ชุดและพาลงไปที่โป๊ะที่ละคน เด็กๆโยนอาหารให้ปลาอย่างสนุกสนาน พอเรือมาทุกคนก็เกาะราวกั้นไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองโคลงเคลง และโบกมือ บ๊ายบาย ให้กับชาวต่างชาติที่นั่งเรือผ่านไป ทุกคนสนุกกันหมดยกเว้นน้องพริ้ม เพราะน้องพริ้มกลัวทุกๆอย่างรอบๆตัว เช่น ตอนที่มัดยางก็กลัวยางขาดให้อาหารปลาก็กังวลกลัวตกน้ำ กลัวเรือ กลัวขึ้น
จากโป๊ะไม่ได้ กลัวทุกๆอย่างเลย แต่พอเห็นเพื่อนๆสนุกก็เริ่มหายกลัวไปบ้าง พอนึกขึ้นได้ก็กลัวอีก ตลกดีนะ... ให้อาหารปลาเสร็จคุณครูก็พาเด็กๆเดินเข้าไปไหว้พระในวัด และแวะเล่นที่สนามเด็กเล่นประมาณ ๑๕ นาที แล้วจึงเรียกมาเข้าแถวเดินกลับโรงเรียนกัน มาถึงผู้ปกครองก็มารอรับกลับบ้านกันแล้วหลายคนเด็กๆรีบวิ่งไปล้างมือและเก็บของกลับบ้านพร้อมรอยยิ้มและรอยเหงื่อที่ไหลย้อยอย่างมีความสุข...
ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่ http://ppmantana.multiply.com/photos/album/25
รายละเอียดค่ายที่ http://www.art-laemkom.com/
ผลงานวันนี้








