พิมพ์หน้านี้
|
กลับมาที่เรื่องราวของเกาหลีอีกครั้งหนึ่ง... คราวนี้เป็นการเดินทางไปเมืองเคียงจู (Gyeongju) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น เมืองมรดกโลก พิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง การเดินทางครั้งนี้ตามโปรแกรมเราจะไปเยี่ยมชมบริษัทฮุนไดที่เมืองอุลซานก่อน แลว้ก็ไปดูนิคมอุตสาหกรรมถลุงเหล็กที่โพฮัง แล้วถึงเข้าพักที่โรงแรมริมทะเลสาบที่เมืองเคียงจู
ออกจากกรุงโซลแต่เช้านั่งรถบัสไปประมาณ 5 ชั่วโมง สิ่งที่สังเกตเห็นอย่างหนึ่งคือ ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ของเขาตัดตรง แม้ว่าจะมีภูเขาอยู่ข้างหน้าเขาก็ทำเป็นอุโมงลอดไป เราก็จะลอดอุโมงค์เป็นระยะๆ ไม่มีการขับรถอ้อมเขาให้วิงเวียน และช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทางไกลๆ อีกด้วย อาจเป็นเพราะบ้านเขา ถึงไม่ใช่เกาะ แต่ก็เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล ภูมิประเทศจึงเป็นเนินเขาสูงๆ ต่ำๆ เป็นส่วนใหญ่ จุดแรกที่แวะชมคือ โรงงานของฮุนได ที่คนเกาหลีออกเสียงคล้ายๆ ฮอนเด เขาก็ให้ชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับบริษัท แล้วก็แวะเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์ บรรยากาศก็คล้ายๆ กับการไปเยี่ยมชมโรงงานโตโยต้าที่ญี่ปุ่นนั่นแหละ (อีกที โรงงานผลิตรถยนต์ที่ไหนก็คงคล้ายๆ กัน) บ้านเราน่าจะมีรถยนต์ที่เราผลิตเอง เป็นยี่ห้อของเราเองบ้างนะ อย่างที่เกาหลีคนเค้าก็ใช้รถเกาหลีกันน่าจะเกิน 80% นะ บนท้องถนนเราเห็นแต่ยี่ห้อ ฮุนได, เกีย, แดวู เต็มไปหมด อ้อ ตอนนี้ฮุนไดกับเกียเขาควบรวมกิจการกันแล้ว แต่การบริหารจัดการเขาแยกกันอย่างชัดเจน ก็ดูตึกแฝดฮุนได-เกีย ที่อยู่ทางใต้ของกรุงโซลใกล้ๆ ที่พักของเรา เขาก็เป็นคนละตึก ดูเผินๆ เหมือนสูงเท่ากัน แต่ดูไปดูมา... เพราะผ่านตึกคู่นี้ทุกวัน โดยเฉพาะตอนเย็นๆ จะสดชื่นมาก อากาศก็ดี แต่ที่ดียิ่งกว่านั้นคือหนุ่มๆ พนักงานของฮุนได-เกีย เดินออกจากตึกมาขึ้นรถเมล์ ทุกคนก็จะใส่สูทที่ดำบ้าง เทาบ้าง สะพายกระเป๋าที่ไหล่ เท่ห์ระเบิดไปเลย อ้อ ยังไม่ได้บอกเลย เรื่องความสูงของตึก ที่ว่าดูไปดูมาแล้ว เอ๊ะ เขาอุตสาห์ให้ตึกฮุนไดสูงกว่าเกีย หน่อยๆ นะเนี่ย
หลังจากเยี่ยมชมฐานที่ตั้งของฮุนไดแล้ว ก็ต้องไปที่โพฮังไปดูความยิ่งใหญ่ของการปฏวัติอุตสาหกรรมในเกาหลี นั่นคือโรงงานถลุงเหล็กที่เขาก่อตั้งมาเมื่อประมาณปี 1970 ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายที่เกาหลี เมื่อมีถลุงเหล็กเองได้ การสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ก้าวหน้าไปมากมาย ที่นี่คือ POSCO ซึ่งมีม็อตโตว่า We change the world in silence เท่ห์ใช่มั้ยล่ะ
ระหว่างทางจาก POSCO ที่เมืองโพฮัง ที่จะเดินทางไปเมืองเคียงจู ก็ผ่านภูเขา ทะเลสาบ บ้านเรือนหลังเตี้ยๆ ให้บรรยากาศชนบทที่เงียบสงบ และด้วยความที่ทั้ง 3 เมืองที่เราแวะเป็นเมืองริมทะเล คือเป็นเมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลี แต่เราไม่มีโอกาสเที่ยวทะเล ดังนั้นผู้จัดรายการทริปนี้ก็เลยให้รถแวะริมทะเลที่ใกล้ที่สุด ซึ่งดูว่าน่าจะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว น่าจะเป็นเมืองที่เขาทำประมงในท้องถิ่นซะมากกว่า ชวนให้นึกถึงละคร Autum in my heart เลยแหละ ลงมาจากรถบัสก็ได้กลิ่นคาวปลาโชยตลบอบอวล ระหว่างเดินจากถนนไปชายทะเลเราก็สังเกตเห็นต้นข้าวที่เราเห็นเป็นแถวเป็นแนว รู้ว่าเขาใช้เครื่องจักรปลูก แต่ตอนแรกนึกว่าเขาใช้เครื่องดำนา แต่ดูใกล้ๆ ก็เห็นว่า นี่ต้องเป็นเครืองหยอดเมล็ดข้าวแน่ๆ เลย เพราะต้นข้าวโตขึ้นมาไม่กี่เซ็นติเมตร ก็ขึ้นกันเป็นกอๆ ซะแล้ว กลับมาบ้านยังคุยกับพ่อ-แม่ว่า เมืองไทยเราน่าจะใช้เครื่องหยอดเมล็ดข้าวแบบนั้นบ้างนะ แต่พ่อ-แม่ว่าบ้านเราใช้เครื่องดำนาดีกว่า เพาะกล้าแล้วเอาต้นกล้าไปดำนา เพราะถ้าใช้เครื่องหยอดเมล็ดเราต้องควบคุมน้ำให้ได้ ถ้าต้องสูบน้ำเข้า สูบน้ำออก ก็จะเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ต้นทุนสูงเกินไป แต่ถ้าเป็นเครื่องดำนา ต้นกล้าสูงพ้นน้ำแล้ว ก็ไม่ต้องลำบากในการควบคุมน้ำ... เราก็ ฮืมห์ จริงสินะ เฮ้อ ไม่ว่าลูกๆ จะไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านสมุทร แต่พอกลับมาบ้านก็รู้น้อยกว่าพ่อกะแม่ทุกทีซิน่า
พอไปถึงชายทะเล เราก็งงว่าทะเลที่สวยกว่านี้ไม่มีแล้วเหรอ ไม่เห็นมีชายหาดเลย แล้วพวกเราส่วนใหญ่ที่มาจากสิบประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย เนปาล บังคลาเทศ ศรีลังกา อาเซอไบจัน อุสเบกิสถาน และกัวเตมาลา ก็มีเพียงคนเดียวคือ นาร์กิส เพื่อนจากอุสเบกิสถานที่ดั้นด้นลงไปชายหาด ถอดรองเท้าลงไปสัมผัสน้ำทะเล คนอื่นๆ ไม่มีใครลงไปเลย เพราะเรายืนกันอยู่บนสะพานปลา ถ้าจะลงไปก็ต้องป่ายปีนลงไป เราเองก็ถ่ายรูปของ นาร์กิส จากบนสะพานปลา แต่เขาก็เรียกให้ช่วยลงไปถ่ายรูปให้เขาใกล้ๆ เพื่อนที่อยู่บนสะพานปลาก็บ่นประมาณว่าลงไปกันทำไม เราก็ไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรป่ายปีนลงไปถ่ายรูปให้เขา... จนวันสุดท้าย แยกย้ายกันกลับประเทศของตัวเอง แล้วเราได้นั่งรถแท๊กซี่คันเดียวกับเพื่อนจากอุสเบกิสถานคนนั้น ก็ถามกันถึงว่าบ้านเธอเป็นอย่างไร บ้านฉันเป็นอย่างไร มีที่ท่องเที่ยวอะไรบ้าง ถึงรู้ว่าบ้านเขาไม่ติดทะเล (และคาดว่าเขาจะไม่เห็นทะเล...ของจริง...มาก่อน) นึกย้อนไปถึงวันที่เขาดั้นด้น ไปสัมผัสน้ำทะเล ถึงเข้าใจ บอกตรงๆ ว่าอึ้งๆ ในใจบอกไม่ถูก ก็บอกเขาไปว่า วันหลังมาเที่ยวเมืองไทยนะ เราจะพาเธอไปเที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ทะเลและชาดหาดที่เมืองไทยสวยมากๆ เลย... บางครั้งเราตัดสินคนจากความรู้สึกของเราเอง บางทีเรานึกว่าน่ารำคาญจัง ทะเลก็ไม่เห็นสวย ต้องให้เราปีนลงไปถ่ายรูปให้ แต่พอมองจากในมุมของเขา นี่จะเป็นรูปถ่ายที่เขาจะเอาไปให้ลูกๆ ดูว่าแม่ได้ไปเกาหลีและแม่ได้สัมผัสกับทะเลด้วย... เมื่อถึงเมืองเคียงจูก็ค่ำแล้ว โรงแรมที่พักติดกับทะเลสาบ ก็ลงไปเดินชมวิว ริมทะเลสาบ และมสวนเล็กๆ ให้คนพาครอบครัว พาลูกเล็กๆ มาขี่จักรยาน ขับรถสามล้อคันเล็ก เด็กๆ ก็ดูร่าเริงกันมาก แถวนั้นก็มีร้านให้เช่ารถจักรยานและรถสามล้ออยู่มากมาย
เช้าขึ้นมาก็ไปเดินเลินริมทะเลสาบ แล้วก็ไปเที่ยววัดอันโด่งดังของเมืองเคียงจูกัน ชื่อว่าวัดพุลกุกซา (
ภายในวัดเขาอนุญาตให้ถ่ายรูปเฉพาะบรรยากาศภายนอก แต่ภายในศาลาที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจะไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเลย
ออกจากวัดพุลกุกซาก็มาแวะที่สุสานของกษัตริย์ราชวงศ์ซิลลา ก็เมืองเคียงจูเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรซิลลากว่าพันปี ที่สุสานซึ่งเรียกว่า สุสานหลวงทูมูลี ก็จะมีสุสานที่ฝังพระศพขนาดยักษ์ของกษัตริย์ แต่ละสุสานมองดูคล้ายเนินเขาขนาดย่อมๆ ที่มีชื่อเสียงมี 2 สุสาน คือสุสานของพระเจ้ามีชู ซึ่งเป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุด และสุสานของพระเจ้าชอนมาชอง หรือเรียกอีกอย่างว่าสุสานม้าบิน ซึ่งสามารถเข้าไปชมด้านในได้ คือ เขาขุดเข้าไปและมีเครื่องประดับจัดแสดงรอบๆ และมีคล้ายๆ โลงศพจำลองให้ดู (จริงๆ ก็ห้องเล็กนิดเดียวนะที่ให้เราเข้าไปชมน่ะ)
ที่น่าประทับใจอีกอย่างของที่นี่คือ เขาใช้สัญลักษณ์ของพระราชาและพระราชินีอาณาจักรซิลลา เป็นสัญลักษณฺในหลายๆ ที่ ตั้งแต่ทางเข้าสุสานเลย แม้แต่หน้าห้องน้ำก็มี เป็นรูปการ์ตูนพระราชา-ราชินีสวมมงกุฏแบบซิลลา น่ารักมากๆ
อาหารกลางวันที่เมืองเคียงจูเป็นแบบพื้นเมืองเกาหลี ตอนแรกพวกเราก็เข้าไปนั่งในห้องโล่งๆ นั่งกับพื้น มีเบาะรองนั่ง เพื่อนแถวแรกนั่งหันหน้ามาทางประตูทางเข้า เราเป็นแถวที่สองก็นั่งหันหน้ามาทางประตูด้วย (นั่งแบบชั้นเรียน) แต่ก็มีคนทักขึ้นมาว่า ต้องหันหน้าเข้าหากันเพราะเดี๋ยวพนักงานเสิร์ฟจะยกมาทั้งโต๊ะเลย แล้วให้ทานร่วมกัน 4 คน เราก็เลยถึงบางอ้อ ก็ไม่เหมือนกับที่เคยกินอยู่เกือบทุกวันคือเป็นถาดของใครของมันอย่างนั้นนี่นา
ช่วงบ่ายก็เป็ฯช่วงเดินทางกลับกรุงโซล สรุปว่าไป 2 วัน ได้เที่ยวรวมแล้ววันเดียว เพราะเดินทางไปก็ครึ่งวัน เดินทางกลับอีกครึ่งวัน แต่อย่างไรก็ตาม ถือว่าโชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสไปเยือน เคียงจู เมืองมรดกโลก...พิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง
|
| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||