พิมพ์หน้านี้
|
หัวข้อเรื่องที่ผมจั่วหัวไว้นั้น ผมขออนุญาตออกตัวก่อนเลยนะครับ ว่าเป็นการเล่าเรื่องกรณีศึกษาที่เป็นประสบการณ์ของผมเท่านั้น ไม่ใช่หมายความว่าการเพิ่มกำลังผลิตด้วยการเพิ่มกำลังคนนั้นจะถูก หรือ ผิดเสมอไป จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และช่วงเวลาแต่ละช่วงเวลานั้นๆ ครับ ผมและพี่ชายตัดสินใจรับพนักงานเพิ่ม เนื่องจากทำงานไม่ทันจริงๆ และคนที่ผมและพี่ชายมองหา ก็เป็นช่างฝีมือ ที่มีความสามารถพอตัว ชนิดที่ว่า พอจะปล่อยได้บ้างนั่นละครับ ผมตัดสินใจจ้างหัวหน้างานเพิ่มหนึ่งคน และช่างทั่วไปอีกสองคน ซึ่งเป็นคนที่เพื่อนฝูงในวงการแนะนำมาให้ทั้งนั้น หัวหน้าช่างคนนี้เป็นคนมีความรู้ค่อนข้างใช้ได้ทีเดียว ซึ่งแรกๆ เอง ผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในความสามารถของแกเท่าไรนัก แต่ก็เอาเถอะครับ ผมไม่มีเวลาเลือกมากนัก ทำไมนะหรือครับ ก็งานมันเยอะซะจนทำกันไม่หวาดไม่ไหว ยอดขายที่ผมได้ต่อเดือนในช่วงนั้นๆ เพิ่มจาก 500,000 บาท ต่อ เดือน เป็น 800,000 บาท ต่อ เดือน คิดเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่า 60% ทีเดียว ผมต้องใช้พนักงานมากขึ้น ต้องใช้เวลาในการทำงานมากขึ้น กระแสเงินสดต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นมา ก็หมดไปกับค่าแรงพนักงานที่เพิ่มขึ้น และค่าแรงในช่วงโอที ผมเองปล่อยหัวหน้างานทำงานเต็มที่เพราะต้องการให้พนักงานโชว์ความสามารถในช่วงทดลองงานนี้ให้เต็มที่ ทั้งนี้จะเป็นผลดีกับผมเองด้วย เพราะจะได้มองเห็นความสามารถของพนักงานคนนี้ได้อย่างชัดเจน บทเรียนที่ผมได้คือ จงมองด้วยตา และคิดอย่างที่ตาเห็น อย่าได้มองโลกในแง่ดีนัก หัวหน้าช่างผู้นี้ไม่มีการวางแผนในการทำงาน บางช่วงงานเยอะแต่ไม่ยอมปล่อยโอทีลูกน้อง เพราะยังไม่ใกล้กำหนดส่ง ผมก็ถามนะครับ แต่ได้คำตอบว่างานยังไม่ค่อยมี ไม่ต้องปล่อยโอที ช่วยบริษัทประหยัดได้เยอะ ผมเป็นเจ้าของ ได้ยินเรื่องประหยัดๆ ก็ชอบซิครับ มันมากลายเป็นเรื่องให้ผมได้ปวดหัวและค้นพบสัจธรรม ก็เมื่อใกล้กำหนดส่งงานนั่นละครับ โอทีเพียบ!!! สว่างมั่ง โอทีวันอาทิตย์มั่ง แถมยังมีโอทีช่วงหลังห้าโมงเย็นของวันอาทิตย์อีกต่างหาก ถึงเวลานี้ ผมเองจะไม่ปล่อยโอทีก็ไม่ได้ครับ งานนี้ต้นทุนค่าแรงกินกำไรซะเกลี้ยง ผมมานั่งกดตัวเลขดู พอตัวเลขสุดท้ายออกมาลมแทบจับ ต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้นกว่า 40% ตายละกู ต้องรีบแก้ไข ถ้าไม่แก้ไขตายแน่ๆ ประสบการณ์ที่เคยทำงานมามากมาย ก็เคยเป็นบทเรียนที่แสนแพงมาก่อน มันวนเวียนมาหลอกหลอนให้เห็นถึงอนาคตอันสยดสยองที่ผมเองเคยพาลพบมาก่อน แต่เวรกรรมเมื่อชาติที่แล้วของผมคงมากมายพอดู ออเดอร์ที่คั่งค้างอยู่มากมาย ต่างก็ถึงกำหนดส่งพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ก็เป็นผลพวงมาจากที่ไม่มีการวางแผนการทำงานนั่นเอง สรุปว่าผมยังคงต้องปล่อยโอทีไปอีกถึงสองเดือนนับจากเดือนแรก และสุดท้ายหัวหน้างานที่ผมจ้างมาแพงแสนแพงก็ไม่ผ่านทดลองงาน ผมเองก็ได้ทำการอัญเชิญแกออกอย่างนิ่มนวล ช่วงนั้นเองบริษัทก็เริ่มมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ปัญหาสำคัญของธุรกิจก็ปัญหาสภาพคล่องนี่ละครับ ถ้าใครเคยทำกิจการของตัวเองมาก่อน ก็คงจะคุ้นเคยกับคำว่า สภาพคล่องทางการเงิน เป็นอย่างดี ยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยอะไร เพราะต้นทุนที่เป็นเงินสดก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าวัตถุดิบ ค่าเครื่องไม้เครื่องมือ ที่สำคัญ ต้นทุนของเสีย ที่เป็นต้นทุนแฝงพุ่งสูงขึ้นกว่าทุกๆ ช่วงการทำงาน บริษัทของผมช่วงนี้จึงเข้าสู่ช่วงการทำงานใช้หนี้ครับ เพราะกระแสเงินสดติดลบ บวกกับความเชื่อมันของลูกค้าในเรื่องคุณภาพงานก็ลดลงไปด้วย ออเดอร์ก็เริ่มน้อยลง ทั้งนี้เหตุผลที่ส่งผลให้ออเดอร์น้อยลงก็เนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นๆ ด้วยครับ ปัญหานี่เองทำให้ผมค้นพบว่า ผมต้องลดกำลังผลิตที่เป็นคนออกไปเสีย และหันมาพึ่งเครื่องจักรอัตโนมัติแทน ทำไมนะหรือครับ เครื่องจักรทำงานเวลาไหนๆ ก็ไม่ต้องจ่าย 1.5 เท่าครับ เครื่องจักรทำงานไม่มีบ่น เครื่องจักรป่วยก็รักษาหายกันง่าย แค่ขอให้ทำการบำรุงรักษาให้ดีก็พอ เครื่องจักรไม่มีการประท้วง ไม่ขอขึ้นเงินเดือน ไม่ทะเลาะกับเมียที่บ้าน ไม่เมาเหล้า ฯ และอะไรๆ อีกมากมาย ที่สำคัญที่สุด เครื่องจักรประเภทอัตโนมัติ จะทำงานที่มีคุณภาพสูง ของเสียน้อยอีกด้วย ตอนหน้าผมจะมาเล่าถึงข้อดีของเครื่องจักรอัตโนมัติกันนะครับ |