พิมพ์หน้านี้
|
การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) ความหมายของการประยุกต์ หมายถึง การนำ บางสิ่ง มาใช้ประโยชน์ โดยปรับใช้อย่างเหมาะสมกับสภาวะที่เฉพาะเจาะจง การประยุกต์เป็นวิธีการนำบางสิ่งมาใช้ประโยชน์ บางสิ่ง ที่นำมานั้น อาจเป็นทฤษฎี หลักการ แนวคิด ความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และนำมาใช้ประโยชน์ในภาคปฏิบัติ โดยปรับให้เข้ากับบริบทแวดล้อมที่เป็นอยู่อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ บางสิ่ง นั้น อาจเป็นวัตถุสิ่งของที่นำมาใช้นอกเหนือบทบาทหน้าที่เดิมเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทใหม่ ตัวอย่าง การรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบไทย แทนที่จะให้คนในสมัยนี้แต่งกายเหมือนคนสมัยก่อน ทางที่ดีกว่าคือนำบางส่วนที่บ่งบอกถึงความเป็นไทย เช่น ผ้าลายไทย ผ้าทอมือ ผ้าฝ้าย ผ้าไหมไทย เป็นต้น แล้วนำมาตัดเย็บเป็นชุดทำงานสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการประยุกต์ผ้าไทยซึ่งคนสมัยก่อนเคยสวมใส่ โดยนำมาตัดในรูปแบบใหม่เป็นชุดสมัยนิยมใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ในขณะที่สามารถแสดงออกซึ่งความเป็นไทยตามวัตถุประสงค์ ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่า ประยุกต์ ในความหมายที่ค่อนข้างแคบ จำกัดขอบเขตเฉพาะการนำความรู้ในวิชาการต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ในภาคปฏิบัติ โดยให้ความหมายไว้ว่า นำความรู้ในวิทยาการต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น วิทยาศาสตร์ประยุกต์ จิตวิทยาประยุกต์ การคิดเชิงประยุกต์ในความหมายอื่น 1. การประยุกต์ เป็นการนำ ภาคทฤษฎี สู่ การปฏิบัติ 2. การประยุกต์ เป็นการนำ ความรู้สาขาหนึ่ง มาปรับใช้กับ อีกสาขาหนึ่ง 3. การประยุกต์ เป็น การปรับใช้ มิใช่ การลอกเลียน 4. การประยุกต์ นำ บางส่วน ของ บางสิ่ง มาใช้ 5. การประยุกต์นำสิ่งหนึ่งมาปรับใช้ใน บทบาทหน้าที่ใหม่ เพื่อ เป้าหมายใหม่ การประยุกต์ เป็นการนำ ภาคทฤษฎี สู่ การปฏิบัติ การประยุกต์เป็นการนำทฤษฎี หลักการ กฎเกณฑ์ แนวคิด เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะในศาสตร์สาขาวิชาต่าง ๆ มักมีการประยุกต์ทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้จริงในการแก้ปัญหา เพราะมีความเป็นรูปธรรมมากว่า ตัวอย่าง คณิตศาสตร์ประยุกต์ งานของนักคณิตศาสตร์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท 1) คณิตศาสตร์บริสุทธิ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความรู้ทางคณิตศาสตร์ให้ก้าวหน้ามากกว่าที่จะใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ 2) คณิตศาสตร์ประยุกต์ จะเป็นการพยายามพัฒนาเทคนิคทางคณิตศาสตร์เพื่อใช้ประโยชน์ในวงการวิทยาศาสตร์และในศาสตร์แขนงต่าง ๆ การประยุกต์ เป็นการนำ ความรู้สาขาหนึ่ง มาปรับใช้กับ อีกสาขาหนึ่ง การประยุกต์เป็นการนำความรู้ในสาขาหนึ่งมาปรับใช้กับอีกสาขาหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงบางประการ เช่น ความรู้ในทางคณิตศาสตร์จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในแทบจะทุกด้านของชีวิตตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ได้แก่ การคำนวณภาษีเงินได้ การตัดเย็บเสื้อผ้า การกีฬา เป็นต้น การประยุกต์ เป็น การปรับใช้ มิใช่ การลอกเลียน การประยุกต์เป็นการนำสิ่งหนึ่งหรือแนวคิดหนึ่งมาปรับใช้เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง การประยุกต์จึงแตกต่างจากการลอกเลียน การลอกเลียนเป็นการนำสิ่งที่อยู่ในบริบทหนึ่งมาใช้ในอีกบริบทหนึ่งทั้งหลักการ วิธีการและรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมในบริบทที่แตกต่างกัน ส่วนการประยุกต์เป็นการนำเพียง บางสิ่ง จากภายนอกมาใช้ประโยชน์ การนำมาใช้จะอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจถึงความแตกต่างกันในบริบท สถานที่ เวลา และองค์ประกอบอื่น ๆ ตัวอย่าง หมู่บ้านจัดสรรที่คัดลอกแบบมาจากยุโรป กลายเป็นบ้านที่ดูงดงามเพียงภายนอก แต่ผู้อยู่อาศัยกลับรู้สึกอึดอัด เนื่องจากบ้านลักษณะนี้เป็นแบบบ้านที่เหมาะจะปลูกสร้างในเมืองที่มีอากาศหนาวเพราะไม่มีหน้าต่าง
การประยุกต์ นำ บางส่วน ของ บางสิ่ง มาใช้ การประยุกต์เป็นการใช้ประโยชน์เพียงบางส่วนของสิ่งนั้นไม่ใช่การนำทั้งหมดมาใช้ แต่ดึงมาเฉพาะส่วนที่ตอบวัตถุประสงค์ เช่น การประยุกต์อาจเป็นการนำเอา หลักการ และ รูปแบบ บางส่วนของสิ่งนั้นมาปรับใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการใช้งานให้สอดคล้องกับส่วนประกอบอื่น ๆ ในบริบทใหม่ ตัวอย่าง การประยุกต์ใช้ร่มชูชีพจากการใช้เพื่อชะลอความเร็วเมื่อกระโดดจากที่สูงมาก ๆ ทำให้สามารถลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย มาใช้กับการช่วยชะลอความเร็วและการเบรกของรถแข่ง โดยในต่างประเทศมีการแข่งรถประเภทหนึ่งเรียกว่า การแข่งรถในระยะสั้น (Drag racing) รถจะวิ่งด้วยความเร็วสูงตามทางแข่งรถระยะสั้นที่ได้กำหนดไว้ ระยะทางที่รถต้องวิ่งนั้นเพียง ¼ ไมล์ เท่านั้น รถจะต้องมีเครื่องช่วยชะลอความเร็ว โดยการติดร่มชูชีพกับส่วนท้ายรถ เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ การประยุกต์นำสิ่งหนึ่งมาปรับใช้ใน บทบาทหน้าที่ใหม่ เพื่อ เป้าหมายใหม่ การประยุกต์ลักษณะนี้ ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ตามหน้าที่ที่ควรเป็น แต่เป็นการนำไปใช้ประโยชน์ในวัตถุประสงค์อื่น ซึ่งอาจทำได้ทั้งสิ่งของและแนวคิด เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและตอบสนองวัตถุประสงค์การใช้งาน ตัวอย่าง ชายคนหนึ่งนำน้ำใส่ชามแล้วตั้งบนเตาไฟ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งพบว่า น้ำยังคงเย็นเหมือนเดิม จึงรู้ว่าชามที่เคลือบด้วยปูนพลาสเตอร์ปารีส เป็นฉนวนกันความร้อนที่สมบูรณ์แบบ
การคิดประยุกต์ในกระบวนการทางสมอง 1. สมองแก้ไข ความจำกัด โดยการหาสิ่งทดแทน สมองมีความสามารถในการแก้ปัญหา สมองจะพยายามนำสิ่งที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหา โดยใช้วิธีการทดแทนคุณสมบัติ สมองจะทำการเทียบเคียงมโนทัศน์เชิงนามธรรมเพื่อหา ตัวร่วม หรือคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกันของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อหาความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ทดแทน ตัวอย่าง ถ้าเราต้องการเอาหาอะไรมาหนีบกระดาษแต่ไม่มีที่หนีบ สมองจะทำการแก้ปัญหาโดยทำการค้นหา วัสดุที่สามารถยึดกระดาษได้ เช่น กิ๊บติดผม ตัวหนีบผ้า แทนที่หนีบกระดาษได้ 2. สมองเห็นสิ่งที่พึงใจและปรารถนา นำมาใช้ บ้าง การคิดเชิงประยุกต์อาจเกิดขึ้นเมื่อเราเห็นบางสิ่งที่น่าพึงพอใจและคิดว่าตนเองต้องการนำสิ่งนั้นมาใช้ประโยชน์บ้าง อาจเป็นการนำมาเพียงบางส่วนและปรับปรุงส่วนที่นำมาให้สามารถเข้ากันได้กับสิ่งที่มีอยู่ ตัวอย่าง เครื่องแต่งกายของผู้หญิงตะวันตกในยุคก่อน จะสวมชุดยาวรุ่มร่ามและหนาหลายชั้น เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การแต่งกายลักษณะนี้จึงไม่เหมาะสม โกโก ชาแนล (Coco Chanel) ได้ปฏิวัติเครื่องแบบสตรีออกแบบเสื้อผ้าให้มีความคล่องตัว จนเป็นที่นิยมจนกระทั่งปัจจุบัน 3. สมองต้องนำ ความรู้ ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต สมองนำความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะช่วยให้เราตัดสินใจในเรื่องที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าไม่มีความรู้ ตัวอย่าง เกษตรกรนำผลไม้ไปขายในตลาดตามฤดูกาล แต่ได้ราคาไม่ดี เนื่องจากผลผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด จึงไม่นำออกมาขาย ใช้วิธีถนอมอาหารหรือแปรรูปเป็นอย่างอื่น แล้วค่อยนำมาจำหน่ายในช่วงที่มีผลผลิตน้อย ช่วยให้ได้ราคาสูงกว่า สถานการณ์ที่ต้องคิดเชิงประยุกต์ 1. สถานการณ์ที่ต้องตอบคำถามว่า ใช้ ทำ อะไรได้บ้าง และ รวมกันอย่างไรจึงเหมาะสม - ใช้ทักษะการแตกแขนง เพื่อใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ การประยุกต์อาจทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยการหาทางเลือกอื่น ๆ ทั้งนี้อาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการพยายามคิดเพื่อหาทางใช้ประโยชน์ของสิ่งที่มีอยู่มากกว่าเดิม เพื่อใช้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ตัวอย่าง การแปรรูปสับปะรด ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น สับปะรดกวน สับปะรดอบแห้ง น้ำสับปะรด ฯลฯ นอกจากนี้ อาจนำคุณสมบัติบางอย่างไปใช้ประโยชน์ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้ เช่น น้ำส้มสายชู กระดาษใยสับปะรด ผ้าใยสับปะรด หรือการนำเปลือกสับปะรดมาเป็นอาหารสัตว์ เป็นต้น - คิดถึงการรวมกันของสิ่งที่ไม่เคยรวมกันมาก่อน การคิดเชิงประยุกต์อาจเข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อการคิดสร้างสรรค์ โดยขั้นแรกของการคิดสร้างสรรค์มักจะเริ่มต้นด้วยการระดมความคิดใหม่ ๆ ซึ่งการคิดเชิงประยุกต์ทำหน้าที่เป็นเหมือนขั้นที่สองของการคิดสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ ความเหมาะสมเมื่อนำมาใช้ในบริบทนั้น ๆ และพิจารณาว่าควรนำส่วนใดมาใช้ ควรปรับเปลี่ยนอย่างไร รวมถึงการวิเคราะห์ว่าเมื่อนำมาใช้แล้วจะเกิดผลดีผลเสียอย่างไร ตัวอย่าง ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งต้องการให้บ้านของตนเองมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลสอบในทุกพื้นที่ของบ้าน จึงสร้างบ้านโดยการประยุกต์วางบนมอเตอร์ม้าหมุนในสวนสนุกที่หมุนได้ 360 องศา ทำให้บ้านสามารถหมุนรอบตัวเองได้ จึงสามารถเห็นทิวทัศน์ทะเลสาบอันเป็นการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 2. สถานการณ์ที่เราต้องตอบคำถามว่า ใช้อะไร ทดแทน ได้บ้าง - ทักษะการเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งาน] สถานการณ์ที่เกิดปัญหา เกิดภาวะความจำกัดของสิ่งที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา การคิดเชิงประยุกต์จะช่วยให้สามารถนำสิ่งที่มีอยู่มาใช้ทดแทนหรือปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม การคิดเชิงประยุกต์จะช่วย กำจัด ข้อจำกัดที่เกิดขึ้น ช่วยให้สามรรถใช้ในบริบทต่าง ๆ อันเป็นการพัฒนาความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งการคิดเชิงประยุกต์จะขยายความสามารถในการคิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนาทักษะการคิดเชิงประยุกต์ด้านต่าง ๆ ตัวอย่าง - ปากกา ประยุกต์เป็นที่เจาะรูกระดาษ - เนคไท ประยุกต์เป็นเชือกผูกของ - กระป๋องน้ำ ประยุกต์เป็นกระถางต้นไม้ - ผ้าม่าน ประยุกต์เป็นผ้าปูโต๊ะ - ทักษะการเพิ่มประสิทธิภาพหรือคุณภาพการใช้งานของสิ่งต่าง ๆ การคิดเชิงประยุกต์จะให้วัตถุใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้การประยุกต์เพื่อปรับเปลี่ยนวัสดุให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพได้ ตัวอย่าง - การเพิ่มคุณภาพของส้นรองเท้าโดยการประยุกต์ใส่เหล็กเกือกม้า - การเพิ่มประสิทธิภาพของหลอดไฟให้สว่างมากขึ้นโดยการประยุกต์เอากระจกหรืออลูมิเนียมสะท้อนแสงมาติดโดยรอบ 3. สถานการณ์ที่ต้องตอบคำถามว่า จะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร - ใช้ทักษะการแปร นามธรรม เป็น รูปธรรม การคิดเชิงประยุกต์ช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมจากความรู้หรือแนวคิดที่เป็น นามธรรม ในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งการไม่คิดเชิงประยุกต์อย่างรอบคอบอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น สิ่งที่มีลักษณะเป็นแนวคิดเชิงนามธรรม อันได้แก่ แนวคิดเพื่อแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น กรอบแนวคิดทางคุณธรรมหรือแนวคิดใด ๆ ก็ตามที่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้คนปฏิบัติตาม จำเป็นต้องมีการประยุกต์เป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งจำเป็นต้องใช้การคิดเชิงประยุกต์อย่างเหมาะสม เพื่อทำให้แนวทางปฏิบัติสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติเข้าใจและสามารถกระทำตามได้ ตัวอย่าง รัฐมีแนวคิดเชิงนามธรรม .สาเหตุจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นเพราะการไม่สวมหมวกกันน๊อคของผู้ขับขี่และซ้อนรถจักรยานยนต์ แนวคิดเชิงรูปธรรม ออกกฎหมายให้ผู้ขับขี่และซ้อนรถจักรยานยนต์สวมหมวกกันน๊อค หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกจับและปรับ ผลที่เกิดขึ้น - ประชาชนบางส่วนตอบสนองแนวความคิดนี้ ยินดีปฏิบัติตาม - ประชาชนบางส่วนยินดีปฏิบัติตาม เพราะกลัวถูกจับและปรับ - ประชาชนบางส่วนปฏิบัติตาม แต่ใช้หมวกกันน๊อกราคาถูก ไม่มีคุณภาพในการป้องกันการกระแทกมาใส่ เพราะกลัวถูกจับและปรับ - ประชาชนบางส่วนไม่ยินดีปฏิบัติตาม ด้วยเหตุผลหลากหลาย - เกิดพ่อค้ารายใหม่ ๆ ผลิตหมวกกันน๊อคราคาถูก - ใช้ทักษะการนำสิ่งหนึ่งจาก บริบทเดิม มาใช้เป็น บริบทใหม่ สิ่งต่าง ๆ ที่ใช้ได้อย่างเหมาะสมในบริบทหนึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเมื่อนำไปใช้กับอีกบริบทหนึ่ง เนื่องจากองค์ประกอบที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นเวลา สถานที่ บริบททางวัฒนธรรม สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่แตกต่างจากบริบทเดิม ดังนั้น เราสามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทสังคมของเราได้ ประเด็นสำคัญ คือ ไม่ต้องเสียหลักการ หรือพลาดไปจากวัตถุประสงค์ที่ควรจะเป็น ซึ่งเมื่อบริบทแวดล้อมเปลี่ยนไป ต้องมีการประยุกต์เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ตัวอย่าง ต้นไม้เมืองหนาว ถ้านำไปปลูกในเมืองร้อน จากที่เคยออกดอกออกผลงอกงาม อาจแคระแกร็น เหี่ยวเฉา ตายได้ในที่สุด ถ้าเราทำการปรับปรุงพันธุ์ต้นไม้เมืองหนาวให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนได้ หรือนำไปปลูกไว้ในยอดเขาที่มีอากาศค่อนข้างหนาว จะทำให้ต้นไม้เมืองหนาวสามารถเจริญงอกงามได้ในพื้นที่เขตร้อนได้ เหตุผลของการคิดเชิงประยุกต์ 1. การคิดเชิงประยุกต์ช่วยลดข้อจำกัดในการแก้ปัญหาของสมอง นักจิตวิทยาพบว่า คนเรามักจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หรือแก้ปัญหาผิด ไม่ใช่เพราะปัญหานั้นยากเกินไป แต่เพราะขาดความสามารถในการคิดเชิงประยุกต์ ไม่สามารถพิจารณาปัญหานั้นในแง่มุมที่ต่างไปจากเดิม สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก มีสิ่งขัดขวางการแก้ปัญหาที่สำคัญในความคิดของคน นั่นคือ เรามักจะยึดการมองเห็นสิ่งนั้นเป็นครั้งแรก เราเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไรในครั้งแรก เรามักคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นในครั้งต่อ ๆ ไปด้วย อันอาจเป็นเหตุให้เข้าใจผิดเพราะมองอย่างยึดติดเพียงบางด้านเท่านั้น คนที่ความคิดไม่ยึดติดกับบทบาทหน้าที่จะคิดเชิงประยุกต์ได้ดี เพราะมีมุมมองที่หลากหลาย สามารถประยุกต์สิ่งๆ เดียวให้สามารถปรับใช้ได้ในหลาย ๆ บริบทอย่างเหมาะสม โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าเคยใช้มาก่อนเลยหรือไม่ จึงทำให้การแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนอื่นเพราะมีทางออกที่ไม่จำกัด นอกจากนี้ การคิดเชิงประยุกต์ยังช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้น เพราะไม่ยึดติดกับวัตถุประสงค์หรือบทบาทหน้าที่ของสิ่งนั้น ทำให้แม้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่เราจะพยายามค้นหาความเป็นไปได้จากสิ่งที่มีอยู่และนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาในเวลานั้นได้ เป็นเหตุให้เราไม่จมอยู่กับการไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหา แต่เราจะสามารถประยุกต์จากสิ่งอื่น ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหา ทำให้การแก้ปัญหานั้นทำได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 2. การคิดเชิงประยุกต์ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ในบริบทที่แตกต่าง หลายครั้งแนวคิดดี ๆ แนวทางการแก้ปัญหาที่ดูน่าจะมีประโยชน์ เมื่อนำมาใช้กลับล้มเหลว ไม่สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากแนวคิดเหล่านั้นในภาคปฏิบัติอาจขัดแย้งกับบริบทสภาพแวดล้อม ขัดแย้งกับวิถีชีวิตประจำวัน ความเคยชิน ค่านิยมของผู้ปฏิบัติ ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลา สถานการณ์ ฯลฯ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมภายใต้บริบทแวดล้อมที่แตกต่างกัน ตัวอย่าง แนวคิดในการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการจัดเรียนการสอนให้เป็นการกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้เด็กสามารถค้นพบความถนัด ศักยภาพและมีโอกาสได้พัฒนาในสิ่งนั้นด้วยตนเอง ส่วนครูเป็นผู้คอยชี้แนะแนวทาง ไม่ใช่การป้อนความรู้เหมือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังเคยชินอยู่ในการจัดการสอนในปัจจุบัน 3. การคิดเชิงประยุกต์ช่วยเพิ่มศักยภาพของการคิดสร้างสรรค์ การคิดสร้างสรรค์ เป็นการระดมความคิดที่แตกต่างหลายหลาย เป็นความคิดนอกกรอบแหวกวงความคิดหรือความรู้เดิม ๆ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่ใช้การได้ดีและเหมาะสมมากยิ่งกว่าเดิม ส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์เกิดจากการประยุกต์สิ่งหนึ่งเข้ากับอีกสิ่งหนึ่ง จนกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตัวอย่างการทำเพชรเทียมที่ได้จากธาตุคาร์บอนเผาศพ โดยนำความรู้เกี่ยวกับสารประกอบทางเคมีของเพชร ซึ่งมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบหลัก มาประยุกต์ทำเป็นเพชรเทียม โดยใส่แนวคิดสร้างสรรค์ลงไปเพื่อการค้าว่า ผลิตเพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว 4. การคิดเชิงประยุกต์ช่วยให้ลดการลอกเลียนแบบ ลดอาการ วัวหายล้อมคอก โดยปกติชีวิตประจำวัน เมื่อเราเห็นสิ่งที่เราพึงพอใจในบริบทหนึ่ง สิ่งที่ดูดี มีคุณค่า มีรสนิยม สิ่งที่สังคมหนึ่งหรือในบริบทหนึ่งไปแล้วมีประโยชน์และเราพึงพอใจ ความพึงพอใจนี่เอง เป็นตัวการให้เราเกิดความปรารถนาที่จะกระทำเลียนแบบ หรือนำสิ่งเราพอใจมาใช้ทั้งหมด โดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมอันเนื่องมาจากความแตกต่างในด้านต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้การนำมาใช้ไม่ประสบผลสำเร็จ การคิดเชิงประยุกต์จะช่วยให้เราไม่ด่วนฉกฉวยความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งมาใช้ แต่ช่วยให้เกิดการคิดใคร่ครวญว่าจะนำมาใช้อย่างเหมาะสมได้อย่างไร ควรนำส่วนใดมาใช้ ควรปรับเพิ่ม ปรับเปลี่ยน หรือผสมผสานกันในลักษณะใดจึงเหมาะสมกับบริบทของเรา ช่วยลดอาการ วัวหายล้อมคอก หรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาภายหลัง เนื่องจากก่อนที่จะนำสิ่งใดมาประยุกต์ใช้จะต้องมีการคิดพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบก่อน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมมากที่สุด ในเป้าหมายใหม่ วัตถุประสงค์ใหม่ จึงช่วยป้องกันการเกิดปัญหาเมื่อต้องนำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาใช้ ซึ่งต่างจาการนำสิ่งใดมาใช้โดยปราศจากการคิดเชิงประยุกต์ อาจจะทำให้ต้องแก้ปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดตามมาด้วย ตัวอย่างเราพึงพอใจเมื่อเห็นประเทศตะวันตกประสบความสำเร็จในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราจึงคิดว่าประเทศไทยน่าจะทำเช่นนั้นบ้าง และได้ทำการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เป็นเหมือนกับประเทศตะวันตก แต่ปรากฎว่าไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดการพิจารณาความเหมาะสมในด้านอื่น ๆ เมื่อนำมาใช้ในประเทศ การหยิบมาใช้อย่งปราศจากการศึกษาให้ลึกซึ้งถึงความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างกัน ย่อมทำให้การนำมาใช้ไม่ประสบความสำเร็จดังที่เราคิดไว้ 5. การคิดเชิงประยุกต์เป็นแนวทางนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ หรือ การพัฒนาสิ่งที่มีอยู่จำนวนมากให้ดีขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ เกิดจากความสามารถในการคิดเชิงประยุกต์ คือเมื่อเห็นการทำงานของสิ่งหนึ่ง สมองจะพยายามทำการเชื่อมสิ่งนั้นเข้ากับอีกสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งการนำความรู้จากด้านอื่น ๆ มาใช้จะช่วยพัฒนาความก้าวหน้าในสาขาวิชานั้น ๆ หรือพัฒนานวัตกรรมของสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ให้ทันสมัยต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง ตัวอย่าง ฟุลตัน ( การคิดเชิงประยุกต์ 1. คิดจากซ้ายไปขวา การคิดจากซ้ายมาขวา หมายถึง การคิดเชิงกระจายออก หรือการคิดที่เน้นจำนวนความคิดเกี่ยวกับประโยชน์ของสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด เพื่อตอบคำถามว่า สิ่งนั้นสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง มุ่งหมายให้สามารถคิดออกมาให้ได้มากที่สุดในการนำสิ่งนั้นไปใช้ประโยชน์ อันเป็นการขยายบทบาทหน้าที่ของสิ่งนั้น จากเดิมสู่การทำหน้าที่ใหม่ โดยการขยายขอบเขตความคิดของเราไม่ให้ยึดติดอยู่กับกรอบความเคยชินต่อบทบาทหน้าที่ของสิ่งนั้น ซึ่งเป็นการตอบคำถาม จะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งมีเทคนิคการคิดหลายแบบ อาทิเช่น - เทคนิคระดมความคิดประยุกต์ เทคนิคนี้คล้ายกับเทคนิคการระดมสมองที่นำไปใช้ในการคิดเชิงสร้างสรรค์ แตกต่างกันที่จะคิดเกี่ยวกับของสิ่งเดียวหรือเรื่อง ๆ เดียวที่เราต้องการขยายขอบเขตการใช้ประโยชน์ของสิ่งนั้น โดยตอบคำถามว่า สิ่งนี้มาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ความคิดเชิงปริมาณที่เราสามารถคิดออกมาได้จำนวนมากที่สุด - เทคนิคคิดเทียบเคียงเพื่อทดแทน เทคนิคคิดเทียบเคียงเพื่อทดแทน เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ในการนำสิ่งนั้นไปประยุกต์ใช้เพื่อ ทดแทน สิ่งอื่นที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กัน สามารถคิดได้ 2 ลักษณะ 1) เทียบเคียงคุณสมบัติหลักและทดแทน - คุณสมบัติหลัก หมายถึง หน้าที่ใช้สอยโดยปกติของสิ่งนั้น - คุณสมบัติทดแทน หมายถึง สามารถใช้ทำหน้าที่ทดแทนคุณสมบัติได้ ตัวอย่าง การประยุกต์ใช้ที่หนีบผ้า
2) เทียบเคียงองค์ประกอบอื่น ๆ โดยจำแนกแยกแยะส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น มาจากวัสดุใด รูปทรงเป็นอย่างไร มีขนาด สีสัน พื้นผิว เป็นเช่นไร และพิจารณาส่วนประกอบเหล่านี้ว่า มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงอย่างไร และสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง ตัวอย่าง การประยุกต์ใช้เทคไท
- เทคนิคแตกแขนงแล้วสร้างสรรค์ เราสามารถใช้ทุก ๆ ส่วนของสิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยการจำแนกแยกแยะสิ่งนั้นออกเป็นส่วน ๆ พยายามหาความหมายของสิ่งนั้น จากนั้นค่อยคิดต่อว่า น่าจะใช้ทำอะไรได้อีก เทคนิคนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากทุก ๆ ส่วน ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยแตกแขนงสิ่งนั้นออกเป็นส่วนย่อย ๆ ทั้งนี้ เมื่อเราแตกแขนงองค์ประกอบต่าง ๆ ออกมาแล้ว ให้คิดต่อจากแต่ละส่วนย่อยนั้นว่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง โดยพยายามใช้ศักยภาพความคิดอิสระของเราในการขยายศักยภาพการใช้ประโยชน์สิ่งนั้นนอกเหนือบทบาทหน้าที่เดิม
2. คิดจากขวามาซ้าย การคิดจากขวามาซ้าย หมายถึง การคิดย้อนกลับเพื่อความความเป็นไปได้ในการนำมาใช้จริง โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมของสิ่งใหม่ที่เราได้พัฒนาและสร้างสรรค์ขึ้นจากสิ่งเดิม ในบริบทแวดล้อมที่จะนำไปใช้จริงว่าสามารถใช้การได้จริงหรือไม่ โดยการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์เพื่อหาความเป็นไปได้ และตอบคำถามเหล่านี้ - ใช้ได้จริงหรือ - นำไปใช้อย่างไร - ถ้าจะนำมาใช้ต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง - นำไปใช้เมื่อไร - ใครควรเป็นผู้ใช้ - นำไปใช้ที่ใดจึงเหมาะสม ตัวอย่าง เอาคอมพิวเตอร์เก่า ๆ มาทำเป็นตู้ปลา เราอาจพิจารณาแล้วพบว่า มีความเป็นไปได้ โดยนำเอาอุปกรณ์ด้านในออกให้หมดเหลือแต่โครงคอมพิวเตอร์ด้านนอก แล้วเอาตู้ปลาซึ่งเป็นกระจกสี่เหลี่ยมใส่เข้าไปแทน อาจจะต้องเจาะด้านบนของคอมพิวเตอร์เพื่อทำเป็นประตูเปิด-ปิดสำหรับใส่อาหารปลา เราอาจทำเป็นตู้ปลาในห้องรับแขกที่บ้านของตนเองเป็นของประดับบ้านชิ้นหนึ่ง หรือทำเป็น ตู้ปลาแบบไม้ จำหน่ายให้กับคนทั่ว ๆ ไป เป็นสินค้าใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งหากจำหน่ายเราจำเป็นต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต วัสดุที่จะนำไปใช้ ราคาเมื่อเปรียบเทียบกับตู้ปลาทั่ว ๆ ไป จะตั้งราคาอย่างไร รวมทั้งต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยว่า เราจะจำหน่ายให้กับใคร รสนิยมของคนกลุ่มนั้นเป็นอย่างไร ความสามารถในการซื้อเป็นอย่างไร เราจะนำไปวางจำหน่ายที่ใด เช่น เราจะผลิตตู้ปลาคอมพิวเตอร์จำหน่ายกับกลุ่มครอบครัวที่มีลูกวัยไม่เกิน 13 ปี เราอาจทำลวดลายคอมพิวเตอร์เป็นลวดลายการ์ตูนเพื่อให้เด็ก ๆ ชื่นชอบ ภายในตู้อาจมีการติดแสงไฟและจัดแต่งให้สวยงามเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ เป็นต้น การคิดเชิงประยุกต์โดยใช้หลักการทดแทน 1. เราจะนำสิ่งที่มีอยู่มาใช้เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างไร การขยายศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่เพื่อนำมาใช้ ทดแทน ในการแก้ปัญหา จะช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัวไม่ติดกับการที่ต้องพยายามหาสิ่งที่มีบทบาทหน้าที่เช่นนั้นอย่างเดียวในการแก้ปัญหา แต่สามารถยืดหยุ่นในการหาสิ่งต่าง ๆ มาทดแทนได้ แต่การที่เราจะค้นหาว่าอะไรเหมาะสมในการทดแทนนั้น เราจำเป็นต้องมีความสามารถในการเทียบเคียงคุณสมบัติของสิ่งนั้นกับสิ่งอื่น ๆ และสามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมลงตัวพอดีกับเป้าหมายของการแก้ปัญหา ตัวอย่าง การแก้ปัญหาแสงสว่าง 2. เราจะค้นหาสิ่งที่เหมาะสมมาใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างไร การตอบคำถามนี้ จะต้องเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นกระบวนการ เริ่มตั้งแต่การค้นหาว่าปัญหาที่แท้จริง หรือ ต้นตอ ของปัญหานั้นอยู่ที่ใด เพื่อกำหนดเป้าหมายการแก้ปัญหา เป้าหมายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหานำไปสู่การกำหนดคุณสมบัติหลักของสิ่งที่เราต้องการแก้ปัญหา เพื่อที่จะนำสิ่งนั้นมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม อาจเรียกได้ว่าขั้นตอนการแก้ปัญหาโดยใช้การคิดเชิงประยุกต์ ขั้นตอนการแก้ปัญหาโดยใช้การคิดเชิงประยุกต์เพื่อหาสิ่งทดแทนมาใช้ประโยชน์อาจแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ค้นหาสาเหตุของปัญหาขั้นที่ 2 กำหนดเป้าหมายของการแก้ปัญหา ขั้นที่ 3 กำหนดคุณสมบัติหลักของสิ่งที่ต้องการแก้ปัญหา ขั้นที่ 4 พิจารณาคุณสมบัติของสิ่งทดแทน ขั้นที่ 5 ประยุกต์สิ่งทดแทนนั้นตรงจุดที่เป็นปัญหา ขั้นที่ 6 ทดสอบว่าใช้การได้หรือไม่ ตัวอย่างบริษัทผลิตรองเท้าแห่งหนึ่ง ได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าเข้ามาจำนวนมากว่า รองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่ซื้อไปนั้นกับบริเวณส้นเท้า และมีลูกค้าหลายรายนำสินค้ามาคืนเพื่อขอรับเงินคืน ซึ่งกรรมการผู้จัดการบริษัทวิตกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก เพราะได้ผลิตรองเท้ารุ่นนี้ออกมาไม่ต่ำกว่าพันคู่ เนื่องจากมั่นใจว่าตลาดจะชื่นชอบแบบและลวดลายที่ทันสมัย ขั้นที่ 1 ค้นหาสาเหตุของปัญหานำรองเท้ารุ่นนี้มาเพ่งพิจารณาดูเพื่อค้นหาสาเหตุว่าเหตุใดจึงกัด เขาให้พนักงานจำนวนหนึ่งมาทดลองใส่รองเท้าหนึ่งสัปดาห์ เพื่อเก็บผลว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร เพราะเหตุใด ในที่สุดก็สรุปผลได้ว่า 1) หนังที่ใช้ทำรองเท้าแข็งเกินไป 2) รอยตะเข็บที่เย็บไว้ตรงส้นรองเท้า ไม่ค่อยเรียบร้อย ทำให้เกิดการเสียดสีได้ง่าย ขั้นที่ 2 กำหนดเป้าหมายของการแก้ปัญหา จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ตั้งเป้าหมายว่าจะแก้ปัญหานั้นได้ต้องทำให้ 1) รองเท้ามีความนิ่มขึ้น 2) ทำให้ด้านหลังของรองเท้าเรียบเพื่อมิให้เกิดการเสียดสี ขั้นที่ 3 กำหนดคุณสมบัติหลักของสิ่งที่ต้องการแก้ปัญหาระดมความคิดเพื่อพิจารณาคัดเลือกวัสดุที่เหมาะสมเสริมเข้าไปในรองเท้า
ขั้นที่ 4 พิจารณาคุณสมบัติของสิ่งทดแทน พิจารณาคุณสมบัติแต่ละชนิดว่า จะนำมาใช้แก้ปัญหาอย่างไร และแต่ละชนิดมีข้อดี - ข้อเสียอะไรบ้าง
|