พิมพ์หน้านี้
|
ต่อจากเมื่อตอนที่แล้ว ความสำเร็จหลายๆ อย่าง ทำให้ผมหลงไปกับมันจริงๆ การตัดสินใจต่างๆ จึงอยู่บนพื้นฐานของความคิดในด้านบวกทั้งหมด คิดว่าอะไรๆ ก็คงง่าย และเป็นไปตามที่ผมคิดไปซะหมด และเมื่อผมได้พบธุรกิจๆ หนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับผมในตอนนั้น และผมฝันทันทีว่าจะรวยได้แน่ๆ หากทำธุรกิจนี้ ความคิดที่จะทำธุรกิจนี้มาจากลูกพี่ลูกน้องของผมเอง เป็นพี่ชายที่เป็นญาติห่างๆ ที่ไม่ได้เจอกันมากว่า 8 ปีแล้ว พี่ชายเป็นช่างผลิตงานฝีมือ เรียกได้ว่าเป็นงานละเอียด และใช้ความชำนาญ บวกกับความคิดที่เป็นระบบ สร้างงานที่สุดยอดออกมาเสมอๆ พี่ชายผมคนนี้ทำงานอยู่กับเจ้านายชาวสิงคโปร์ เรียกได้ว่าเป็นมือหนึ่งของบริษัทนี้เลยก็ว่าได้ เจ้านายชาวสิงคโปร์ถึงกับออกปากชวนพี่ชายผมให้หาเงินมาร่วมทุนกันกับเจ้าของ เพื่อให้เป็นเจ้าของร่วมกัน ให้เพื่อนๆ เดาก็คงไม่ยากใช่ไหมครับ ว่าผมกับพี่ชายตอบโอเค หรือ เซโน???? พี่ชายปฏิเสธ และชวนผม และญาติๆ เปิดบริษัทกันเอง พี่ชายมั่นใจมากๆ ว่าจะสามารถรวยได้จริงๆ หากเปิดบริษัทเอง ผมเองก็คิดเช่นนั้น จึงพยายามโน้มน้าวญาติพี่น้องให้นำเงินสดมาลงทุนกับผม และพี่ชาย ผู้บริหารบริษัท ก็ผม กับ พี่ชาย สองคนนี่ละครับ เริ่มแรก เราใช้เงินไปกว่า 50% เพื่อซื้อเครื่องจักร (ภายหลังพบว่าตัดสินใจผิดพลาดอย่างมาก เพราะไปซื้อเครื่องจักรเก่าที่ต้องพึ่งฝีมือคนงาน แทนที่จะซื้อเครื่องจักรที่เป็นเครื่องจักรทันสมัย อาศัยคอมพิวเตอร์ในการควบคุมแทนคนงาน) เงินอีก 40% หมดไปกับเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์อ็อฟฟิศ และอะไรๆ มากมายที่ไม่น่าจะรีบซื้อ หรือรีบสร้างมากนัก ที่ผมและพี่ชายลืมคิดไปหนึ่งเรื่อง คือ เรื่อง เงินสดหมุนเวียน หัวใจสำคัญของธุรกิจคือ เงินสดหมุนเวียน ครับ ผมรู้ซึ้งแล้วถึงความจริง และความสำคัญของไอ้เจ้า เงินสดหมุนเวียน นี้ ยิ่งในธุรกิจที่การจ่ายเงินเป็นเครดิตด้วยแล้ว ยิ่งสำคัญมาก เพราะลูกค้าต้องการเครดิต เราก็ต้องยอมรับเงื่อนไข ทำไมนะหรือครับ ก็บริษัทอื่นเค้าให้กัน แล้วบริษัทผมไม่ให้ ก็เป็นอันไม่ได้ออร์เดอร์น่ะสิครับ อีกอย่างบริษัทไม่มีออร์เดอร์ ก็ต้องขาดเงินสดหมุนเวียน หากไม่รับงาน ก็ต้องเจอกับสภาพเงินฝืดอีกเดือนแน่นอน ผลกระทบมาจากการขาดเงินสดหมุนเวียน บีบให้ผมและพี่ชายต้องยอมรับงานที่เท่าทุนบ้าง งานขาดทุนบ้าง หรือแม้จะมีกำไร ก็แสนจะน้อยนิด เพราะเราเลือกงานไม่ได้ มีอะไรต้องคว้าไว้กันก่อน ยังไงๆ หาเงินเดือนมาจ่ายลูกน้องก่อนก็ยังดี นับเป็นการกระทำที่ผิดพลาดมาก เพราะงานขาดทุน งานเท่าทุน ช่วยให้มีสภาพคล่องขึ้นมาบ้างก็จริง เพราะมีเงินสดเข้ามาบ้าง แต่คำว่าขาดทุน และเท่าทุนก็ทำให้บริษัทประสบปัญหาทางด้านการเงินในเวลาต่อมาอีกจนได้ พี่ชายผมเป็นช่างฝีมือที่เก่งมาก ทั้งชาวสิงคโปร์ ชาวไทย ชาวญี่ปุ่นต่างรุมล้อม เพื่อจะขอซื้อตัวไปทำงานด้วย บางคนเสนอเงินเดือนกว่า 60,000 บาท แต่สุดท้ายพี่ชายทิ้งบริษัทไปไม่ได้ ถึงพี่ชายผมจะเป็นช่างที่เก่ง แต่เรื่องการตลาดไม่ค่อยดีเท่าไรนัก นี่ละครับ ปัญหาใหญ่ที่สองที่ผมเจอ ปัญหาเรื่อง การตลาด เราสองคนหลงไปกับการเอ็นเตอร์เทนลูกค้า ให้ราคาต่ำกว่าเจ้าอื่นบ้าง เสนอเวลาผลิตที่สั้นกว่าบ้าง โดยคิดคำนวณกับแบบตึงๆ มีไอ้ที่เผื่อๆ น้อยมาก เพราะผมคิดว่าลูกค้าที่ไหนก็ชอบ ราคาถูก รวดเร็ว และมีคุณภาพ แต่การกระทำของผมกับพี่ก็เหมือนฆ่าตัวตาย ระยะเวลาทำงานที่สั้นเกินไป เราเองทำงานไม่ทัน ต้องขอเลื่อนลูกค้าอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เครดิตเรื่องเวลาของเราเสียไป อย่างที่สอง เวลาที่เร่งมากๆ ทำให้พี่ชายไม่สามารถลงลายละเอียด ไม่สามารถให้เวลากับความคิดได้มากนัก ทำให้งานเรามีปัญหาบ่อย ต้องตามแก้ ตามซ่อมจนกว่าจะใช้งานได้ นั่นก็ทำให้เราเสียเครดิตด้านคุณภาพไป และที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการตามแก้ ตามซ่อม ลูกค้าไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย นั่นก็หมายความว่าผมต้องไปหั่นงบตัวเอง ซึ่งก็คือ ขาดทุนบ้าง กำไรหดบ้าง หรือไม่ก็ เท่าทุนบ้าง ส่วนเรื่องราคา ที่เราคิดว่าเป็นจุดเด่นของเรา ก็กลายเป็นว่า ลูกค้าไม่สนใจเรื่องราคา ทำไมนะหรือครับ ก็ถ้าเป็นผม ราคาถูกแสนถูก แต่ทำงานไม่ตรงเวลา ไม่มีคุณภาพ ผมก็ไม่ทำงานด้วยหรอกครับ จริงไม๊ครับ???? หลายๆ คน หากเคยผ่านการเริ่มต้นเป็นเจ้าของกิจการที่ต้องมาสร้างตลาดใหม่ ต้องมาสร้างระบบบริษัทใหม่ ต้องมาสร้างทีมงานใหม่ และต้องมาสร้างระบบการเงิน และบัญชีใหม่ ก็คงพอเข้าใจที่ผมเขียนเล่ามาข้างต้นทั้งหมดไม่มากก็น้อย ผมขอย้ำว่าการก่อร่างสร้างกิจการขึ้นมาใหม่ มันคนละโลกกับการทำงานในโรงงาน หรือบริษัทใหญ่ๆ ที่มีระบบอยู่แล้ว ต่อให้ประสบความสำเร็จมากๆ ในบริษัทใหญ่ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเมื่อออกมาประกอบกิจการเอง เพราะบริษัทเล็กๆ หรือบริษัทที่เงินทุนหมุนเวียนน้อยๆ ต้องตัดต้นทุนในการรันระบบออกไป แต่ต้องอาศัยเจ้าของที่กิจการต้องทำเป็นทุกอย่าง และต้องเข้าใจทุกอย่างในบริษัท ทุกเรื่อง ไม่เว้นแม่แต่เรื่อง ค่าเก็บขยะ หรือ ค่าดูดส้วม ความผิดพลาดที่ผมและพี่ชายทำตอนเริ่มต้นนี้ ทำให้การบริหารบริษัทหลังๆ ยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะสภาพบริษัทแย่ซะยิ่งกว่าเริ่มใหม่เสียอีก ลมพัดผ่านเบาๆ ก็เหมือนมรสุมลูกมหึมา!!!! จริงๆ แล้ว ถ้าให้เงินทุนผมเท่าเดิมเท่ากับตอนที่ผมเปิดบริษัทใหม่ๆ ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ผมรวยแน่ๆ แต่อย่างว่าละครับ ยังไงๆ เราก็ย้อนเวลาไปไม่ได้อยู่แล้ว เงินก็หมดไปแล้วซะด้วย!!!!! เอาละครับ ผมจะมาเล่าต่อตอนหน้านะครับ ว่าผมจะทำอย่างไรต่อไป และเกิดอะไรกับบริษัทผมอีก???? |
| ภาพหนีเที่ยวตรังสมัยเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่นครับ | ||
ตอนนั้นหนีเที่ยวตรัง ไม่ค่อยมีเงินเท่าไรนัก เลยจัดทัวร์ประหยัด ไปกัน 5 คน ไปรถไฟชั้นประหยัดครับ สุดยอดทรมาน แต่ทนได้เพราะยังหนุ่มอยู่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||