พิมพ์หน้านี้
|
เริ่มต้นชีวิตการทำงานบริษัท TTT ส่งออก หลังจากจบการศึกษาผมได้พยายามส่งใบสมัครงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เท่าที่ผมเองจำได้ ก็คงประมาณสามสิบถึงสี่สิบบริษัทเห็นจะได้ มีโทรศัพท์เรียกสัมภาษณ์งานเข้ามามากมายนับไม่ถ้วน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโทรศัพท์จากบริษัทประกันชีวิต ซึ่งผมคิดว่านักศึกษาจบใหม่ และท่านที่ตกงาน และกำลังมองหางานทำนั้น จะต้องเคยได้รับสายเรียกสัมภาษณ์จากบริษัทประกันชีวิตเหมือนผมอย่างแน่นอน คืนวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ผมได้รับสายจากผู้จัดการฝ่ายบุคคลบริษัท TTT ส่งออก หลังจากสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แล้วประมาณห้านาที คุณผู้จัดการฝ่ายบุคคลจึงนัดให้ผมเข้าไปสัมภาษณ์ที่บริษัทในวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 เวลา 9.00 น. หลังจากวางสายผมค่อนข้างตื่นเต้นพอสมควร เพราะโทรศัพท์สายนี้เป็นโทรศัพท์เรียกสัมภาษณ์งานสายแรกที่ต้นสายไม่ใช่บริษัทประกันชีวิต หลังจากสัมภาษณ์ ทางบริษัทฯ ก็นัดให้ผมมาเริ่มงานทันทีในวันรุ่งขึ้น ผมเองก็งงเป็นไก่ตาแตก ได้แต่ถามตัวเองในใจว่าบริษัทอื่นจะเป็นแบบนี้หรือเปล่านะ เป็นคำถามที่ผมไม่มีทางที่จะได้รับคำตอบในวันนั้นแน่นอน และเช่นกันครับ ผมตกลงรับปากเริ่มงานจากผู้จัดการโรงงานท่านนั้น หลังจากผมได้คิดทบทวนอย่างถ้วนถี่เป็นเวลาประมาณ 3 วินาทีเห็นจะได้ อัตราเงินเดือนที่ผมได้รับก็ตามราคาตลาด คือ 12,000 บาทต่อเดือน ตามอัตรานี้ถือว่าไม่เลวร้ายนักสำหรับนักศึกษาจบใหม่อย่างผม ผมเริ่มงานด้วยตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน มีพี่เลี้ยงเป็นผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ พี่เลี้ยงผมคนนี้เพิ่งเข้ามาทำงานก่อนผมเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น!!! แถมเป็นนักศึกษาจบใหม่เหมือนๆ กันกับผมอีกซะด้วย ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหารทั้งสองคนเป็นนักศึกษาจบใหม่!!! มันอะไรกันนี่ มันโรงงานอะไรกันนี่ แล้วผมจะรอดรึเปล่า?? ผมจะอยู่ได้จนพ้นช่วงทดลองงานรึเปล่า?? สองคำถามนี้โผล่พรวดขึ้นมาให้สมองของผมทันที และนี่นับเป็นเพียงเรื่องแปลกประหลาดเล็กๆ น้อยๆ ของบริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่นี้เท่านั้น เรื่องประหลาดอีกเรื่องที่ผมเจอก็คือ ผู้จัดการโรงงานอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น!!! แก่กว่าผม 2 ปี และเป็นผู้จัดการโรงงานมาแล้วประมาณ 3-4 เดือน เท่านั้น!!!! อะไรมันจะแปลกประหลาดเช่นนี้ ก่อนที่ผมจะตัดสินใจ และมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้น ผมพอรู้มาบ้างว่า กว่าจะได้เป็นผู้จัดการโรงงานนั้นมันไม่ใช่ง่ายๆ อายุอย่างน้อยๆ ก็ต้อง 30 ปีขึ้นไป ประสบการณ์ในการทำงานบริหารการผลิตก็น่าจะอยู่ประมาณ 5-8 ปี เป็นอย่างน้อย สุดท้ายความคิดของผมก็เป็นจริง ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานที่ใช้เด็กจบใหม่อย่างผม และพี่เลี้ยงผมทำนั้น เป็นตำแหน่งที่ประธานบริษัทตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการทำงานล่าช้าของผู้จัดการโรงงาน(ตามที่ท่านประธานคิดว่าช้า เพราะปกติความรวดเร็วในการทำงานนั้น ท่านประธานถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดในโลก) และแน่นอน มันเป็นการแก้ปัญหาผิดที่ผิดทาง เด็กจบใหม่สองคนจะช่วยอะไรผู้จัดการโรงงานได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ในเมื่อวันๆ ก็ได้แต่เข้าประชุม จดรายงานการประชุม พิมพ์รายงานการประชุมเหมือนเสมียนทั่วๆ ไป ที่สามารถจ้างได้ในราคา 6,000 7,000 บาทต่อเดือน และที่สำคัญก็คือ ต้องนั่งศึกษาองค์กร บุคคลในองค์กร และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมาก เพราะบริษัทนี้มีพนักงานถึงกว่า 3,000 คน และมีแผนกมากกว่า 20 แผนกทีเดียว ผมสองคนจึงกลายเป็นภาระของผู้จัดการโรงงานแทนที่จะเป็นตัวช่วยอย่างที่หมายมั่นปั้นมือกันไว้ แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานในหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบสูงนี้ ที่สำคัญต้องเรียนรู้เองเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้อะไรๆ มากมาย เพราะต้องมีส่วนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแผนกอื่นอยู่เรื่อยๆ ทักษะที่สำคัญที่ผมได้จากงานนี้ก็คือ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ และฝึกให้ปากทำงานช้ากว่าสมองลงซักสองถึงสามนาที ซึ่งก็เป็นทักษะที่หลายๆ คนขาดไป ผมคิดว่าเพื่อนๆ หรือท่านๆ ทั้งหลายน่าจะต้องฝึกทักษะนี้ให้ชำนาญ เป็นนิสัย เพราะทักษะนี้นับเป็นกุญแจดอกสำคัญดอกหนึ่งที่เราจะต้องใช้ไขสู่ความสำเร็จในอนาคต ผมสัมผัสได้ว่าวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่พิสดารพันลึกยิ่ง นับวันยิ่งรู้สึกว่าประหลาด อาจเป็นเพราะผมไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อน และผมนึกภาพอะไรไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าบริษัทอื่นๆ เป็นเช่นไร ผมเองก็คิดอยู่เสมอว่า ผมต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรให้ได้ ถ้ายังอยากทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนี้ต่อไป หลังจากเป็นผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานได้เพียงหนึ่งเดือนครึ่ง ตำแหน่งนี้ก็ถูกยกเลิก ผมถูกย้ายไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบรรจุ แผนกนี้เป็นแผนกที่ควบคุมการบรรจุสินค้าสำเร็จรูปใส่ถุงพลาสติก และบรรจุลงกล่อง เพื่อส่งไปจัดเก็บที่คลังสินค้า เพื่อรอวันส่งออกที่กำลังจะมาถึง เรื่องราวในตำแหน่งใหม่นี้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าราวกับว่าผมกำลังผจญภัยในป่ากว้างที่ยังไม่รู้ว่าเลยจะไปทางไหนดี ที่สำคัญผมยังไม่รู้จริงๆ ว่าจะเริ่มเดินยังไงดี วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ไว้จะมาเล่าต่อวันหลัง ความแปลก และเรื่องราวการทำงานที่น่าติดตามยังมีอีกหลายตอนครับ ขอบคุณที่อ่านมาจนจบตอนนะครับ |
| ภาพหนีเที่ยวตรังสมัยเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่นครับ | ||
ตอนนั้นหนีเที่ยวตรัง ไม่ค่อยมีเงินเท่าไรนัก เลยจัดทัวร์ประหยัด ไปกัน 5 คน ไปรถไฟชั้นประหยัดครับ สุดยอดทรมาน แต่ทนได้เพราะยังหนุ่มอยู่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |