พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามบินอะควีโน พี่ที่นั่งข้างๆ ก็บอกว่าดูคล้ายสนามบินเชียงใหม่เลยนะ แล้วเราก็เดินผ่านการตรวจตราความปลอดภัยซึ่งค่อนข้างจะเข้มงวดออกมาพบกับเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ ที่มารอรับ จุดรอของผู้โดยสารนั้นเขามีการแบ่งตามตัวอักษรแฟมิลี่เนมด้วย และอีกฝั่งถนนก็จะเห็นญาติๆ มารอรับซึ่งถูกกั้นด้วยรั้ว และบางคนก็อยู่ในตัวอาคารกระจก
พอรถเคลื่อนมานิดเดียว ประมาณ 10 เมตร ก็ถูกตำรวจจราจรจับ เพราะจอดรถในที่ห้ามจอด (ต้องกระซิบว่ารถบัสที่มารับเราเป็นรถที่ไม่มีทะเบียนอีกต่างหาก) และแล้วเจ้าหน้าที่สมาคมฯ ซึ่งเราเรียกกันว่า คุณป้าโรสก็ได้จ่ายค่าปรับเป็นประเดิมสำหรับการมาดูแลพวกเรา เราเข้าพักที่โรงแรมเล็กๆ ชื่อว่า Cherry Blossom Hotel ซึ่งตั้งอยู่ในซอยใกล้ๆ กับห้างโรบินสัน ซึ่งซอยดังกล่าวอยู่ตรงข้ามกับทางเดินเลียบชายทะเล ที่เรียกว่า เบย์วอร์ค (Bay Walk) มีระยะทางยาวพอสมควรน่าจะประมาณ 1 2 กิโลเมตร เบย์วอร์กนั้น แต่เดิมก็มีผับบาร์มาตั้งริมทะเล จนบดบังวิวทิวทัศน์ไปหมด แต่เมื่อไม่นานนี้เองรัฐก็เข้ามาจัดการ โดยให้ผับบาร์เหล่านั้นย้ายออกไป ตอนนี้ก็จึงเป็นที่โล่งที่มีผู้คนมาพักผ่อนหย่อนใจกันได้ตามอัธยาศัย
สุดทางด้านหนึ่งของเบย์วอร์กก็คือสถานทูตอเมริกา ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางติดทะเล ริมทะเลตรงเบย์วอร์กไม่ได้เป็นหาดทรายแต่เป็นเขื่อนริมทะเล และเพราะเป็นอ่าวจึงมีขยะถูกพัดพามาเยอะแยะเลย
ย้อนกลับมาที่โรงแรมที่พัก เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้เล็กๆ ของโรงแรมสิ่งแรกที่พบคือ กลิ่น...กลิ่นของห้องน้ำ ซึ่งหลังจากพักที่โรงแรมหนึ่งคืน และไปพักบ้านครอบครัวรับรองอีกสองคืน ก็พบว่า ระบบท่อระบายน้ำคงจะไม่ค่อยดีเท่าไร ทำให้การใช้ห้องน้ำไม่ค่อยสะดวกเลย (ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี) นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นดังกล่าว แต่หลังจากนั้นกลับไปพักที่โรงแรมเดิมอีกครั้งก็ไม่รู้สึกถึงกลิ่นนะ อาจเป็นเพราะจมูกของเราเกิดการปรับตัวก็ได้ นอกจากนี้ ระบบน้ำประปาที่บ้านครอบครัวรับรองก็ไหลน้อยมาก ไหลแบบเอื่อยๆ แต่เพื่อนที่ไปพักอีกโซนบอกว่าที่นั่นน้ำประปาไหล เป็นเวลามีเวลาเปิดปิดด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับที่เพื่อนชาวฟิลิปปินส์บอกไว้ว่า วิกฤตเรื่องน้ำ เป็นอีกเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะตามเกาะที่อย่างห่างไกล ซึ่งปัจจุบันก็มีองค์กรของชาวต่างชาติเข้าไปดูแลตามเกาะหลายๆ แห่งแล้ว ทางตอนบนของมะนิลา มีสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยมมากอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่า ทะไกไต (พิมพ์ออกมาตามเสียงที่เราได้ยิน ซึ่งเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเคยไปฟิลิปปินส์เมื่อปี 2529 บอกว่า พี่เรียกว่า ตะกายตาย) ที่นั่นมีทะเลสาบขนาดใหญ๋ มีเทือกเขาล้อมรอบ ในทะเลสาบก็มีเกาะเล็กๆ สองสามเกาะ และที่สำคัญที่สุดคือมี ภูเขาไฟที่เล็กที่สุดและอันตรายที่สุด ชื่อว่า
จุดชมวิวจุดแรกที่เราได้ขึ้นไปชม คือ มากอสพาเลส ซึ่งเมื่อขับรถมาถึงจุดจอดรถและจุดขายของที่ระลึกแล้ว เราต้องนั่งรถจิ๊ปนี่ขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง ค่าโดยสารคนละประมาณ 5 เปโซ ได้รับการบอกเล่าว่าสมัยก่อนมากอสพาเลสเป็นสถานที่สวยงามมาก และเป็นสมบัติส่วนตัวของประธานาธิบดีมากอส แต่ภายหลังรัฐบาลยึดมาเป็นของรัฐแต่ขาดเงินดูแลจึงปล่อยทรุดโทรม ตอนนี้จึงไม่มีแม้แต่หลังคา มีแต่โครงเหล็กที่สนิมเขรอะ อย่างไรก็ตามเป็นทำเลที่ดีในการมองวิวที่สวยงามของทะไกไต
หลังจากนั้น ก็แวะรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารโจซิฟิน ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่มากและเป็นที่นิยมนักท่องเที่ยว เพราะจากร้านอาหารเราจะเห็นภูเขาไฟไม่ไกลนัก เป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง และเมื่อมองลงไปด้านล่างแถวชายฝั่งก็จะเห็นการเลี้ยงปลากระชังกันมากมาย ซึ่งเพิ่มมีการส่งเสริมกันมาในช่วงหลังนี่เอง พี่-เพื่อนจากกรมประมงที่เราได้พบในวันเดินทางกลับก็ไปศึกษาดูงานด้านประมงกันแถวๆ ทะเลสาบที่ทะไกไตนี่เอง
ที่ร้านอาหาร โจซิฟิน เราเลือกรับประทานบุฟเฟต์ อาหารก็หลากหลาย แต่ดูเหมือนไม่ค่อยปราณีตเรื่องความสวยงามของอาหารมากนัก มีปลาปิ้งดำๆ ที่หน้าตาคล้ายปลาหมอปิ้ง แต่ตัวยาวกว่านิดและแบนกว่าหน่อย ซึ่งทราบจากพี่กรมประมง (ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องไม้ดอกไม้ประดับ) บอกว่าน่าจะเป็นปลานิลชนิดหนึ่ง แล้วก็มีเนื้อย่าง หมูย่าง หมูอบกรอบ แกงกระทิใส่ผักชิ้นโตๆ มีผักบุ้งและกระเจี๊ยบต้มที่กินกับกระปิที่มีสีค่อนข้างคล้ำและเป็นเนื้อกะปิหยาบๆ รถชาติเค็มมาก คือ รับประทานผักต้มกับกะปิ อ้อ มีน้ำปลาด้วย แต่หน้าตาคล้ายน้ำปลาร้ามากกว่า เป็นน้ำข้นๆ สีคล้ำๆ แต่รสชาติโดยรวมก็ใช้ได้นะ ของหวานก็คล้ายน้ำแข็งใส (แต่เป็นน้ำแข็งทุบแทน) มีผลไม่รวมซึ่งสับๆ มะละกอ แตงโม สัปปะรด กองปนๆ คละๆ กัน ที่ร้านโจเซฟินนี้อาหารค่อนข้างออกแนวเอเชีย แต่ถ้าเป็นที่โรงแรมที่เราพักจะปนๆ กัน ระหว่างเอเชียกับอเมริกัน บางมื้อกลิ่นเนยกลิ่นชีส จนเรารู้สึกได้ว่านี่เองอเมริกันในร่างฟิลิปปินส์
สำหรับอาหารทีบ้านก็เหมือนกัน มีทั้งความเป็นเอเชียและฝรั่ง อาหารบนโต๊ะอาหารเช้าก็ประกอบด้วย ข้าวสวย ขนมปังปิ้ง แยม กล้วยผ่าครึ่งตามยาวอบ ผัดมะระกับไข่ ไก่ทอด นมสด เลือกรับประทานก็ตามใจชอบ
ในเรื่องอาหารการกินนั้น คุณแม่ออลีน ครอบครัวรับรองของเราบอกว่า ที่กรุงเทพฯ อาหารอร่อยกว่าและถูกกว่า ทั้งนี้ ค่าครองชีพที่ฟลิปปินส์นั้นสูงกว่าบ้านเราเล็กน้อย
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |