กาลครั้งนึง นานมาเเล้ว...ชายคนนึงใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงเเห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยตึกสูง มากมายไปด้วยความเจริญผู้คนเเละความหนาเเน่นของรถรา หากใครได้พบชายคนนี้ก็จะคิดว่า "อืมม์ เขาก็ดูมีความสุขดีนี่" หากเเต่ความจริงเขาได้ซ่อนความรู้สึกคิดถึง คนรัก ของเขาไว้..พร้อมด้วยความโหยหาภายในใจ เธอ หญิงคนรักของเขา เธอ ผู้มีผิวขาวละเอียด เเละเป็นประกายยามต้องเเสง เธอ ผู้มีดวงตาเป็นสีฟ้ามรกตชวนพิศวงสงสัย เธอ ผู้คอยพรอดปลอบเย้า ยามเขาไม่สบายใจ เธอ ผู้มีอารมณ์ เเปรปรวนยากจะเข้าใจ หรือบางคราอารมณ์ดี ร้องเพลงท่ามกลางสายลมเเจ่มใส เเละบางครั้งก็เงียบสงบ สนิทนิ่ง ตรึงใจ.. ชายหนุ่ม จากคนรักของเขามานาน...เขาเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง คงเพียงพอเเล้วที่จะเป็นปัจจัย พาเขากลับไปหาคนรัก พลันเขานึกถึงหน้าเธอ ก็ให้เป็นสุขใจ...คนรักของเขา ชื่อ " ทะเล " พอเถ๊อะ.!! เเค่จะไปเที่ยวทะเล จะพันร่ำ พรรณนาอะไรนักหนาเนี่ย..? ชีวิตช่วงนี้ของผมรู้สึกมีสีสันจริงๆ เหมือนกับมันชดเชยตอนที่มันน่าเบื่อมานาน หลังจากสอนเด็กๆจบไปหนึ่งรุ่น ก็เลยมีเวลาว่างเห็นโปสการ์ด รูปทะเล 3-4 ใบที่เเปะฝาผนัง เลยอยากไปทะเลซะงั้น ผมเลยเตรียมตัวออกเดินทางทันที เสื้อยืดหนึ่งตัว กางเกงทหารหนึ่งตัว สมุดบันทึก โปสการ์ด ปากกา กระเป๋าตังค์...สวมหมวก OK..!! พร้อมเเล้ว ผมออกจากบ้านโดยไม่ได้บอกใครเลยว่าจะไปไหน เพราะยังไม่รู้เลย ว่าจะพาตัวเองไปไหนเหมือนกัน รู้เเต่ว่าอยากไปทะเล บ้านเรามีทะเลตั้งหลายที่ เเต่คงไม่ใช่ทุกที่ ที่จะมีทะเลสวย รู้สึกตัวอีกทีก็มายืนรอรถเเถวสี่เเยกบางนา ทันทีที่รถบัสปรับอากาศ กรุงเทพ ระยองมาจอดตรงหน้า ผมก็รู้สึกอยากไประยองโดยไม่ต้องคิดมาก ระยองมีทะเลเเน่นอน เเละรู้ด้วยว่าทะเลระยองต้องสวย ผมชอบเดินทางเที่ยวเเบบมั่วๆเเบบนี้นะ มันตื่นเต้นดี ทำให้เราคอยลุ้นไปเรื่อยๆระหว่างเดินทาง การเที่ยวไกลๆคนเดียว บางทีความเหงาอาจจะมาเพ่นพ่านบ้าง บางครั้งอาจมากพอ จนต้องเเก้เหงาด้วยการเขียนโปสการ์ดถึงเพื่อน ที่ชอบเที่ยวต่างจังหวัดเหมือนกันบ้างเเต่เขียนไปเยาะเย้ยมันมากกว่า ให้มันอิจฉาเล่น กลายเป็นความชุ่มชื่นใจได้บ้าง ทำให้การเดินทางคนเดียวไม่รู้สึกโดดเดี่ยว บ่ายสองโมงมาถึงตัวเมืองระยอง โดดจากรถหน้าไปรษณีย์ บ่นกับตัวเองว่ารถวิ่งช้ามาก ไม่ทันใจเลยจริงๆ มาถึงระยองเเล้วก็ใช่จะเจอทะเลเลยนะ มองทางไหนก็มีเเต่ตึกทั้งนั้น ก็คงต้องหาทะเลอีก เจอรถสองเเถวที่เขียนว่า บ้านฉาง มาบตพุด บ้านฉางชื่อเพราะดี น่าจะมีทะเล "บ้านฉาง" ฟังเเล้ว ชื่อเหมือน "บ้านฉัน"  เลยขึ้นรถสองเเถวคันนี้เลยเเล้วกัน สองเเถว บ้านฉาง นั่งไปถึงบ้านฉัน คงจะเจอทะเล (มั้ง) ปรากฏว่า ยิ่งนั่งไปยิ่งห่าง ยิ่งไม่เจอทะเลหนักเข้าไปอีก รู้สึกตัวเองโง่ๆ ไงไม่รู้ไม่กล้าถามใครด้วยเดี๋ยวเค้ารู้ว่าเราไม่ใช่คนถิ่น...ไม่ได้เเล้วจะมาเที่ยวเเบบไม่รู้จุดหมายเเบบนี้ไม่ได้เเล้ว ต้อง GUIDE BOOK เหมือนวัวจะหายเเล้วค่อยมาล้อมคอกไงไม่รู้ ตอนนี้อยากเจอร้านหนังสือดีๆซักร้านมากเลย อยากซื้อหนังสือนำเที่ยวจังหวัดที่เรากำลังมั่วอยู่นี่ รถวิ่งผ่านห้างสรรพสินค้าเลยรีบลงเลย น่าจะมีร้านหนังสือนะ หลังจากเลือกหนังสือนำเที่ยวจังหวัดระยองได้ 1 เล่ม (ของเเท้ต้องซื้อที่ระยองด้วยนะ) ผมก็ออกมาถามลุงที่ขับ มอไซค์รับจ้างว่า รถอะไรที่ไปบ้านเพได้บ้าง เเกบอกว่าต้องไปขึ้นที่ บขส. ผมมีจุดหมายเเล้ว ผมจะไปบ้านเพ ลุงคิค่ารถมาส่งผมในราคา 20 บาทถูกมากๆ ที่ท่ารถมีรถสองเเถวเขียนว่าบ้านเพ มีฝรั่งมีคนไทย คนญี่ปุ่น นั่งอยู่บนรถ บรรยากาศ ค่อยเหมือนการท่องเที่ยวหน่อย อย่างน้อยค่อยรู้สึกว่ามาเที่ยว ไม่ใช่หลงทาง..! ทำไมถึงต้องไปบ้านเพ..? เพราะบ้านเพ พอดูจากในเเผนที่เเล้วเป็นพื้นที่เรียบชายทะเล โอกาสเจอทะเล มี 100 % เต็มๆ ยังไงก็ได้ตอนนี้ผมอยากเจอทะเลให้เร็วๆที่สุด ก็เพราะมันจะเย็นเเล้วน่ะสิ...  ผมรู้สึกได้ว่าเริ่มเข้าใกล้ทะเลเเล้ว ก็ด้วยมีทรายเเละกลิ่นทะเลพัดมาจากลมไกลๆ ก่อนถึงหาดบ้านเพ จะผ่านสวนสนที่มีต้นสนปลูกเป็นเเนวสองข้างทาง จริงๆเเล้วเป็นถนนเรียบชายหาด บรรยากาศน่าถีบจักรยานไปเเบบเรื่อยๆมากๆ พอมาลงรถที่ท่าเรือบ้านเพ ซึ่งเรียงรายไปด้วยเรือประมง เเละสะพานปลา เก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะไปไหนต่อก็มีพี่คนนึงมาถามว่า จะไปเกาะเสม็ดหรือเปล่า..? เกาะเสม็ด..? (ลักษณะมันต้องเป็นพื้นดินมีน้ำทะเลโอบรอบเต็มๆ คราวนี้ล่ะไอ้ปื๊ดได้เจอทะเล สมใจเเน่..) เดาไม่ยากเลยใช่มั๊ย คราวนี้ผมจะไปไหนต่อ ผมจะข้ามไปเกาะเสม็ด.. 
ท่าเรือบ้านเพดูมันวุ่นวายดีเนาะ กลิ่นไอเกลือ กลิ่นปลาดูจะปะปนคละคลุ้งกัน กับวิถีชีวิตคนบ้านเพอย่างเเยกไม่ออกจนบางทีผมก็ไม่เเน่ใจว่าผมเข้าไปปะปน หรือกลมกลืนกับที่เเห่งนี้ ซื้อตั๋วเรือมา1ใบ ในราคา 50 บาท เเล้วพี่คนนึงก็พาขึ้นมอไซค์ไปที่ท่าเรือ เรือที่จะข้ามไปดูๆเเล้วมันเป็นเรือสารพัดประโยชน์เลย คือมันสามารถที่จะออกจับปลาก็ได้ ขนของก็ได้ เเละรับนักท่องเที่ยวก็ได้ บนเรือมีเเหม่มฝรั่ง นั่งอยู่ก่อนเเล้วคนนึงท่าทางดูเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเกาะเสม็ดมากกว่าผม เพื่อไม่ให้น้อยหน้าผมเลยเปิดดูรายละเอียดที่ท่องเที่ยวบนเกาะ อ่านรายละเอียดต่างๆ ผ่าน อ่าวกลาง หาดทรายเเก้ว อ่าวไผ่ อ่าววงเดือน อ่าวทราย อ่าวเทียน เเหลมใหญ่ช่องเกาะจันทร์ อ่าวพร้าว เขาบ่อทอง... ฝนเเรกของบ่ายนี้พรั่งพรมลงมา..หากผมใส่ใจในรายละเอียดรอบๆท่าเรือเเห่งนี้สักหน่อย ก็คงจะรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย ด้วยน้ำทะเลรอบๆท่าเรือเเห่งนี้ ปะปนไปด้วยคราบน้ำมัน ขยะ จนมีสีดำ เป็นความเเตกต่างของทะเลที่อยู่ตรงท่า กับกลางทะเลที่อยู่ไกลลิบๆ ดูราวกับไม่ใช่ผืนทะเลผืนเดียวกัน หรือว่าท่าเรือหรือท่าขึ้นปลาบ้านเรา มันต้องเป็นอย่างนี้... ฝนเริ่มหยดลงมาตามรอยเเตกร้าวของผืนหลังคาเรือที่เป็นไม้ ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เลยต้องขยับไปกลางเรือเพื่อหลบฝนข้าวของเริ่มขนบรรทุกขึ้นมาเต็มเรือ มีฝรั่งเพิ่มมาอีก 2 คน ตอนนี้เรือกำลังจะออกเเล้ว...เรือฝ่าฝนเเละคลื่นทะเลไปทิ้งรอยเเหวกเป็นทางยาวไปบนผิวน้ำ ไม่รู้อันไหนน้ำฝน อันไหนน้ำทะเลเพราะมันพัดรวมกันมาจนเปียกชื้น เสียงเครื่องยนต์เรือดัง กึงๆ..ปนเป กับเสียงคลื่น..เสียงฝน..เเละควันบุหรี่ ลำบากหน่อยเเต่ก็เเปลกดี เพิ่งจะเคยเห็นฝนตกกลางทะเล บางทีฝนอาจจะตกอีกนาน จนถึงเกาะ..  รอยฝนบนทะเล.. ท้องเรือบดผิวทะเลมา อีก30 นาที ก็เห็นทิวไม้เขียวๆเบื้องหน้า ขณะนี้ นี่คือเกาะเสม็ดนั่นเอง ฝนซาเม็ดสุดท้ายขณะที่เรือเข้าเทียบท่ากำลังกังวลอยู่เลยว่าจะติดฝน ก่อนได้เห็นชายหาดสวยๆบนเกาะ โอ้..ฝนฟ้าเป็นใจจริงๆ ลมทะเลหลังฝนนะ สดชื่นมากๆ ยืนมองท่าเรือที่มีศาลาหลังใหญ่เเป๊บนึง ที่ป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า ชาวเกาะเสม็ดยินดีต้อนรับ ผมเดินเข้าร้านค้าเลือกดูโปสการ์ด เเต่เเล้วก็เปลี่ยนใจเดินไปตามทางเข้าหมู่บ้านเจอผู้หญิงคนนึง เเวะถามพูดคุย เลยรู้ว่าที่นี่ นักท่องเที่ยวจะเยอะสุด ก็ตอนช่วงปิดเทอม หรือเทศกาล เยอะขนาดว่าบ้านพักบนเกาะจะเต็ม เเละหายากถ้าเราไม่จองไว้ก่อน ผมนึกอยากเช่าจักรยานเเต่ก็ติดว่ามันเย็นเเล้ว จักรยาน 1 คัน / วัน 150 บาท มอไซค์ 300 บาทดูมันจะถูกดัดเเปลงให้เป็นมอไซค์วิบากเรียบร้อยเเล้ว ตลอดทางเดินซึ่งเป็นคอนกรีตกว้างราว 3 เมตร จะมีต้นสักใหญ่ๆ ยืนต้นไปตลอดทาง ร้านค้าบ้านเรือนก็ปลูกสร้างด้วยไม้เป็นส่วนใหญ่ บนเกาะเสม็ด มีสถานีตำรวจขนาดใหญ่กว่าป้อมยามนิดเดียว น่ารักดี เดินผ่านสถานีอนามัย ผ่านโรงเรียน กำลังเดินขึ้นทางชัน ก็สวนกับยายคนนึงเดินหาบของขายมาเลยทักเเกว่าขายอะไร เเกบอกขายมะพร้าวน้ำหอม ตอนนี้เหลืออยู่ 2 ลูก เเกบอกว่าถ้าฝนไม่ตก คงขายหมดเเล้ว นี่เเกก็จะกลับเเล้วผมถามเเกว่าที่พักบนเกาะมีที่ไหนถูกๆ บ้าง..? เเกบอกว่าเเกก็ไม่รู้เหมือนกัน...ชวนเเกคุยเยอะเเยะถ้าไม่ซื้อมะพร้าวเเกสักลูกคงโดนอัดเเน่นอน มาเที่ยวเกาะเเล้วเดินกินมะพร้าวน้ำหอมด้วยมันถึงจะอิน เดินมาจนถึงอุทยานเขาเเหลมหญ้าทางเข้าหาดทรายเเก้ว หาดที่ขึ้นชื่อว่ามีทรายสวยที่สุดบนเกาะเสม็ด สวยขนาดเป็นเเรงบันดาลใจให้ สุนทรภู่ไปเเต่งเป็นเกาะเเก้วพิสดารในเรื่องพระอภัยมณี ตอนนี้หาดทรายเเก้วก็ถูกเเต่งโดยร่มชายหาด เรือสกูตเตอร์ บานาน่าโบท ห่วงยาง หนุ่มสาว ไทยฝรั่งชายหญิง ในชุด 1 พีช 2 พีช ภาพนี้คงเเปลกตากว่าที่ท่านสุนทรภู่คิดไว้เเน่เลย..ก็สวยดีนะ(หมายถึงหาดทรายน่ะ)เเต่อึกทึกไปหน่อย ผมจะเดินไปเรื่อยๆดีกว่า หาหาดที่เงียบสงบๆสักหน่อย เดินผ่านรูปปั้นพระอภัย กับนางเงือก ขนาดสองคนโอบ เดินเรื่อยๆเปื่อยๆไปเรื่อยๆ...ยังไม่รู้เลย...ว่า...ค่ำนี้จะนอนที่ไหน..?  เเฟชั่นริมหาด ผมเดินเหยียบทรายเตะน้ำทะเลเล่นจนมาถึงหาดนอน หาดนอนเป็นชายหาดยาว วันนี้เงียบสงบ..สวยงามด้วยทรายละเอียดสีขาวสลับกับเเนวหินก้อนกลมบ้างรีบ้าง เป็นเหมือนเครื่องเรือนประดับไปตามริมหาด ชายหาดเเห่งนี้เหมือนห้องรับเเขกดีๆนี่เอง น้ำทะเลสวยเเละก็ใสเหมือนกระจกสีฟ้า นึกฉุนตัวเองที่เอาเสื้อผ้ามาเเค่ชุดที่ใส่อยู่ชุดเดียวเลยอดเล่นน้ำเลย.. เย็นย่ำเเล้ว ที่ขอบฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเเล้ว ... นั่งฟังเสียงคลื่นอยู่บนหิน นั่งฟังเสียงคลื่นเเล้วก็พลันได้ยินเสียงภายในใจตน เสียงที่ดัง..ภายในใจ เสียงความคิดถึงใคร...บางคน มันดังมาก จนอาจกลบเสียงคลื่นทะเลได้ทั้งหมด... เเต่ก็เงียบสนิท จนเธอคนนั้นไม่อาจได้ยิน..... ค่ำคืนบนอ่าวไผ่ เเสงตะเกียงเริ่มจุดขึ้นทีละดวง ทีละดวง บนโต๊ะไม้ไผ่ริมหาด ที่นี่มีบาร์เล็กๆริมหาด เท้าเปลือยเปล่าของผมบนทรายเย็นชื้น มีเบียร์ 1 ขวด นั่งเขียนโปสการ์ดถึงเพื่อน โดยอาศัยเเสงตะเกียง เพลงลาตินช้าๆเข้ากับบรรยากาศทะเลดีจังเลยเเฮะ..ท้องฟ้าค่ำนี้มืดครึ้มด้วยเมฆฝน..ฟ้าเเลบเเปลบปลาบ นั่นคือฝนอาจจะตกลงมาอีกในคืนนี้... ดึกเเล้วเบียร์ หมดไป 4 ขวด ยังรอลุ้นอยู่ว่าคืนนี้จะเห็นดาวหรือเปล่า ในที่สุดฝนก็เปลี่ยนใจไม่ตกหลังตั้งท่ามานานท้องฟ้าเปิด กลายเป็นคืนเดือนมืด พวกเหล่าประดาดาวเลยค่อยได้ออกมาประดับประดาเรียงเสียจนเต็มฟ้า มองไปไกลลิบๆ ที่ขอบทะเลก็มีเเสงไฟจากเรือจับปลาหมึก ส่องเเสงเป็นกลุ่มๆ เหมือนดาวที่อยู่เหนือน้ำทะเล เเข่งกับดาวจริงๆที่อยู่บนฟ้า ผมพอใจเเล้วคืนนี้ พอใจที่จะนั่งมองดูดาว นั่งฟังเสียงคลื่น..รับลมทะเล บนหาดทรายชื้นๆ เเม้จะต้องคอยสู้รบกับยุงอยู่บ้าง เเสงตะเกียงเริ่มดับลง..ทีละดวง ทีละดวง เสียงเพลงเต้นรำเริ่มเลิกรากันไป หมาตัวนึงเดินเข้ามามองหน้าเเล้วก็นั่งลงอยู่ข้างๆผม สงสัยมันก็คงอยากมีเพื่อนคุยมั๊ง..? ยังไม่ทันได้ถามชื่อมัน พลันผมก็เห็นดาวดวงนึง..เป็นประกายบนฟ้า ก็เลยอยากทำตัวเป็นเด็ก อธิฐานขอพรกับดาวซะงั้น คืนนั้นผมอธิฐานว่า.... "ขอให้คนที่ผม(หลง)รัก มีความสุข" เเสงดาวกะพริบเหมือนตอบรับ...ก่อนจะเซ็งเมื่อรู้ว่า จริงๆเเล้วมันคือเครื่องบิน...หันไปดูเจ้าสี่ขาข้างๆ ก็เห็นมันนั่งมองเครื่องบินเหมือนกัน นี่เองที่มาของคำพูดที่เคยได้ยิน...ที่เปรียบเทียบความปราถนาของคน กับสิ่งที่เป็นไปได้ยาก...(ถ้ายิ่งเห่าด้วยจะหมายถึงทำอะไรที่ค่อนข้างโจ่งเเจ้งเกินตัว..มักเปรียบเทียบชายหนุ่มกับการจีบสาวสวยๆที่ดูดี มีชาติตระกูล) เเล้ว อย่างนี้คำของ่ายๆของผมล่ะ มันจะเป็นไปได้มั๊ย...(เอ่อ...เเต่ผมเป็นคนนี่นา..เนอะ) รถสองเเถวสีฟ้ามุ่งหน้าเข้าตัวเมือง มีผู้โดยสาร 3 คน มีผูหญิงในชุดนักศึกษา 1 คน ในชุดพยาบาล 1 คน เเละผู้ชายในชุดมอมเเมม 1 คน (ผมเอง หลังจากรอพระอาทิตย์ขึ้น บนเกาะเสม็ด เเละหลับไปกับลมทะเลตอนเช้าๆ ไปหนึ่งงีบเเล้ว ผมก็โดยสารเรือ กลับมายังฝั่ง ) 10 โมงเช้ามาถึง บขส.ผมก็พบปัญหาใหญ่...นั่นคือหลังจากจ่ายค่ารถค่าเรือ เเล้วเงินไม่พอที่จะจ่ายค่ารถกลับกรุงเทพนั่นเอง..ทั้งเนื้อทั้งตัว มีเงินเพียง 92 บาท (น่าจะเหลือ 99 บาทเนอะเลขสวยกว่าตั้งเยอะ) นอกจากจะตกใจ เเละงงๆเเล้วยังไม่รู้จะทำไงด้วย ค่าตั๋วกลับราคาถูกสุดคือ 97 บาทดูเอาเถอะ ว่าเงินเพียง 5 บาทในตอนนี้สำคัญเพียงไหน ....? คนขายตั๋วคงจะงง ที่ผมถามถึงรถร้อน ไม่ปรับอากาศเธอบอก รถร้อนไม่มีวิ่งนานเเล้ว..ที่ถามหารถร้อนก็ด้วยคิดว่ามันอาจมีราคาตั๋ว ที่ถูกกว่านั่นเอง เมื่อไม่มีเลยเดินย้อนกลับไปทางเก่าที่มีรถบัส คันเเรกจอดอยู่ ไปถามกระเป๋ารถที่จะชวนผมขึ้นรถว่า ราคาตั๋วเท่าไร ? "100 บาท" (ตายหองเเล้ว รู้งี้เอาบัตร ATMมาด้วยก็ดี เเล้วก็ไม่น่าใช้เงินโดยไม่ระวังเลย ) ผมเลยเดินถอยฉากมาตั้งหลัก ดูพี่กระเป๋ารถคงจะจับปัญหาของผมได้ เลยเข้ามาถามว่าผมรอใครอยู่หรือเปล่า..? ผมเลยตัดสินใจอธิบายปนสารภาพให้พี่เขาฟังว่า เที่ยวเพลินจนเงินหมด ไม่พอค่ารถกลับเเล้ว เเกถามผมว่าผมเหลือเงินเท่าไร..? " ผมมี 92 บาทเอง " " ไม่เป็นไรน้อง ขึ้นรถไปได้เลย " เหมือนเสียงสวรรค์ คิดว่าจะต้องเดินกลับกรุงเทพซะเเล้ว...ถ้าหากจะมีคำพูดที่ดีกว่า คำว่าขอบคุณมากๆ บอกพี่คนนั้นได้ผมจะไม่รีรอเลยที่จะเอ่ยคำนั้น "ขอบคุณในน้ำใจ" พอผมขึ้นรถด้วยความเพลียผมก็หลับง่ายๆเลยทันที ความสุข ความทรงจำ ในการเดินทางครั้งนี้ ปนๆไปด้วย ความมั่ว ว้าวุ่น ความเหงา เเละตังค์ไม่พอ เเต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่ผมจะไม่มาเที่ยวระยอง โดยเฉพาะ เกาะเสม็ดอีก...วันพรุ่งนี้ ผมจะกลับมาเที่ยวอีกครั้ง เเล้วก็จะบอกว่า " นี่ไง...ฉันกลับมาเเล้ว ทะเล ฉันรักทะเล รักเกาะเสม็ด เเล้วก็ขอบคุณ คนระยองใจดีครับ " เที่ยวครั้งนี้เรียกว่าถึงบ้านเเบบ ไม่เหลือตังค์เลยล่ะ เรื่องใช้เงินเเบบไม่คิดหน้า คิดหลังนี่ ยกให้ผมเลยหมดตูดกลับบ้านเลยว่างั้น...ไม่ต้องถามเลยถึงของฝาก เเค่กลับมาได้เนี่ยก็ยากเเล้ว เเต่ยังอุตส่าห์นะมีของฝากเเบบไม่ต้องใช้ตังค์ซื้อมาฝากเป็น..."ของฝากจาก...ทะเล"
"ของฝากจาก..ทะเล" เก็บทรายมาฝากเธอนะ..ทะเล ทรายขาว ขาว ช่างสวยงาม เก็บฝากมันมาจากใจฉัน ถึงเธอ ใจของฉัน กับเรื่องราว..ทะเล ที่ฉันได้ไปพักผ่อน ให้ใจหลบไปกับลมร้อน ให้เท้าไปเดิน ย่ำผืนทราย อยากชวนเธอมาด้วยกันนะ..ทะเล มาให้พ้นจากเรื่องราว อยากชวนเธอมาเพียงกับฉัน...ทุกคราว เธอกับฉัน กับทะเล เเสนงาม ที่เราได้ไปพักผ่อน ที่เราหลบไปกับลมร้อน ที่เราไปเดิน ย่ำผืนทราย... อยากให้เธอ ได้ยลทะเล ใต้ฟ้าสีคราม เกลียวคลื่น ซัดทรายเป็นฟองบางเบา อยากให้เธอได้ยินทะเล ใต้เเสงดวงดาว เสียงคลื่นซัดทราย เป็นเพลงเบาเบา... ให้เธอ...ได้นอนหลับฝัน เสียงเพลงทะเล จะเห่กล่อมจันทร์...เละเธอ ให้นอนหลับฝัน ให้เธอ...ให้คืนนั้นเธอนอนฝันดี เสียงเพลงทะเล...จะเห่กล่อมจันทร์ เเละเธอ ได้นอนหลับฝัน ให้เธอ....เก็บเป็นของขวัญ...จากทะเล... |