• kunwee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wee_wedwill@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-07
  • จำนวนเรื่อง : 15
  • จำนวนผู้ชม : 6489
  • จำนวนผู้โหวต : 6
  • ส่ง msg :
general
เรื่องทั่วไป ไม่จำกัด
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kunwee
วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม 2550
ทฤษฎีการเรียนการสอน 4 MAT
Posted by kunwee , ผู้อ่าน : 520 , 21:00:57 น.  
พิมพ์หน้านี้


ทฤษฎีการเรียนการสอน 4 MAT

ความหมาย

4 MAT เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมุ่งส่งเสริมความถนัดของผู้เรียนและส่งเสริมการใช้สมอง 2 ซีกอย่างสมดุลกัน อันจะส่งผลให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ และผู้เรียนได้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

วัตถุประสงค์

1.      เพื่อส่งเสริมความถนัดของผู้เรียนที่มีแตกต่างกัน

2.      เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้สมอง 2 ซีกอย่างสมดุลกัน

3.      เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Learning by doing)

4.      เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง ดี มีสุข

องค์ประกอบ

1.      การเรียนรู้

เดวิด คอล์บ (Kolb. 1976) เชื่อว่า การเรียนรู้ ประกอบด้วยมิติ คือ การรับรู้ (Perception) และกระบวนการ (Processing) การเรียนรู้เกิดจากการที่คนเรารับรู้ แล้วนำข้อมูลข่าวสารไปจัดเป็นกระบวนการใหม่ตามความถนัดของตนเอง

การรับรู้  เกิดจากประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรม และจากความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม ซึ่งจะแทนด้วยแกนตั้ง Y

กระบวนการเรียนรู้ เกิดได้ 2 วิธี คือ จากการปฏิบัติจริงและจากการสังเกต ซึ่งจะแทนด้วยแกนนอน X เมื่อแกน Y มาตัดกับแกน X ทำให้เกิดพื้นที่ 4 ส่วน

2.      ความถนัดของผู้เรียน

ในปี ค..1980 เบอร์นิส แมคคาร์ธี (McCarthy.1980) ได้ประยุกต์แนวคิดของเดวิด คอล์บ (Kolb.1976) ที่เกี่ยวกับการรับรู้และกระบวนการมาใช้โดยใช้พื้นที่ 4 ส่วนแทนผู้เรียน 4 แบบ ซึ่งมีความถนัดแตกต่างกัน ดังนี้

ผู้เรียนแบบที่ 1 เป็นประเภทที่ถนัดการใช้จินตนาการ (Imaginative Learners) ผู้เรียนที่ถนัดทางด้านนี้มักจะชอบสงสัยและถามหาเหตุผลว่า “ทำไม” (Why) เช่น ทำไมเราต้องเรียนเรื่องนี้

ผู้เรียนแบบที่ 2 เป็นประเภทที่ถนัดทางการวิเคราะห์ (Analysis Learners) ผู้เรียนถนัดทางด้านนี้มักจะชอบคิดวิเคราะห์และถามว่า “อะไร” (What) เช่น ข้อเท็จจริงคืออะไร เราจะเรียนอะไรกัน

ผู้เรียนแบบที่ 3 เป็นประเภทที่ถนัดการใช้สามัญสำนึก (Common sense Learners) ผู้เรียนที่ถนัดทางด้านนี้มักจะถามว่า “อย่างไร” (How) หรือจะทำได้อย่างไร

ผู้เรียนแบบที่ 4 เป็นประเภทที่คำนึงถึงการนำไปใช้ หลังจากได้ลงมือปฏิบัติและค้นพบความรู้แล้ว (Dynamic Learners) ผู้เรียนที่ถนัดด้านนี้มักจะถามว่า “ถ้า…” (If) เช่น ถ้าจะนำไปใช้ต้องทำอย่างไร ถ้าจะให้ผู้อี่นรับรู้ต้องทำอย่างไร เป็นต้น

3.      การใช้สมอง 2 ซีกอย่างสมดุล

นายแพทย์โรเจอร์ สเปอร์รี่ (Sperry.1972) ศัลยแพทย์ทางประสาทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเคลิฟอร์เนีย ได้รับรางวัลโนเบลจากการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการทำงานของสมอง พบว่า สมอง 2 ซีก มีความถนัดในเรื่องที่แตกต่างกัน กล่าวคือ

สมองซีกซ้าย จะมีศักยภาพเกี่ยวกับภาษา การฟัง ความจำ การวิเคราะห์ การจัดลำดับ การคำนวณสัญลักษณ์ เหตุผลเชิงตรรก และวิทยาศาสตร์

สมองซีกขวา จะมีศักยภาพเกี่ยวกับจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ ความรู้สึก การรับรู้ภาพรวม การรับรู้ทางประสาทสัมผัส ศิลปะความงาม รูปทรง รูปแบบ สี ดนตรี มิติสัมพันธ์ และการเคลื่อนไหว

 

 


ขวา

จินตนาการ

ความคิดสร้างสรรค์

อารมณ์ ความรู้สึก

ศิลป ดนตรี

การเคลื่อนไหว

ภาพรวม

ซ้าย

ภาษา การฟัง

ความจริง

การคิดคำนวณ

การวิเคราะห์ เหตุผล

การจัดลำดับ

รายละเอียด แยกแยะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                        ผู้เรียนแต่ละคนจะมีความถนัดแตกต่างกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้สมองแต่ละซีก แม้ว่าผู้เรียนจะมีความถนัดในการใช้สมองซีกที่แตกต่างกัน แต่การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพถ้าผู้เรียนได้ใช้สมอง 2 ซีกอย่างสมดุลกัน ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4 MAT นี้จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้สมองซีกซ้ายและขวาสลับกันไป โดยเริ่มที่สมองซีกขวาก่อน เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เริ่มต้นด้วยการใช้สมองซีกขวาหรือเกิดภาพรวมก่อนแล้วจึงเป็นหน้าที่ของสมองซีกซ้ายเมื่อกล่าวถึงรายละเอียด และจบลงด้วยภาพรวมโดยใช้สมองซีกขวาอีกครั้ง การเรียนรู้โดยใช้สมองซีกขวาและซ้ายจึงแบ่งได้เป็น 8 ช่อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประสบการณ์ตรง

4

1

รู้สึก

If

ซ้าย

ขวา

 

 

 


Why

สังเกต/วิเคราะห์

กระบวนการ

จากการแลกเปลี่ยน

Dynamic

มาจากภายใน

Imaginative

ใฝ่หลักการ

Analytic

มอง

ซ้าย

ซ้าย

ขวา

ปฏิบัติ

ทำ

ขวา

 

 

 

 


3

2

4 MAT

Learners

ผลิตชิ้นงาน

Common Sense

ความคิดรวบยอด

การรับรู้

คิด

How

What

ซ้าย

ขวา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ขั้นตอนการจัดกิจกรรม

          ขั้นที่ 1 ขั้นนำเสนอประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กับผู้เรียน (Experience) ขั้นตอนนี้เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจเรื่องที่เรียน ค้นพบเหตุผลของตนเองว่าทำไมต้องเรียนเรื่องนั้น (Why)

            ขั้นที่ 2 ขั้นเสนอเนื้อหาสาระข้อมูลแก่ผู้เรียน (Presentation) ขั้นนี้เป็นการเชื่อมโยงการเรียนรู้ขั้นที่ 1 มาสู่การสร้างความคิดรวบยอด เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่าสิ่งที่เรียนนั้นคืออะไร (What)

            ขั้นที่ 3 ขั้นฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาความคิดรวบยอด (Practice) เป็นการพัฒนาความคิดรวบยอดมาสู่การปฏิบัติจริง เพื่อหาคำตอบว่าจะทำได้อย่างไร (How)

          ขั้นที่ 4 ขั้นนำความคิดรวบยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ (Application) เป็นกระบวนการเรียนรู้ทีเกิดจากการลงมือกระทำด้วยตนเอง เพื่อชี้ให้เห็นว่าถ้าจะนำไปใช้ในชีวิตจริงแล้วจะเป็นอย่างไร (If)

กิจกรรมการเรียนรู้ 4 MAT

            ขั้นที่ 1 สร้างประสบการณ์ (Creating an Experience) : นำอย่างน่าสนใจ

            ขั้นที่ 2 วิเคราะห์ประสบการณ์ (Analyzing the experience) : ให้คิดความสำคัญ

            ขั้นที่ 3 ปรับประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอด (Integrating reflection concepts) : ช่วยกันค้นคว้า

            ขั้นที่ 4 สรปุเป็นทฤษฎีหลักการสาระความรู้ (Developing theories and concepts) : นำมาสรุปเป็นหลักการ

            ขั้นที่ 5 ทำตามแนวคิดที่กำหนด (Working on defined concepts) : ทำงานตามแนวคิด

            ขั้นที่ 6 สร้างชิ้นงานตามความถนัด (Messing around) : ประดิษฐ์งานส่วนตน

            ขั้นที่ 7 วิเคราะห์ชิ้นงานและประยุกต์ใช้ (Analyzing their own application of the concepts for usefulness) : รายงานผลประยุกต์ใช้

            ขั้นที่ 8 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Doing it themselves and sharing what they do with others) : ให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์

 

ตัวอย่างกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง การเพาะเห็ด

ขั้นตอน

แนวทางการจัดกิจกรรม

ขั้นที่ 1 สร้างประสบการณ์

ให้นักเรียนวาดภาพเห็ด ร้องเพลงเห็นหรือต่อภาพเห็ด (Jigsaw) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด

ขั้นที่ 2 วิเคราะห์ประสบการณ์

ให้นักเรียนอภิปรายประโยชน์ของเห็ดและวิเคราะห์ความสำคัญของการเพาะเห็ดได้เอง

ขั้นที่ 3 ปรับประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอด

ให้นักเรียนไปชมแปลงเพาะเห็ด สัมภาษณ์เกษตรกรผู้เพาะเห็ด ดูวีดีทัศน์เกี่ยวกับขั้นตอนการเพาะเห็ด และเข้ากลุ่มศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

ขั้นที่ 4 สรปุเป็นทฤษฎีหลักการสาระความรู้

ให้นักเรียนเข้ากลุ่มศึกษาเพิ่มเติม แล้วเขียนสรุปหลักการและขั้นตอนการเพาะเห็นออกเป็นแผนภูมิ หรือให้นักเรียนทำ Mind Mapping ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเห็ดและการเพาะเห็ด

ขั้นที่ 5 ทำตามแนวคิดที่กำหนด

ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนงานและทดลองเพาะเห็นตามขั้นตอนที่ได้ศึกษาไว้

ขั้นที่ 6 สร้างชิ้นงานตามความถนัด

ให้นักเรียนแต่ละคนคิดทำโครงงานตามความสนใจที่เกี่ยวกับเห็ด เช่น การเพาะเห็นชนิดอื่น ๆ การทำอาหารจากเห็ด การถนอมอาหารประเภทเห็ด ฯลฯ

ขั้นที่ 7 วิเคราะห์ชิ้นงานและประยุกต์ใช้

ให้นักเรียนนำเสนอผลงาน วิเคราะห์ผลงาน (ปริมาณและคุณภาพของเห็ดที่เพาะบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่) ปัญหาที่พบและแนวทางแก้ไข

ขั้นที่ 8 แลกเปลี่ยนประสบการณ์

ให้นักเรียนจัดนิทรรศการแสดงผลงานการเพาะเห็ด จัดป้ายนิเทศให้ความรู้วิธีการเพาะเห็ด จัดตลาดนัดขายผลิตผลจากเห็ด ฯลฯ

 

 

เอกสารอ้างอิง

ทิศนา  แขมมณี. ศาสตร์การสอน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545.

อาภรณ์  ใจเที่ยง. หลักการสอน. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2546.

เธียร  พานิช. 4 MAT กาจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2544.


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31