พิมพ์หน้านี้
![]() ตูม!!! เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น ที่มาของเสียงไม่ใกล้ไม่ไกล ขณะยืนสนทนาผ่านโทรศัพท์มือถือหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวเมืองนราธิวาส ผมต้องขอโทษคู่สนทนาเพื่อเงี่ยหูฟังต้นเสียงที่มา แต่มันเงียบหายไปแล้ว ข้อสงสัยประการแรกคือ มันเป็นเสียงประทัดยักษ์หรือเสียงอะไรบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์กันแน่ ภาวนาในใจว่าขอให้มันเป็นอย่างแรกก็แล้วกัน แต่ในเดือนรอมฏอนของพี่น้องมุสลิม เสียงประทัดไม่น่าจะใช่ เพราะคงไม่มีใครลุกขึ้นมาจัดงานรื่นเริงในเดือนอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นแน่
ถ้าอย่างนั้น มันคงเป็นเสียงอย่างหลัง ผมคิดในใจ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจมากกว่านั้น คือลักษณะของผู้คนรอบข้างที่พวกเขามีท่าทีเหมือนไม่ได้ยินเสียงอย่างที่ผมได้ยิน หรือผมอาจหูฝาดไป แต่ไม่นานนัก ผมก็เห็นการเคลื่อนไหวของรถหน่วยกู้ภัย รถพยาบาล และรถตำรวจที่ถนนใหญ่ มีระเบิดข้างร้านน้ำชาฝั่งโน้น! ใครบางคนที่ยืนอยู่หน้าร้านอาหารตะโกนบอก เพราะเห็นท่าทีสงสัยของผม หลังรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นคู่สนทนาของผมมีท่าทีตกอกตกใจและขอร้องให้ผมกลับไปที่พักในทันที เธอไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมอธิบายให้เธอรู้ว่า ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากจุดที่ผมอยู่พอสมควร และที่สำคัญ ท่าทีของการเคลื่อนไหวรอบข้าง มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวของผู้คนที่อยู่ภายในสถานการณ์ความรุนแรง กลับเป็นการเคลื่อนไหวอย่างปกติ...ภายในสถานการณ์ปกติ... ใครจะอธิบายภาพที่เห็นตรงหน้าไปได้ดีกว่าคนที่เกิดและโตในพื้นที่แห่งนี้ พร้อมผ่านสถานการณ์ความรุนแรงมานับไม่ถ้วน ชินแล้ว...เราตกใจไปก็เท่านั้น ใครบางคนบอก อาแบ อาบัง ก๊ะ เมาะ และรถราบนท้องถนนยังวิ่งกันเป็นปกติ ไม่มีท่าทีของคนที่ตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ นอกจากเสียงหวอของรถพยาบาลและรถหน่วยกู้ภัย เมืองนี้ทั้งเมือง แทบไม่มีสิ่งใดผิดปกติ คำอธิบายได้ดีกว่าความ ชาชิน ของผู้คน คือการใช้ชีวิตอย่างปกติของผู้คน เป็นท่าทีของการ ไม่สยบยอม ต่อ คลื่นความรุนแรง และ อาณาจักรแห่งความกลัว วิถีชีวิตอันเป็นปกติ คือสิ่งที่ต้องดำเนินต่อไป แม้ไม่ถึงขั้น ปกติสุข แต่อย่างน้อย พวกเขา เธอ และคนทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินตรงนี้จะต้องมีชีวิตอย่างคนปกติ ที่ไม่ว่าใครก็บังคับให้เขาปิดประตูบ้าน หลบอยู่ในเรือน หายใจรวยรินด้วยความกลัวต่อไปไม่ได้ อย่างน้อยคนก็ยังต้องกินต้องอยู่ ต้องมีชีวิตอยู่ต่อ และมี สิทธิ อันชอบธรรมที่จะใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างคุ้มค่าและมีความสุข ใครหรือใครจะไปบังคับขืนใจ...ไม่ได้ คิดเล่นๆ ว่า หากเมืองนี้ทั้งเมืองโกลาหลอลหม่านทันทีที่มีเสียงระเบิด และเงียบราวกับเมืองร้าง หลังการก่อวินาศกรรมแต่ละครั้ง ... เด็กเล็กๆ ผู้ไร้เดียงสาจะรู้สึกอย่างไร ชาย-หญิงชราที่เคยผ่านยุคสมัยแห่งความสุข ไร้ความขัดแย้งใดๆ มาก่อนจะรู้สึกอย่างไร ขอบคุณเด็กวัยรุ่น ที่มันยังใช้ชีวิตปกติ ไม่กลัวอะไร ถึงมีระเบิดยังไง แต่ห้ามไม่ให้มันออกมาเที่ยวไม่ได้ ถ้าพวกเด็กๆ ไม่ออก ไม่มีเสียงรถรา ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ในเมืองนี้คงกลัวเหมือนกัน คือคำพูดจากปากของเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมืองที่ไร้เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรง คงตอกย้ำให้เห็นอาณาจักรแห่งความกลัวอย่างโจ่งแจ้งจนเกินไป การกระทำและการแสดงออกทั้งปวงที่เห็น จะตัดสินโดยใช้ศัพท์ที่(เคย)ฮิตว่า อารยะขัดขืน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เป็นอารยะขัดขืนผ่านการแสดงออกอย่างสามัญ ไร้การปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้นของประชาชน กว่า 3 ปีที่ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ประทุขึ้น มีคำถามอยู่เสมอว่า พื้นที่ไหนบ้างใน 3 จังหวัดที่ยังเข้าไปเยือนได้ ถามคนนอกอย่างเราก็บอกว่า เข้าไปได้บางพื้นที่ แต่ถามคนในพื้นที่ดูจะได้รับคำตอบว่า ยังไปได้เกือบทุกที่ จะให้เขาทำอย่างไร หากเกิดเหตุยิงกันขึ้น แต่ญาติพี่น้องอยู่ในพื้นที่นั้น จะไม่ให้เขาเดินทางไปมาหาสู่กันหรืออย่างไร... ทุกวันนี้ในชายแดนใต้ ยังมีพื้นที่มากมายที่คนนอกเข้าไปเยี่ยมเยียนได้ อย่างคำบอกเล่าของกลุ่มเด็กวัยรุ่นจากปอเนาะ ดารุสซาลาม จาก จ.ปัตตานี หลังพบเจอกันที่น้ำตกปาโจ จ.นราธิวาส อยากให้คนกรุงเทพฯ ลงมากันเยอะๆ ฝากพี่บอกด้วยว่า คนใต้ไม่ใจดำทุกคนหรอก จะให้เขายืนยันด้วยอะไรว่าลงมาแล้วจะปลอดภัย ในเมื่อหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ยังฟ้องอยู่ทนโท่ว่าเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกวัน ถ้าพวกพี่กลัว ลองคิดดูว่าพวกผมที่อยู่ในพื้นที่รู้สึกอย่างไร ทำไมพวกผมอยู่กันได้... คำโต้แย้งว่า ...ก็พวกคุณเป็นมุสลิม คงไม่มีใครทำอะไรคุณ... ลองดูสถิติคนบาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า ตัวเลขจำนวนคนบริสุทธิ์ที่เป็นมุสลิมสูงกว่าคนพุทธเสียอีก ในเมื่อเป็นพลเมืองของประเทศไทยเหมือนกัน ...อารยะขัดขืนแค่ลงมาเที่ยวน้ำตก ทำไมคนนอกจะทำเพื่อคนในไม่ได้...นั่นคือความหมายของเด็กๆ กลุ่มนี้ กว่า 3 ปีที่เสียงปืน เสียงระเบิดดังนับไม่ถ้วน ตะปูเรือใบอีกจำนวนเป็นตันที่โปรยลงไปในอาณาจักรแห่งความกลัว ทำไมจึงกดทับไม่ให้ก๊ะ เมาะ อาแบ อาบัง เด๊ะจำนวนมากอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ ทำไมเขาถึงยังออกมาใช้ชีวิตปกติได้ ทำไมภาพมัสยิด ตลาด ร้านน้ำชา ปอเนาะ โรงเรียนจึงยังงดงามไม่สร่าง สายน้ำจากน้ำตกทั้งมวล และหมอกงามที่โลมไล้เทือกเขาบูโด หาดทรายที่ยังนวลตายามต้องแสงอาทิตย์จึงยังไม่เปลี่ยนสี ...เพราะไม่ว่าใครหรือใคร ไม่อาจกดหลังคนบริสุทธิ์ต้องสยบยอมต่ออาณาจักรแห่งความกลัวที่สร้างขึ้นได้ เช่นเดียวกับธรรมชาติ... (...ขอบคุณมิตรตลอดกาล พ่อหนุ่มเจ้าสำราญ เอื้อเฟื้อภาพถ่าย)
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |