พิมพ์หน้านี้
|
สวัสดีครับ ช่วงนี้ผมก็ยังคงลุ้นอยู่ว่าใครหนอ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ บอกตรงๆ ว่าผม ไม่เห็นว่ามีสาระสำคัญตรงไหน ระหว่าง สมัคร กับ อภิสิทธิ ต่างก็ไม่ค่อยเก่งเหมือนกัน แต่เอาเถอะครับ ขออย่าให้เป็น มิสเตอร์ บรรหาร ปลาไหล ก็ดีถมแล้วครับ ยังไงก็ต้องขอฝากประเทศไว้ในมือนายกรัฐมนตรีคนใหม่นี้ก็แล้วกัน ยังไงเสียเราก็ต้องยอมรับกันโดยดีละครับ แต่วันนี้ผมขอคุยเรื่องการเมืองแค่นี้ก่อนครับ ต่อกันเรื่องอื่นดีกว่าครับ ต่อจากตอนที่แล้วที่ผมบอกว่าผมเริ่มงานในโรงงานสาขาแบบเหนื่อยยากแสนสาหัส มันมีอะไรที่มากกว่านั้นหลายร้อย หลายพันเท่าเชียวครับ นอกจากเรื่องงานที่ปวดหัวจนหัวแทบจะระเบิดแล้ว คิดดูครับ มีเรื่องผัวๆ เมียๆ เรื่องเงินๆ ทองๆ ในโรงงานมาให้ผมปวดหัวอีก จริงๆ ก็เคยออกปากเหมือนกันว่า เรื่องผัวๆ เมียๆ เรื่องชู้สาว เรื่องหนี้สินภายในโรงงาน ขายหวยเอย ขายของเอย แชร์เอย เรื่องพวกนี้ไม่ต้องมาแจ้งให้ผมทราบ ไม่ต้องมาทะเลาะกันต่อหน้าผม ฮ่าๆ ฝันไปเถอะครับ ทุกเรื่องถึงผมหมด เพิ่มดีกรีความปวดหัวอีกหลายร้อยเท่า!!! อย่างกรณีหนึ่ง พนักงานรายเดือนสองคน เป็นผัวเมียกันในโรงงานสาขา ทำงานอยู่คนละแผนก ปรากฏว่าคนเป็นผัวไปมีอะไรกุ๊กกิ๊กกับพนักงานสาวรายวัน โอพระเจ้า วุ่นวายผมสุดๆ ฝ่ายผู้หญิงพยายามกดดันผมให้หาทางไล่พนักงานรายวันออกเสีย ผมจะไปทำได้ยังไงละครับ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องงานเลยแม้แต่น้อย จะเรียกมาตักเตือนก็กะไรอยู่ เพราะเค้าไม่ได้ทำประเจิดประเจ้อในโรงงาน โน่นโรงแรมข้างนอก ห้างข้างนอกนู่นละครับ แล้วผมจะเอาข้อหาอะไรไปดุด่าเค้าเล่า???? แต่สุดท้ายฝ่ายพนักงานรายวันทนแรงกดดันไม่ไหวก็ลาออกไปเอง ผมละทั้งโล่งอก ทั้งสงสาร แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ครับ เรื่องในครอบครัวคนอื่นเค้า ไม่ยุ่งละเป็นดีที่สุด เรื่องพวกนี้ต้องวางตัวเป็นกลางๆ ครับ ไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น พูดกันด้วยเหตุผลอย่างเดียว ถ้าผู้จัดการ หรือหัวหน้าคนไหนเผลอมีอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์ทำนองนี้ รับรองเสียผู้ใหญ่แน่นอนครับ เอาล่ะ เข้ามาเรื่องงานดีกว่าครับ..... หัวหน้างานที่นี่ระดับโลกทั้งนั้น หัวแข็งเป็นหินเลยครับ ประกอบกับผมอายุน้อย ถ้าไม่นับพนักงานรายวันแล้วละก็ ผมก็อายุน้อยที่สุดในสาขาเชียวละครับ ผู้ช่วยของผมก็เป็นคนนอกที่เพิ่งย้ายเข้ามาพร้อมผมอีก เห้อ... งานหนักละผม ผมนั่งคิดนอนคิดเสียนาน สุดท้ายคิดแผนใหม่ๆ ไม่ออก ก็เลยใช้แผนเดิมครับ เดินทุกเช้าก่อนเริ่มงาน วันๆ ก็ใช้เวลาไปกับการพูดคุย และสอบถามปัญหา เพื่อหาทางช่วยเหลือหัวหน้างานแต่ละคน ไม่นานทุกคนก็เริ่มสนิทกับผม ที่สำคัญ ผมเองจับทางได้ทุกคนแล้วครบ ทีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรแล้วครับ เห็นหรือไม่ครับ การพูดคุย และทำความเข้าใจลูกน้อง จะทำให้เราสามารถดึงเอาความสามารถของลูกน้องออกมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ การอ่านคนสำคัญนะครับ ทุกคนไม่ว่าจะหัวแข็งแค่ไหน ถ้าลองเจอคนมีเหตุผล ยิงคำถามเข้าไปเรื่อยๆ แล้วละก็ เสร็จหมดครับ จำนนกันด้วยเหตุผล ไอ้ที่ว่าจะเถียงค่างๆ คูๆ ก็มี แต่ก็น้อยครับ ผมพยายามวางตัวเต็มที่ พูดเล่น ยิ้มเสมอๆ เวลาเจอลูกน้อง แต่เมื่อถึงเวลางานผมจะวางตัวเป็นอีกคนซะเลย ดุ และใช้เหตุผลมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งบุคลิกสำคัญ คือ ยิ้มกว้างๆ ครับ มีอยู่ครั้งหนึ่ง หัวหน้างานทำงานผิดพลาดเพราะไม่คิด ไม่วางแผน ละเลย งานเละไปหมด จริงๆ แล้วผมไม่ได้โกรธอะไร แต่เท่าที่สังเกตท่าทางหัวหน้างานแล้ว ไม่เห็นจะสำนึก ไม่คิดจะเก็บเป็นบทเรียน ผมตัดสินใจจะโวยวายละครับ!!!! ผมเรียกพบในห้อง แล้วแสดงอาการโกรธอย่างมาก (มีทุบโต๊ะด้วยครับ) หัวหน้างานถึงกับหน้าซีด เพราะอยู่กับผมมานานกว่าสองเดือน สามเดือน ผมไม่เคยโกรธและดุด่าใครขนาดนี้มาก่อน คงงงๆ ปนอารมณ์เกรงๆ สำเร็จครับ หัวหน้างานก็สำนึกไป พอวันรุ่งขึ้นผมก็เรียกหัวหน้าคนเดิมพบอีกครั้ง แล้วผมก็อธิบายให้ฟังว่าทำไมผมจึงได้โกรธขนาดนั้น และตอกย้ำไปเล็กน้อยด้วยว่า พี่นี่ซวยจริงๆ ผมยังไม่เคยดุด่าใครขนาดนี้มาก่อนเลย แต่นี่เป็นเรื่องสำคัญพี่จะละเลยไม่ได้ ต้องทำงานให้รอบคอบกว่านี้ มันเสียหายเยอะครับ แกก็พยักหน้า แต่ก็ยังยิ้มออกครับ เพราะผมเองยิ้มตลอด และคุยเรื่องเหตุผลมากกว่าเมื่อวาน เพราะเมื่อวานต้องเล่นบทโหดครับ ข่าวนี้สะพัดไปทั้งโรงงานในไม่กี่วัน ทีนี้หัวหน้างานแต่ละคนก็รู้ซึ้งและเข้าใจแล้วว่า เรื่องงานผมไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ต้องแยกกันให้ออกงาน กับเรื่องอื่นๆ ทำงานง่ายขึ้นเป็นกองเชียวครับ มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีหัวหน้างานเคยพูดว่าเค้าอยู่มานาน ตั้งแต่รุ่นทาสีโรงงาน ใครก็ทำอะไรไม่ได้ บังเอิญเรื่องนี้มาเข้าหูผมซะนี่ จริงๆ แล้วผมไม่ได้รู้สึกอะไร ก็คงเป็นแค่เรื่องพูดคุยนินทาเรื่อยเปื่อยมากกว่า แต่..... ผมเห็นว่าเป็นจังหวะดี ก็เลยแกล้งพูดข่มๆ ออกไป เพื่อให้เป็นข่าวลือว่า ผมจะเอาคนที่พูดออก ดูซิว่า ถ้าขนาดผมไม่เอา แล้วเจ้านายจะเอาไม๊???? เท่านั้นละครับ ไม่มีเรื่องทำนองนี้เข้าหูผมอีกเลย จะว่าผมโหด หรือว่าฉลาดแกมโกงก็เถอะครับ แต่มันเป็นทางที่จะทำให้องค์กรตระหนักว่า องค์กรนี้มีผู้นำ และเป็นผู้นำที่เด็ดขาด มีเหตุผล ฉลาด มีกึ๋น (ถึงจริงๆ จะโง่เป็นบางเรื่องก็ตาม) และใจดี เพื่อให้ทุกคน เข้าข้าง ยอมรับ และทำงานเป็นทีมกับผมได้อย่างกลมกลืน โดยไม่ต้องใช้คำว่า สั่ง ให้มันมากนัก ถ้าผู้นำแสดงให้ลูกน้องเห็นว่าตนเองไม่ฉลาด ไม่ทันลูกน้อง ไม่เด็ดขาด ไม่มีเหตุผลละก็ รอวันตกเก้าอี้ได้เลยครับ!!!! ไม่มีผู้ตามที่ไหนอยากเดินตามผู้นำแบบนั้นหรอกครับ มันจะพาเราไปตายรึเปล่าว่ะเนี่ย??? หรือ มันเป็นหัวหน้ากรูได้ไงวะ กรูฉลาดกว่ามันเป็นกอง??? สองประโยคนี้คงเป็นคำถามที่พนักงานไม่กล้าคิดดังๆ ให้เราได้ยินแน่นอนครับ แต่มันอาจเป็นอุปสรรคที่แอบแฝงที่รอวันทำให้เราล้มเหลวก็เป็นได้ ดังนั้นทำให้เค้าคิดอีกอย่างในทางที่ดีจะดีกว่าครับ เจอกันใหม่ตอนหน้านะครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบตอนนะครับ |
| ภาพหนีเที่ยวตรังสมัยเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่นครับ | ||
ตอนนั้นหนีเที่ยวตรัง ไม่ค่อยมีเงินเท่าไรนัก เลยจัดทัวร์ประหยัด ไปกัน 5 คน ไปรถไฟชั้นประหยัดครับ สุดยอดทรมาน แต่ทนได้เพราะยังหนุ่มอยู่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||