พิมพ์หน้านี้
|
สวัสดีครับ จากเรื่องราวใน Entry ล่าสุดของผม (Chapter16) ผมได้เกริ่นไว้ในตอนต้นแล้วว่า การตัดสินใจเพิ่มกำลังผลิต หรือเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตนั้น ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ ช่วงเวลา และสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ... อย่างที่ผมบอกครับ เรื่องราวที่เล่ามาข้างต้นเป็นประสบการณ์โดยตรงของผม ซึ่งมีหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้สามัญสำนึก หรือทฤษฎีต่างๆ มันนำมาประยุกต์ใช้งานไม่ได้ หรือแม้กระทั่งตัวผมเอง ที่กำลังหมกมุ่นอยู่แต่กับปัญหามากจนเกินไป จนทำให้ผมเองมองข้ามอะไรหลายๆ อย่างทีเดียว ... หลายๆ ความเห็นที่เข้ามาแนะนำผมนั้น ก็เป็นความคิดที่ดีๆ มากมาย ซึ่งผม และผู้ที่ได้เข้ามาแวะชม คงจะได้เก็บไว้เป็นข้อคิดสำหรับการแก้ไขปัญหาในอนาคต ที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้น หรือ อาจจะเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ก็ตาม ... วันนี้ผมขอพูดถึงกระบวนการคิดของผม ในการเลือก และจัดระบบ แรงงานคน และเครื่องจักรอัตโนมัติ หลังจากที่ผมผ่านพบ ประสบปัญหา และเสียหายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ... โรงงานของผมนั้น เป็นโรงงานที่ทำงานเกี่ยวกับการแปรรูปเหล็ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการ และ Design ของลูกค้าครับ แต่งานหลักๆ ที่เรียกได้ว่าเป็นสินค้าขายดีของโรงงานผมคือ "แม่พิมพ์พลาสติก" มีโรงงานประเภทนี้อยู่มากมายในประเทศไทย ทั้งโรงงานที่ทำงานในตลาดล่าง กลาง และโรงงานที่จับงานระดับบน ... ตลาดแบ่งออกเป็นสามระดับนั้น แบ่งออกตามความยากง่ายของการผลิต แน่นอนว่าตลาดบนย่อมมีราคาที่ดีกว่า แต่งานยากกว่า ดังนั้นตลาดบนนี้เองมักเป็นโรงงานของคนต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย สิงค์โปร์ และจีน ... งานระดับล่างก็เป็นงานจำพวก หวี ตะกร้า ขัน แก้วพลาสติก ของเล่น เป็นต้น ... งานระดับกลางๆ ก็เป็นงานจำพวก ฝาขวด ส่วนประกอบรถมอร์เตอร์ไซด์ จักรยาน และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับกลางๆ ... ส่วนงานระดับบนๆ นั้นก็เป็นงานประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนเนม สินค้าอิเล็คทรอนิคส์ ทีมีราคาแพงๆ ชื่อดังๆ จำพวกกล้องถ่ายรูป เครื่องปริ๊นเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ... อย่างที่เคยบอกโรงงานของผมอยู่ในตลาดระดับกลางๆ ครับ ... โรงงานที่อยู่ในระดับบนๆ นั้น ล้วนแล้วแต่มีเครื่องจักรที่ทันสมัย ราคาสูง ความละเอียดสูงมาก ระดับที่เรียกกันว่า "ไมครอน" ครับ ... ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพ ก็ให้ลองนึกถึงเส้นผมกันครับ เส้นผมของคนเรานั้น ปกติจะมีขนาดความหนาอยู่ประมาณไม่เกิน 50 ไมครอนครับ.... ... เครื่องจักรที่ว่าแพงแสนแพงของโรงงานระดับบนๆ นั้น ราคาเป็นหลัก 4-8 ล้านเชียวครับ ความละเอียด ก็สามารถควบคุมกันให้อยู่ในช่วง 5-10 ไมครอน ได้แบบสบายๆ.....!!!!! ... ตอนแรกผมคิดว่าความละเอียดสำหรับการผลิตถึงขั้น 5 ไมครอนนั้น จะเป็นอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเครื่องบิน หรือไม่ก็กระสวยอวกาศเสียอีก..???? ... ส่วนงานตลาดล่างนั้น การใช้เครื่องจักรจะเป็นเครื่องจักรที่ต้องใช้คนในการควบคุมตลอดเวลา จะผิดจะผลาด ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือแรงงานครับ ... ส่วนโรงงานเย็บเสื้อผ้าส่งออก ที่ผมเคยทำงานมานั้น เครื่องจักร 1 เครื่อง ต้องใช้คน 1 คนครับ เพราะว่าเครื่องจักรเย็บผ้าที่เป็นชนิดอัตโนมัติมันยังไม่มีครับ (แต่ก็เห็นยังมีบริษัทบางบริษัทพยายามพัฒนาเครื่องจักรเย็บผ้าอยู่เหมือนกันครับ) ... ดังนั้นธุรกิจประเภทนี้ไม่มีทางเลือกในการเพิ่มกำลังผลิตครับ เพราะเมื่อเพิ่มเครื่องจักร ก็ต้องเพิ่มคนด้วย ในอัตราส่วนทีเท่ากัน หรือใกล้เคียงกันเป็นอย่างน้อย ... ดั้งนั้น การเลือกใช้แรงงานคน หรือ เครื่องจักรอัตโนมัตินั้น ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน ของธุรกิจที่ทำด้วยครับ คงเป็นไปได้ยากที่จะสามารถหาซื้อเครื่องจักรเย็บผ้าที่สามารถเย็บผ้าได้เสร็จเป็นตัวๆ ... และในทางกลับกัน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะหาแรงานคนที่จะสามารถทำงานระดับ 5 ไมครอนได้ ... เห็นหรือไม่ครับว่า การเพิ่มกำลังผลิต หรือ จัดสัดส่วนระหว่างแรงงานคน และเครื่องจักรอัตโนมัติ ต้องคำนึงถึงลักษณะของธุรกิจเสียก่อน ... ต่อมาก็คือเรื่องทุน และเงินสดหมุนเวียนครับ ... หากทุน และเงินสดหมุนเวียนไม่ดีพอ หรืออย่างน้อย ไม่สามารถหล่อเลี้ยงค่าเช่าซื้อเครื่องจักรได้ ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะคิดซื้อเครื่องจักรอัตโนมัติ หรือเครื่องจักรที่มีราคาสูงๆ เพราะโอกาสที่จะมีปัญหา จนถึงขั้นถูกยึดเครื่องจักรมีอยู่สูงทีเดียว ... ภาพการถูกยึดเครื่องจักรที่ราคาหลักล้านกว่าๆ ขึ้นไปนั้น ผมเห็นซะจนเรียกได้ว่าชินตาเสียแล้วครับ เท่าที่จำได้ก็คงไม่ต่ำกว่า 8 ราย ได้กระมังครับ ... อีกอย่างที่สำคัญ คือ การทดสอบคน ใช้เวลานานกว่า การทดสอบเครื่องจักร และหาเครื่องจักรที่ใช่ สำหรับโรงงาน ... กว่านายจ้าง หรือ หัวหน้างาน จะพบว่าลูกน้องของตัวเองเป็นคนที่ใช่ หรือไม่นั้น ก็ต้องกินเวลากว่าสองถึงสามเดือน หรือบางครั้งนานซะจนเคยชินไปเอง จะเป็นพนักงานที่ ใช่ หรือไ ม่ใช่ ไม่รู้ละครับ รู้แต่ว่าอยู่กันมานานจนเคยชินไปซะแล้ว ... ส่วนการตัดสินใจซื้อเครื่องจักรอัตโนมัตินั้น การทดลองเครื่องจักรเพียงสองถึงสามครั้ง ก็สามารถมองเห็นประสิทธิภาพ และประโยชน์ของเครื่องจักรได้อย่างชัดเจน ... ดังนั้น หากการเพิ่มกำลังผลิตเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นช่วงเวลาสำคัญของโรงงาน หรือบริษัท ก็คงต้องหันไปพึ่งบริการเครื่องจักรอัตโนมัติเป็นอันดับแรก ... แต่หากเป็นการเพิ่มกำลังผลิตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการวางแผนเป็นอย่างดี มีระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน เหมาะสมแล้วละก็ เราก็สามารถเลือกใช้แรงงานคนเป็นทางออกได้ โดยอาศัยกระบวนการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง (Training) เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างได้ครับ ... วันนี้ผมโม้มายาวมากแล้ว เดี๋ยวเพื่อนๆ จะขี้เกียจอ่านเสียก่อน ไว้คราวหน้าเรามาคุยกันเรื่อง ข้อดี ข้อเสีย ของแรงงาน และทางรอดของแรงงานที่มีฝีมือของไทยกันครับ
|