พิมพ์หน้านี้
วันที่ฟ้าเป็นใจให้พวกเราชาวศิลปะแหลมคมออกไปเที่ยวนอกบ้านได้อย่างมีความสุข วันนี้ครูแหลมพาเด็ก ๓๕ ซน(กว่าลิง) ไปเขียนรูปที่สวนผีเสื้อ ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) คุณครูนัดเด็กๆที่เจริญพาศน์ทั้ง ๑๓ คนเวลา ๗ โมงครึ่ง เด็กๆมากันตรงเวลามาก เตรียมอุปกรณ์อย่างครบครันตามที่คุณครูสั่งไว้ หมวก ชุดกันฝน กระติกน้ำ ไม่มีขาด ๘ โมงก็ออกเดินทางไปถึงที่สวนผีเสื้อประมาณ ๙ โมง เพื่อนจากพิพิธภัณฑ์เด็กอีก ๒๕ คนก็มารอกันอยู่แล้ว วันนี้ที่สวนรถไฟคนเยอะมากเพราะอากาศดีแต่เช้า ฝนไม่ตกเหมือนทุกๆวัน ทั้งคุณครูและเด็กๆต่างก็ช่วยกันภาวนาในใจว่า ขออย่าให้ฝนตกเลย
เมื่อมากันครบครูแหลมก็พาเด็กๆเดินเข้าไปชมผีเสื้อด้านในและมีคุณป้าใจดีมาเป็นวิทยากรนำตัวหนอน ดักแด้ และผีเสื้อ มาให้เด็กๆดู เด็กๆเดินดูผีเสื้อภายในสวนอย่างตื่นเต้น ดูและจดจำรายละเอียดเพื่อนำไปเขียนไว้ในกระดาษเปล่าๆที่เตรียมไว้ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น กระดาษสีขาวว่างเปล่ากลับกลายเป็นกระดาษที่มีสีสัน สวยสดงดงามเต็มไปด้วยธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่เด็กๆเห็นบวกกับจินตนาการของแต่ละคนเข้าไปอีกทำให้งานแต่ละชิ้นดูสวยในสไตล์ของตัวเองอย่างบอกใคร
เมนูอาหารกลางวันวันนี้ คือพิซซ่าแสนอร่อยของป้าต่ายที่บรรดาเด็กรุ่นเก่าๆรอคอย และเด็กๆรุ่นใหม่อยากชิมตามคำบอกเล่า คุณครูเรียกเด็กๆรวมตัวกันที่ลานกว้างๆ เด็กนั่งเป็นแถว ๒ แถวหันหน้าเข้าหากัน ก่อนทานอาหารทุกครั้งเราต้องขอบคุณกันก่อน กว่าเด็กจะได้ทานพิซซ่ารอกันนานเลยเพราะผู้นำ นำเพื่อนๆขอบคุณไม่จบบ้าง นำแบบผิดๆถูกๆบ้าง คนแรกก็น้องนาย ตามด้วยน้องนิว น้องเถา ๓ คนผ่านไปก็ยังไม่มีใครนำขอบคุณได้จบอย่างครบถ้วนสมบูรณ์สักครั้งเดียว เด็กๆนั่งมองพิซซ่าที่อยู่ตรงหน้าตาละห้อย น้ำลายเริ่มไหลมากขึ้น มากขึ้น จนในที่สุดครูแหลมเรียกชื่อน้องอ้น ให้ยืนขึ้นและนำขอบคุณ และน้องอ้นก็ทำให้เพื่อนทานพิซซ่าได้ซะที พอครูแหลมพูดว่าเชิญทานได้เด็กๆก็หยิบพิซซ่าที่ตัวเองชอบทานกันอย่างเอร็ดอร่อย ครูแจงสั่งพิซซ่าไป ๔๐ กล่องเด็กทานเรียบไม่มีเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว เนี่ยพิซซ่าแม่ครูแหลมทำมา เสียงเฟินเฟินบอกเพื่อนๆ ส่วนเพื่อนก็ อือๆ... เคี้ยวพิซซ่าแก้มตุ่ย ถ้าป้าต่ายรู้เข้าจะว่ายังไงเนี่ย เด็กๆคิดว่าป้าต่ายเป็นแม่ของครูแหลม แต่ที่จริงเป็นพี่ต่างหาก เด็กๆที่ทานเสร็จแล้วก็รีบไปทำงานต่อ ส่วนคนที่ทานเสร็จแล้วและทำงานเสร็จแล้วครูแหลมก็พาเด็กๆไปเช่าจักรยานมาปั่นรอเพื่อนๆที่ยังทำงานไม่เสร็จ เด็กๆที่เหลือต่างเร่งทำงานของตัวเองให้เสร็จเพื่อจะได้ไปปั่นจักรยานกับเพื่อนๆบ้าง
ประมาณบ่าย ๒ โมงเด็กก็ทำงานกันเสร็จทุกคน และมีจักรยานเป็นของตัวเองทุกคน แกงค์จักรยานตัวจิ๋วทั้ง ๓๕ คน ๔ ล้อบ้าง ๒ ล้อบ้าง ทั้งขาแรง ขาอ่อน ต่างพากันปั่นจักรยานอย่างสนุกสนาน โดยมีครูและพี่เลี้ยงปั่นตามไปอย่างติด ๑ รอบของสวนรถไฟระยะทางประมาณ ๒.๘ กิโลเมตร เด็กๆปั่นกันรอบแล้วรอบเล่า ปั่นไปด้วยความสนุกสนานไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อยเลย (ไม่เหมือนตอนทำงาน) คนละ ๓ รอบ ๔ รอบ ๕ รอบ รวมๆแล้วก็เป็นสิบกิโลเมตรเลยทีเดียว บ่าย ๒ โมงครึ่ง คุณครูก็รวมพลพรรคนักปั่นที่สวนผีเสื้ออีกครั้ง และออกเดินทางพร้อมกันมุ่งหน้าสู่ร้านไอติม ภายในเวลาไม่ถึง ๑๕ นาทีเด็กก็มารวมตัวกันตามจุดนัดหมาย เมื่อจอดล้างไม้ล้างมือเสร็จก็ไปเข้าเลือกไอติมมานั่งทานกันอย่างเอร็ดอร่อยบนเนินเขาเล็กๆ
นานจะรวมตัวกันได้ซะทีครูแป๋มก็เลยถึงโอกาสนี้ถ่ายรูปหมู่ซะเลย ถ่ายทั้งๆที่ยังทานไอติมกันอยู่นี่แหละเดี๋ยวทานเสร็จก็ไปซิ่งกันต่อกว่าจะรวมกันได้อีกทีมันนาน พอทานกันเสร็จทุกคนเด็กก็วิ่งไปที่พาหนะคู่ใจแล้วออกเดินทางต่อ ครูแหลมบอกเด็กๆว่า ให้อีก ๓ รอบสำหรับคนที่ไหว คนที่ไม่ไหวให้ปั่นเท่าที่ไหวแล้วไปเจอกันที่สวนผีเสื้อ เด็กฟังแล้วก็ออกตัวโดยทันทีครูนัฐพยายามถ่ายรูปเด็กตอนปั่นจักรยานให้ครบทุกคนแต่ไม่ทันเลย (ไม่ว่ากันนะคะ) ส่วนคุณครูไม่ไปต่อแล้วขอไปพักเหนื่อยและดักรอเด็กที่สวนผีเสื้อดีกว่า นั่งได้ไม่เท่าไหร่เด็กๆก็เริ่มทยอยกลับมาที่ละคันสองคันเพราะฝนตั้งเคล้า ฟ้าเริ่มดำทะมึน เสียงร้องของฟ้าฮึมๆ เด็กๆกลับมาใช่ว่าจะกลัวฟ้ากลัวฝน แต่กลับมาเพราะมาเอาเสื้อกันฝนมี่เตรียมมาต่างหาก คุณครูทั้งหลายเห็นจึงรีบห้ามไม่ให้ออกไปแล้วเพราะท่าจะตกหนัก ส่วนคุณครูพี่เลี้ยงที่เหลือรีบสวมวิญญาณนักปั่นน่องเหล็กปั่นตามเด็กๆที่เหลือกลับมา พอเด็กๆมาได้จำหนึ่ง (มากพอสมควร) ครูนก ครูนิดครูแจงก็รีบนับ เช็คจำนวนเด็ก ยังไม่ครบ พี่เลี้ยงและคุณครูต่างพากันตามหาเด็กๆต่อ สักพักน้องนูนู กลับน้องเรียว วัย ๔ ขวบครึ่งน้องเล็กฝั่งพิพิธภัณฑ์เด็กก็ปั่นจักรยาน ๔ ล้อลุยฝนกลับมา น้องเรียวร้องไห้ใหญ่เลย แต่คนที่เล่าเหตุการณ์ก็คือน้องนูนู ฟ้าร้องดังมากเลย เรียวไม่ยอมขี่กลับมา ร้องไห้...ไม่ยอมขี่เลย ปั่นมาเกือบจะถึงอยู่แล้วพอได้ยินเสียงฟ้าร้องเจ้าเรียวเค้าก็ไม่ยอมปั่นต่อ ยืนร้องไห้ท่ามกลางสายฝนเป็นสมมุติว่าตัวเองพระเอกมิวสิคตอนที่อกหัก เพื่อนรักนักปั่นอย่างเจ้านูนูก็พูดจาปลอบประโลมเพื่อนรักจนยอมปั่นต่อแล้วมาถึงยังจุดหมายอย่างปลอดภัยแต่เปียกนิดหน่อย (ถ้าเอาภาษานูนูมาเล่า พรุ่งนี้คุณครูก็ยังพิมพ์ไม่เสร็จ) เมื่อกลับมาแล้วอีก ๒ แต่ยังขาดอีก ๕ คุณครูและพี่เลี้ยงปั่นจักรยานท่ามกลางพายุฝนที่ไม่ได้รับเชิญตามหาเด็กๆที่เหลือต่อ พี่ตุ้ยพี่แก้มก็เอารถออกไปคันนึง ครูต้นก็คันนึง ครูแป๋มตามไปสมทบอีกคัน ปั่นไปหนึ่งรอบก็กลับมารวมตัวกันอีกทีเพราะหาไม่เจอ แต่พอมาถึงก็เจอเด็กที่หายไปเพิ่มมาอีก ๓ คน เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าเด็ก ๓ คนนี้ติดฝนอยู่กลับครูแหลมนั่นเอง ครูแหลมเลยกลับไปเอารถตู้แล้วเอาเด็กๆมาส่ง แต่ก็ยังหายไปอีก ๒ คูณครูก็ตามหาต่อ ปั่นไปปั่นมาก็เจอครูต้น เจอมั๊ย ครูแป๋มตะโกนถาม ไม่เจอเลยครูต้นตะโกนบอก ครูแป๋มเริ่มใจไม่ดีรีบปั่นไปหาต่อ แล้วกลับไปยังสวนผีเสื้ออีกรอบ ไม่เจอเลย ครูแป๋มพูดออกมาด้วยความกังวล คุณครูท่านอื่นๆยิ้มแล้วบอกว่า เจอแล้ว ครูแหลมเอาไปส่งที่พิพิธภัณฑ์เด็กแล้ว โธ่...เจอแล้วก็ไม่มีใครบอกหลอกให้เราปั่นจักรยานเล่นน้ำฝนอยู่ได้ พี่จะโทรบอกแป๋มแล้ว แต่โทรศัพท์แป๋มก็อยู่กับพี่ ครูนิดบอก สรุปคุณครูก็ต้องปั่นจักรยานฝ่าฝนอีกรอบเพื่อไปเอารถมารับเด็กกลุ่มที่เหลือกลับไปส่งที่พิพิธภัณฑ์เด็ก ปกติรถจีฟของคุณครูจุคนได้อย่างมากก็ ๖ รวมคนขับ แต่รอบนี้อัดเข้าไปได้ถึง ๙ แถมยังของอีกเต็มคันรถ เบียดกันไปดีกว่าเดินตากฝนกลับพิพิธภัณฑ์เด็ก ส่งเด็กๆเสร็จคุณครูก็กลับมารับเด็กๆเจริญพาศน์กลับโรงเรียนกัน ฝนตก...รถติด... กว่าจะมาถึงก็ ๕ โมงครึ่ง พอมาถึงโรงเรียน น้องเพชร น้องภูมิ น้องซัน ก็เดินตรงเข้าครัวสั่งข้าวเมนูไข่ป้าเขียวคนละจานก่อนกลับบ้าน คุณครูก็เอาด้วยเหมือนกัน หิวมากๆ สรุปวันนี้เด็กๆไปเที่ยวได้ทั้งสาระ และความสนุกไปพร้อมกัน ทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกคน แต่เด็กทุกคนสงสัยว่า ครูแหลมให้เอาชุดกันฝนไปทำไม พอฝนตกก็ไม่ให้ใส่ชุดกันฝนปั่นจักรยาน
ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่http://ppmantana.multiply.com/photos/album/46 รายละเอียดค่ายที่ http://www.art-laemkom.com/ |