พิมพ์หน้านี้
|
ความตั้งใจแรกว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับเกาหลีให้หมดก่อน แต่แหม... เพิ่งไปปายมา และยังอบอวลกลิ่นอายของบรรยากาศในหุบเขา และมิตรภาพระหว่างเพื่อนเก่า ก็อดใจจะเขียนถึงไม่ได้จริงๆ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ในหมู่เพื่อนที่เริ่มต้นงานนักพัฒนา(ชุมชน)มาด้วยกันเมื่อ 13 ปีที่แล้ว และเมื่อต้นปีนี้เราก็วางแผนกันหลายรอบว่า ไหนๆ เราก็มีเพื่อนคนหนึ่งทำงานอยู่ที่ อำเภอปาย (ซึ่งเราจะเรียกว่า เมืองปาย แทน เพราะจะได้บรรยากาศมากกว่า) อำเภอหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่แผนที่วางไว้ก็ล่มแล้วล่มอีก (ซึ่งก็เป็นแบบนี้แหละ ตั้งความหวังไว้สูง จะรวมกลุ่มเพื่อนให้หมด แต่ถึงเวลา คนนั้นไม่ว่าง คนนี้ติดงาน เฮ้อ...ทั้งปี)
มาถึงวันนี้ก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก เมืองปาย เพราะเป็นที่ฮิตมาช่วงหนึ่งแล้ว ว่าบรรยากาศดี และนักท่องเที่ยวแบกเป้ฝรั่งเพียบ เราอยู่ใกล้แค่นี้เอง ถ้ายังไม่ได้ไปถือว่า เชย (แล้วก็จริงซะด้วย เพราะคุยกับใคร หลายๆ คนก็เคยไปกันมาแล้วทั้น้านนน...) ถือเอาวันหยุด 4 วัน (อาสาฬหบูชา/เข้าพรรษา/เสาร์/อาทิตย์) เป็นฤกษ์ดี แล้วก็ตั้งผู้จัดการโครงการ 1 คน คอยโทรติดต่อ รวบรวมสมัครพรรคพวก แต่ปัญหาแรกก็คือ เจ้าผู้จัดการโครงการเอง มันก็โลเล "วันหยุดยาว...หลานชั้นจะมา...คิดถึงหลาน...จะได้ไปรึเปล่าเนี่ย.." เฮ้อ บอกให้รอๆๆๆ เดี๋ยวมันตัดสินใจแน่นอนว่ามันได้ไปแน่ มันก็จะบอก และเริ่มรวบรวมกำลังพล... แล้วพอถึงกำหนดมันก็บอกว่า "โอเค ชั้นไปได้" ให้มันไปซื้อตั๋วรถไฟ บอกว่าซื้อที่พิษณุโลกนั่นแหละแล้วส่ง EMS มาให้เราที่กรุงเทพ แต่ความที่มันตัดสินใจช้า ตั๋วรถนอน/สปรินเตอร์ก็ "เต็ม" สุดท้าย เราได้ตั๋วรถไฟชั้น 3 จาก กทม.ตั้งแต่บ่ายสองครึ่ง ถึงอุตรดิตถ์ห้าทุ่มครึ่ง แล้วรอต่อสปินเตอร์จากอุตรดิตถ์ตอนเกือบตีสาม ถึงเชียงใหม่ตอนเก้าโมงเช้า ออกจากที่ทำงานตอนบ่ายสองกว่า (เฉียดฉิว เพราะงานไม่เสร็จ ตอนที่ออกไป...ก็ใช่ว่าจะเสร็จนะ..แต่อยู่ไม่ได้แล้วจริงๆ ต้องขออภัยหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานมา ณ ที่นี้ด้วย) ด้วยความรีบร้อนก็เลยตัดสินใจนั่งมอเตอร์ไซต์รับจ้าง (หลังจากเข็ดขยาดมาพักหนึ่งเพราะโดนคนขี่มอเตอร์ไซต์รับจ้างดุว่า... ไม่เคยนั่งหรือไง นั่งเกร็ง ขี่ไม่ถนัด ให้นั่งดีๆ อะไรประมาณนั้น...ก็มันกลัวนี่นา) คราวนี้ก็กะว่าแก้ตัวหน่อย พยายามทำตัวลู่ลม โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ผลเป็นไงน่ะเหรอ ก็หมวกกันน็อกของเราโขกกะหมวกกันน็อกของมอเตอร์ไซด์รับจ้างไปตลอดทางน่ะดิ... แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวพอประมาณ เพราะเขาขี่เร็วมาก มีครั้งหนึ่งเราร้องลั่นเลย จะไปเฉี่ยวกับรถกระบะหน้าตาเฉย โอ้...รอดมาได้ถึงหัวลำโพง ก็โล่งใจซะยิ่งกว่าอะไร โอ้ชีวิต... จะต้องมาลำบากตอนแก่ ยังจำเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วได้เลย การนั่งรถไฟเป็นเรื่องธรรมดา เพราะตอนนั้นเรียน มช. และยังเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่ตอนนั้นกับตอนนี้มันหลายปีมาแล้ว กระดูกกระเดี้ยวก็เปลี่ยนไป ยัง ยังไม่ถึงกะเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ไอ้การนั่งเก้าอี้ไม้แข็งๆ ของรถไฟชั้น 3 และที่พิงหลังก็เป็นแผ่นไม้กระดานแบบนั้นอีก เฮ้อ สุดทรมาน... ได้นั่งสลับกับยืนไปตลอดทาง เพราะหัวเข่าไม่ดี หลังก็ไม่ดี ต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ อากาศก็ร้อนเหลือทน เหงื่อโชก คนเยอะ เหม็นเหงื่อเหม็นกลิ่นตัวกันไปตลอดทาง และเพื่อนเจ้ากรรมของเรา (ซึ่งคงไม่ฉลาดเท่าไร) ก็ดันจองที่นั่งที่หันหลัง แทนที่จะหันหน้ารับลม กลับนั่งหันหลังและอยู่ในมุมอับลม... เนี่ยเหรออุตสาห์จองล่วงหน้า เฮ่อ... ด้วยความที่เหงื่อโชกมาก และฝุ่นเยอะรู้สึกว่าตัวเองสกปรกสุดๆ ก็เลยคิดว่าถึงอุตรดิตถ์ต้องหาที่อาบน้ำซักหน่อย คิดได้อย่างนั้นก็โทรหาพี่ที่เคยทำงานที่อุตรดิตถ์ จะถามข้อมูลว่าหอพักที่เค้าให้เช่ารายวัน (จะเลือกโรงแรมก็กลัวแพง) ใกล้ๆ สถานีรถไฟมีมั้ย พี่แกก็บอกว่าไม่มีหรอกแถวสถานีรถไฟน่ะ แล้วก็ถามจะไปไหน ไปทำอะไร ก็บอกกำลังอยู่บนรถไฟชั้นสามจะไปปาย แกก็ว่า ทำไมต้องทุรนทุรายไปขนาดนั้น ลุยนะ ลุยดีนะ ลุยๆ ยังงี้ก็ไม่ต้องอาบมันหรอกน้ำน่ะ โอ๊ะ โอ โอมายก็อด ผิดงานรึเปล่านี่ พี่ที่แสนดีไหงไม่ช่วยแล้วยังประชดประชัน...ฮึ่ม
เอาละ สุดท้ายความสุขเล็กๆ ก็มาเยือน เพื่อนคนแรกขึ้นมาสมทบที่ตะพานหิน เพื่อนอีกสามคนขึ้นที่พิษณุโลก ที่นั่งที่จองไว้ถูกต้อง 5 ที่ ก็โดนคุณป้า 2 คนครอบครองไปแล้ว และทำท่ายึดเป็นของตัวเอง เจ้าผู้จัดการโครงการก็แสดงความรับผิดชอบโดยการยืนซะเอง เราก็ยืนเหมือนกัน (ทำตัวเป็นนางเอก...แต่ที่แท้ปวดเข่า ให้นั่งเก้าอี้แบบนั้นกับยืน ขอเลือกยืนดีกว่า) แล้วก็โวยวายด่าผู้จัดการโครงการกันไปตลอดทางว่า นี่เหรอตั๋วนั่งของแก ตั๋วนั่งแต่ต้องยืน ทำไมโง่ยังงี้ ทำไมไม่ไปรถทัวร์ สบายๆ... โง่ โง่ โง่ ทำอะไรไม่ปรึกษา ฯลฯ เฮ่อ แต่ก็ขำๆ แหละ ทำไงได้ มันเป็นไปแล้วนี่นา ...คนที่นั่งร้อนและเมื่อยไปจาก กทม. กินพาราไป 4 เม็ด, air-x แก้จุกเสียดไปอีก 10 เม็ด ก็ได้แต่ยืนทำตาปริบๆ หัวเราะเออๆออๆ ไปเรื่อย เพราะชักจะมืนซะแล้ว
ไปถึงอุตรดิตถ์ก็พากันเดินหลงไปเรื่อย ถามไปถามมา อ้าวตลาดโต้รุ่งก็อยู่ใกล้สถานีรถไฟนิดเดียว หาข้าวกินกันเสร็จก็นอนพักเอาแรงตรงที่นั่งริมชานชลา แต่เจ้ากรรม มีทหาร (ไม่รู้กองร้อยไหน) เมาแล้วก็เถียงกัน ประมาณว่าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เดินมาใกล้ๆ จนพวกเราต้องปลุกกันลี้ภัย เข้าไปนั่ง-นอนรอกันในตัวอาคาร แล้วรถไปก็ดีเลย์อีกประมาณ 45 นาที ถึงมาช้า (เกือบตีสาม) แต่สุดท้ายก็มา... พอขึ้นไปนั่งบนสปรินเตอร์เหมือนเห็นสวรรค์อยู่ลิบๆ โอ้ช่างแสนสบาย และหลับยาว (กลายเป็นผีผ้าห่ม...) จนพนักงานมาเสิร์ฟกาแฟ ก่อนจะลอดอุโมงค์ขุนตาลนั่นแหละ
ถึงเชียงใหม่... ข่าวร้ายก็มาเยือนอีกหน ที่ว่าเราจะขึ้นรถตู้ไปปายกันต่อเลย ก็ไม่ได้แล้วเพราะรถตู้เต็มไปถึงบ่ายสองครึ่ง พี่เจ้าบ้านก็เลยจองรถมินิบัสแดงโกโรโกโสแทน แต่ก็จะได้ไปตอนเที่ยงครึ่งโน่นแน่ะ... เอ้ามองในแง่ดี เราไปแวะพักกินข้าวอาบน้ำกันที่บ้านเพื่อนอีกคนที่อยู่ในเมืองเชียงใหม่กันดีกว่า... แล้วก็คิดถูก เพราะได้อาบน้ำสดชื่น และกินอาหารเมือง ที่เพื่ออุตสาห์ไปซื้อมาจากตลาดขนมาให้กินกันซะอิ่มแปล้ แล้วก็ยังมีเวลานั่งๆ นอนๆ คุยกันอีกพักหนึ่งด้วย
พอใกล้เวลาก็ไปอาเขต อ้าวหิวข้าวเที่ยงอีกแล้ว ใครหิวก็กิน ส่วนเพื่อนเจ้าบ้านต้องไปตบตีแย่งชิงที่นั่งที่ถึงแม้เราจะจองไว้ แต่ก็ถูกผู้ไม่ประสงค์จะออกนามมานั่งที่เราอีกแล้ว กันที่มาได้ ก็นั่งกันไป แต้เจ้ากรรมเราดันนั่งข้างๆ คู่รักสุดแสนโรแมนติกที่มีที่นั่งเดียว นั่งตักกัน ดูน่ารักดีนะ แต่ก้นเสษหนึ่งส่วนสามของเค้ามาอยู่บนตักเราด้วยนี่ดิ ที่เป็นปัญหานิ๊ดหน่อย เพราะทำเราเมื่อยจะอึดอัดพอประมาณ
นั่งมาได้ครึ่งทางก็แวะพัก บรรยากาศเหมือนแถวประเทศลาวเลย ทำให้นึกถึงการแวะระหว่างทางตอนนั่งรถจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบางยังไงยังงั้นเชียว พัก 20 นาที เราก็หิวอีกแล้ว (ไม่รู้ว่าปอบลงรึเปล่า) ก็กินข้าวซอยไกที่อร่อยที่สุดในโลก (แคบๆ ของเรา) ไป 1 ชาม อร่อยจริงๆ ขอบอก พี่อีกสองคนที่กินยังบอกว่าอร่อยเลย เป็นร้านอิสลาม ตอนขาไปก็เป็นร้านแรกๆ อยู่ซ้ายมือ ใกล้กับร้านกาแฟ (ขอแนะนำจริงๆ)
และแล้วก็ถึง...ปาย... แวะบ้านเพื่อนที่เช้าลุงเจ้าของรีสอร์ทอยู่ ตอนแรกลุงกะทำรีสอร์ทแต่มันดูแลยาก และมันอยู่ห่างเมือง (ก่อนถึงปายประมาณ 1 กม.) ลุงก็เลยให้เช่าเป็นรายเดือนแทน แต่ถ้าจะเช่าเป็นวันก็ยังได้อยู่... วางข้าวของแล้วก็ซ้อนมอเตอร์ไซด์กันไปเช่ารถเมอร์เตอร์ไซด์มาอีก 2 คัน พร้อมกับชมเมืองไปด้วย อ๊ะโอ บรรยากาศดีจริงๆ ด้วย หายเหนื่อยเชียวละ จากนั้นก็แวะตลาดหาของกินเล่น หาเครื่องดื่มไปนั่งกินดื่ม ชมบรรยากาศที่หน้าบ้าน รอเวลา และรอเพื่อนอีกกลุ่มที่ขับรถตามไปจากเชียงใหม่ มื้อใหญ่มื้อแรกก็ขึ้นไปบนเนินเขา มองลงมาเห็นกระท่อมที่เป็นรีสอร์ทเยอะแยะ โดยเฉพาะริมแม่น้ำปาย ดูสวยงามมาก แต่เราก็ถ่ายรูปบรรยากาศกันเพียงเล็กน้อย ที่เหลือนางแบบกโพสท่าถ่ายรูปกัน เสมือนเป็นวัยรุ่นวัยใสเรียน ม.ปลายกันเลยเชียว
วันรุ่งขึ้น พี่เจ้าบ้านก็จัดโปรแกรมไว้ยาวเหยียด ตื่นเช้ามาไปกินกาแฟและ breakfast กันในเมืองปาย แล้วจากนั้นก็ไปวัดน้ำฮู ซึ่งเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีน้ำออกมาจากเศียรพระ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่เปิดเศียรได้ (พระพุทธรูปองค์เล็กที่มีผ้าสีเหลืองห่มอยู่) และนำน้ำนั้นมาผสมเป็นน้ำมนต์ และถัดไปด้านหลังโบสถ์มีเจดีย์ที่เชื่อว่าบรรจุพระอัฐิของพระสุพรรณกัลยา (พระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวร) นอกจากนี้ยังมีศาลากลางน้ำที่ประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระรูปของพระสุพรรณกัลยา
จากนั้นก็ไปที่หมู่บ้านสันติชล ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวจีน มีชาหอมๆ และถ้วยชา ขายเยอะแยะ รวมทั้งสินค้าอื่นๆ ที่มาจากเมืองจีน รวมทั้งหัตถกรรมที่ชาวบ้านในหมู่บ้านทำขึ้น จุดเด่นก็มีก้อนหินใหญ่ สลักอักษรจีนและมีมังกรพันเสาตั้งอยู่ นอกจากนี้ก็มีชิงช้าแบบที่ขึ้นได้ 4 คน 4 ที่นั่ง หมุนเป็นวงขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นรูปถ่ายกอล์ฟ-ไมท์ ที่เพิ่งมาถ่ายละคร และเล่นชิงช้านี้ ติดอยู่ใกล้ๆ ในร้านขายของที่ระลึก และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ บ้านดิน ที่ทำเป็นรีสอร์ท ทั้งสวยงาม และน่าอยู่ ให้บรรยากาศแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมากๆ เลย
ออกจากหมู่บ้านสันติชลก็ขี่มอเตอร์ไซด์วกวนผ่านหมู่บ้านลีซอ ไปออกสนามบิน (มีนกแอร์ให้บริการ) แวะกินอาหารตามสั่ง ซึ่งเป็นอาหารแบบภาคกลางทั่วไป แต่ของสด และปรุงได้อร่อยมาก ราคาก็เป็นกันเอง ชื่อร้าน น้องเบส ถ้าออกไปจากเมืองปายก็ไปเส้นที่จะไปสนามบิน (ออกไปทางสี่แยกร้านแบล็คแคนย่อน) อยู่ซ้ายมือเลยลาบอินสอนไปหน่อยนึง แต่ก่อนถึงร้านบ้านไม้คนเมืองนะ และแล้ว ละครก็ถึงตอนดราม่า ที่มีรายการเพื่อนงอนเพื่อน ใครจะนึกว่าเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ และด้วยวันที่แก่ๆ กันขนาดนี้ จะยังมีอาการงอนกันแบบเด็กๆ เฮ้อ ก็เลยงานกร่อยกันไปพักนึง นั่งแกร่วนอนแกร่วกันที่บ้านซักพัก แล้วก็ไปต่อ (คนวัยใส เศร้าได้ไม่นาน...อิ อิ) ช่ายแล้ว บ่ายๆ อย่างนี้ และบรรยากาศแบบนี้ ก็ต้องไปร้านกาแฟกันสิ เป้าหมายต่อไปก็คือร้าน Coffee in Love ซึ่งอยู่ก่อนถึงปาย 3 กม. และเราก็ไม่ผิดหวัง... กาแฟอร่อย บรรยากาศดี เขาปลูกดอกไม้ไว้บนหลังคาร้านกาแฟด้วย ห้องน้ำก็สวย และข้างๆ ยังมีบริการขี่ม้าถ่ายรูป รวมถึงมีบ้านสไตล์ยุโรบสีเหลืองสดใสเป็นฉากหลัง อ้อ บ้านหลังนี้ เจ้าของร้านกาแฟบอกว่าเป็นบ้านที่กอล์ฟ-ไมค์มาถ่ายละครซึ่งกำลังจะออนแอร์เร็วๆ นี้ด้วย ส่วนพวกเราก็ถ่ายรูปกันจนเหนื่อยไปเลย และไม่ลืมที่จะซื้อโปสการ์ดมาเขียนจดหมายง้อเพื่อน (ที่งอนกลับบ้านไปแล้ว...อ้าว)
ออกจากร้านกาแฟก็ไปสะพานข้ามแม่น้ำปาย เป็นสะพานสมัยสงคราโลกครั้งที่สอง คนมาถ่ายรูปกันตรึมเช่นเคยแหละ ทั้งสะพานที่ดูย้อนยุค ทั้งลำน้ำปายที่มีมนต์เสน่ห์ และขุนเขาเมฆหมอก โอ้ ล้วนแล้วแต่ต้องมาที่นี่เท่านั้นแหละ
จากนั้นก็คว้ามอเตอร์ไซด์คู่ใจมุ่งหน้าเข้าเมือง แต่เดี๋ยวก่อน ทำไมต้องไปทางเดิม เลยสะพานไปนิดเดียวก็มีทางเลี้ยวซ้าย เป็นทางกลับเมืองปายอีกทาง แถมผ่านทางเข้าโป่งน้ำพุร้อนท่าปาย (ที่เราไม่ได้แวะเพราะเย็นมากแล้ว) และเป็นเส้นทางที่เราจะขึ้นไปไหว้พระและชมวิวเมืองปายที่วัดพระธาตุแม่เย็นอีกด้วย
หลังจากนี้จนถึงวันกลับในวันรุ่งขึ้น (จองตั๋วมินิบัส แอร์ นั่งสบายไว้แล้ว) ก็เป็นเรื่องของการคุยๆๆ กินๆๆ ดื่มๆๆๆ และรำลึกถึงความผูกพันในความเป็นเพื่อนมายาวนาน และด้วยความประทับใจครั้งนี้ ก็นำมาซึ่งแผนการใหญ๋ในอนาคตของพวกเราก็คือ จะล่องเรือไปหลวงพระบางกันปีหน้า... แต่ต้องเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมสตางค์ และเตรียมความสัมพันธ์กันดีๆ เพราะมันไกล หนีกลับบ้านไม่ได้แล้วนะจ๊ะ เพื่อนรุ่นพี่ที่รัก...
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||