• มีเกียรติ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2009-06-05
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 38401
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11 คน
เรื่องเล่า เรื่องสั้น และหนังในความทรงจำ
เรียนเชิญแวะเข้ามาก่อนขอรับ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kurt0024
วันเสาร์ ที่ 28 พฤศจิกายน 2552
Posted by มีเกียรติ , ผู้อ่าน : 2654 , 07:24:21 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จากหนังสือขายดีของ ‘โอตสึ อิจิ’ (นามปากกาของ ฮิโรตากะ อาดาจิ) นักเขียนนิยายลึกลับเขย่าขวัญที่กลายเป็นดาวรุ่งในชั่วข้ามคืนด้วยวัยเพียง 17 ปี โดยมีผลงานเขียนการรันตีมาแล้วมากมาย อาทิ ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ และร่างที่ไร้วิญญาณของฉัน,รอยสักรูปหมา,โทรศัพท์สลับมิติ,ฉันหายไปในวันหยุด ฯลฯ

ล่าสุด ‘นัดหมายในความมืด’ (แปลโดย พรพิรุณ กิจสมเจตน์ ) ซึ่งหากใครได้อ่านแล้วคงรู้สึกได้ทันทีว่า สำนวนการแปลและภาษาที่ใช้ในการถ่ายทอด รวมทั้งการบรรยายความรู้สึกนึกคิดของตัวละครและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องของสาวตาบอดกับหนุ่มผู้ต้องสงสัย ผู้เขียนได้บรรจงถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความไม่น่าไว้วางใจ อารมณ์อันครั่นคร้าม กระทั่งปฏิกิริยาโต้ตอบที่ตัวละครทั้งสองต่างพยายามจะสื่อถึงกันนั้นได้ดีเพียงใด

เมื่อนำหนังสือเรื่องนี้มาถ่ายทอดลงแผ่นฟิล์ม โดยใช้บริการไอดอลชั้นนำของญี่ปุ่นอย่าง ‘ทานากะ เรนะ’ (เชื่อว่าหนุ่มๆ หลายคนคงเทหน้าตักให้ความสนใจ ติดตามดูหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกมากโข) และชายหนุ่มที่มาประกบคู่อย่าง ‘เฉินป๋อหลิน’ ด้วยแล้ว ก็ไม่ยากเกินคาดเดาว่าหนังเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จทำรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน! (ก็เล่นคัดนักแสดงมาเอาใจหนุ่มๆและสาวๆกันซะขนาดนั้น!)

เรื่องราวของ ‘มิจิรุ’ (ทานากะ เรนะ) สาวตาบอดผู้อยู่ในโลกไร้แสงมาแต่เล็ก และมีพ่อเป็นแหล่งพักพิงเพียงคนเดียว ซึ่งเธอก็ได้แต่อาลัยอาวรณ์คิดถึงแม่ผู้ทอดทิ้งไปมาโดยตลอด...

วันหนึ่งเมื่อพ่อตายจาก-เธอจึงอาศัยอยู่ในบ้านเพียงลำพัง มิจิรุมีเพื่อนสนิทสมัยประถมเพียงคนเดียวที่คอยแวะเวียนไปมาหาสู่และชวนเธอออกไปเที่ยวเล่นบ้างเป็นครั้งคราว ความเงียบเหงาเข้าปกคลุมความรู้สึกเดียวดายของมิจิรุได้ไม่นาน เมื่อในเช้าวันถัดมา... มีชายหนุ่มแปลกหน้า ท่าทางพิรุธ แอบย่องเงียบเข้ามาในบ้านของเธอ…

ข่าวการฆาตกรรมหน้าสถานีรถไฟในวันเดียวกันบอกให้เรารับรู้ว่า ผู้ต้องสงสัยที่หลบหนีคนนั้นคือ ‘อากิฮิโระ’ (เฉินป๋อหลิน) พนักงานหนุ่มในบริษัทเดียวกันกับผู้ตาย...

ตรงจุดนี้หนังอาศัยความเงียบภายในบ้าน และความเป็นคนพิการทางสายตาของมิจิรุ ‘เล่น’ กับอารมณ์ของคนดู เพื่อประวิงเวลาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างแยบยล!

 

คือทำให้คนดูเกิดความรู้สึกสงสัยในเบื้องต้นว่า อากิฮิโระใช้พื้นที่ตรงมุมห้อง (ทั้งที่ตัวบ้านกับสถานีรถไฟอยู่ไม่ห่างกันนัก) เป็นแหล่งกลบดานทำไม? (ถ้าเพื่อต้องการใช้หลบหนีตำรวจตรงอื่นมีถมเถไป) และบานหน้าต่างที่อยู่ตรงเหนือหัว เขาใช้ประโยชน์จากมันคอยชำเลืองส่องส่องดูอะไรอยู่ถึงหลายครั้งหลายครา! (สันนิษฐานขั้นพื้นฐาน เพื่อดูตำรวจตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุกระนั้นหรือ!)

จากนั้น-หนังจึงค่อยย้อนกลับไปเผยอดีตของอากิฮิโระในเวลาต่อมาว่า นอกจากเขาเป็นพนักงานชาวจีนเพียงคนเดียวในบริษัทผลิตโปสเตอร์แห่งหนึ่งของญี่ปุ่นแล้ว ด้านมนุษย์สัมพันธ์ส่วนตัวของเขายังบกพร่องอีกต่างหาก! เขาเป็นคนไม่ช่างพูด ไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อนร่วมงานด้วยกันเท่าไหร่นัก สภาพสุจริตดังกล่าวจึงกลายเป็น ‘แกะดำ’ ของหมู่เพื่อนฝูงไปโดยปริยาย โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานที่ทำตัวคล้ายพี่ใหญ่ในกลุ่ม (เขามักอวดร่ำอวดรวยให้เพื่อนฟังว่า มีธุรกิจใหญ่โตต่างๆนาๆอยู่ต่างประเทศ อีกทั้งยังมีสาวมากหน้าหลายตาเข้ามาห้อมล้อม) ซึ่งมักรังแกกลั่นแกล้งให้อากิฮิโระขุ่นข้องหมองใจอยู่เป็นประจำ

ก่อนที่ภาพจะตัดสลับกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง-เพื่อยืนยันให้คนดูร่วมรับรู้ต่อเหตุการณ์ฆาตกรรมในครั้งนี้ว่า 'มูลเหตุ' และ 'แรงจูงใจ' สำคัญน่าจะมาจาก ‘ความโกรธแค้นส่วนตัว’ ของอากิฮิโระ ที่ถูกกลั่นแกล้งจนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจล้างแค้น ด้วยการผลักเพื่อนพนักงานชนรถไฟที่แล่นมาด้วยความเร็วตายคาที่ แล้วกลัวความผิดจึงหนีมากลบดานอยู่ในบ้านที่มีหญิงสาวตาบอดพักอาศัยอยู่

แต่เพียงไม่นานมิจิรุก็เริ่มประหวั่นพรั่นพรึง ว่าบ้านที่ตนอาศัยมีสิ่งแปลกปลอมบางอย่างเข้ามาคุกคามจิตใจ ตั้งแต่ เสียงแปลกๆ (ซึ่งเธอเล่าให้เพื่อนสนิทฟังว่าเป็นเสียงผี), ขนมปังในตู้เย็นที่จู่ๆก็ลดจำนวนลง (เพราะเธอกินอยู่คนเดียวอยู่ทุกวัน และหนูก็คงเปิดตู้เย็นเองไม่ได้), ที่สำคัญ ‘ความรู้สึก’ ที่เธอสังหรณ์ใจมาตลอดว่า เธอไม่ได้อยู่คนเดียวในบ้านหลังนี้! (ฉากหนึ่งซึ่งบ่งบอกว่าเธอรู้สึกไม่ผิดก็คือ ฉากที่เธอปีนหยิบของบนหลังตู้แล้วพลัดตกลงมา พร้อมของบนหลังตู้ที่ร่วงกรูตกระเนระนาดนั้น มีโถชามใบหนึ่งซึ่งกำลังหล่นใส่หน้ามิจิรุ แต่จู่ๆมันกลับวางระนาบอยู่ข้างตัวของเธอ โดยที่ไม่มีร่องรอยของการแตกสลาย เธอจึงกล่าวต่อสุญญากาศกับสิ่งที่เธอรู้สึกไปว่า “ขอบคุณ”)

รายละเอียดในเวลาต่อมาเริ่มบ่งชี้ พร้อมเบี่ยงเบนประเด็นความสนใจที่คนดูเคยร่วมรู้สึกมาตลอดว่า อากิฮิโระ ต้องเป็นคนฆาตกรรมนายคนนั้นแน่ๆ เมื่อภาพเริ่มย้อนกลับไปสู่ฉากชานชาลานั้นอีก (ถึง 2-3) หน ซึ่งหนังตัดอารมณ์ความรู้สึกปรักปรำในส่วนนี้ของคนดูได้ดีเหลือเกิน เอาง่ายๆก็คือ หลอกคนดูให้หลงเชื่อตามได้ตั้งนาน พร้อมกันนั้นยังส่งผลให้เรารู้สึกเห็นใจต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น!

 

โดยเฉพาะเรื่องที่เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัย (มีเจ้าหน้าสถานีรถไฟเห็นเขาวิ่งหลบหนีไป) จนมาถึงเหตุผลส่วนตัว (เป็นปฏิปักษ์กับเพื่อนร่วมงานด้วยกัน) รวมทั้งเรื่องเชื้อชาติถิ่นกำเนิด (เป็นคนต่างด้าว) เมื่อหลายเหตุผลมาประกอบร่วมกัน มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด หากเขาต้องโทษถูกคุมขังขึ้นมาจริงๆ ก็ในเมื่อสังคมได้พิพากษ์เขาไปหมดแล้ว!

ซึ่งการที่คนในสังคมใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน 'คนด้วยกัน' แม้จะต่างเชื้อชาติกันก็ตาม มันออกจะดูร้ายแรงเกินไปในสังคมทุกวันนี้ หนังจึงตั้งใจตบหน้าคนดูแล้วบอกว่า ‘สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่อย่างที่ตาเห็นก็เป็นได้’

 นอกจากนี้หนังยังให้ข้อคิดสัจธรรมสอนใจเกี่ยวกับ ‘การก้าวพ้นความกลัว’ เพื่อให้คนดูนำไปขบคิดต่อได้อย่างน่าสนใจ ผ่านตัวละครของ 'มิจิรุ' ผู้ซึ่งไม่เคยก้าวพ้นออกนอกประตูบ้านเลย (นอกจากเพื่อนพาออกไป)

 

เธอพร่ำบอกเสมอว่าตนมีความสุข อยู่กับการทำกิจวัตรประจำวันภายในบ้าน (เธอมีนาฬิกาปลุกคล้องคอไว้คอยเตือนว่าเวลานี้เวลานั้นต้องทำอะไร) แม้เพื่อนจะคะยั้นคะยอเพียงใด เธอก็ยังดื้อรั้นที่จะไม่ยอมออกนอกบ้านคนเดียว (เนื่องจากเธอมีภาพจำฝังใจร้ายๆในอดีตที่เคยถูกรถเฉียวชน) แต่เมื่อเธอกล้าและพร้อมที่จะก้าวเดินด้วยตัวเองอย่างมั่นใจนั่นแหละ เธอจึงได้รู้ว่า ’โลกนอกกะลา’ ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด!

หากใครนิยมชมชอบหนังสือเรื่องนี้มาก่อนคงชวนให้ติดตามได้ไม่ยาก เพราะสไตล์การเล่าเรื่องในหนังมันช่างเงียบเหงาเหมือนในหนังสือเอามากๆ (หนังเล่นกับอารมณ์ของตัวละครเป็นส่วนใหญ่ อีกอย่างเฉินป๋อหลินพูดญี่ปุ่นไม่ชัด!) ซึ่งเจ้าความเงียบเหงาที่ว่านี้แหละ กลับดูดซับอารมณ์คนดูให้ติดตามไปได้ตลอดทั้งเรื่องไม่ชวนให้ง่วงเหงาหาวนอนเลยแม้แต่นิด โดยเฉพาะเมื่อหนังได้เฉลย ‘ความลับ’ ตรงหน้าต่างบานนั้น!

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน