• ไม้แห้ง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2008-05-02
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 12178
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
lakhonchai
ธรรมกับวิทยาศาสตร์ และความรู้ทั่วไป
Permalink : http://www.oknation.net/blog/lakhonchai
วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม 2551
Posted by ไม้แห้ง , ผู้อ่าน : 1174 , 14:19:35 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากการสนทนากันกับเพื่อน สามคนร่วมผมด้วยเป็นสี่คน ผมขอใช้ชื้อแทนทั้งสามคนว่า พี่ ป พี่ อ และ น้อง ซ (พี่สองคนแรกเรียนพร้อมกับผมแต่ว่าอายุมากกว่าผมเลยเรียกแทนตัวพี่สองคนว่าพี่)ประเด็นจาก พี่ ป ได้กล่าวถึงความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นจากการที่ไปดูที่ทำงานใหม่หลังจากจบ แล้วไปเจอเพื่อนรวมงานที่มีนิสัยการพูดที่ไม่แคร์ผู้ฟัง และเหมือนจะชอบหาเรื่องคนอื่น เลยนำเรื่องนี้มาคิดวิตก จนเกิดความไม่สบายใจขึ้น  บทสนทนาเป็นดังต่อไปนี้

พี่ อ พูดว่า “น่าแปลกใจนะ ป เป็นคนชอบอ่านหนังสือธรรม แต่เจอเรื่องทำนองนี้แล้วยังทำใจไม่ได้”

ผม พูดว่า “ทำไมพี่ไม่ปลงลงบ้างละครับ”

พี่ ป พูดว่า “พี่ก็พยายามปลงแล้วนะ แต่ว่ามันยิ่งทุกข์ใจ เพราะจริงๆในใจเรามันกลุ่มใจ แต่เราพยายามทำใจให้ปลง”

แล้วพี่ อ ก็พูดปลอบใจพี่ ป ด้วยการยกตัวอย่าที่พี่ อ ได้ดูมาจากรายการแจะใจทางชองห้า ซึ่งเป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ตอนแรกเป็นขาวีน ประจำที่ทำงาน จนเพื่อนชวนไปนั่งสมาธิ ผู้หญิงคนนั้นก็ยอมไปลองดู แต่ก็เจอปัญหามากมาย แต่ผมสะดุด เอาตอนที่ว่าพอนั่งแล้วเกิดเหน็บกิน พระเลยบอกให้ดูเหน็บ

ในขณะที่ทั้งสองคนยังสนทนากันอยู่ผมก็กำลังพิจารณาว่าจะเอาธรรมข้อไหน มาบอกพี่ดีจะได้ทำให้เข้าใจในเวลาอันสั้น และเห็นภาพที่สุด เพราะตอนนั้นผมมีเวลาไม่มากเนื่องจากมีนัดต้องรีบไปกอบกับว่านั้นเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายและยากจะเจอกันอีก ผมก็นึกถึงครั้งหนึ่งหลวงปู่ชาได้สอนตายายกลุ่มหนึ่ง พอสรุปความได้ว่า “โยมดูกระโถนที่ว่างไว้ก็รู้ว่าเป็นกระโถน แต่เมื่อโยมไปยกมันแม่ไรก็จะหนักเมื่อนั้น”   จะพูดคำนั้นตรงๆ พี่คงไม่เข้าใจเพราะคนสมัยนี้คงไม่ค่อยรู้จักกระโถนเท่าไร แต่ชอบทำตัวเป็นกระโถน ชอบเก็บเอาสิ่งไม่ดีมาร่วมลงในตัวเราทังที่บ้างที่ก็รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งนั้นๆไม่ดี เป็นไปในทางที่ผิดศิลธรรม ความรู้สึกก็เช่นกันชอบนำเรื่องที่ไม่ดีมาคิดจนเกิดความทุกข์ใจ มีคนเคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เราเจอเรื่องดีๆ เรามักมีความสุขกับเรื่องนั้นไม่นานก็หายไป แต่กับเรื่องไม่ดีเรากับยอมใจจมอยู่ในความทุกข์เป็นเวลานานกว่าทั้งๆที่ความสุขและความทุกข์มันไม่ต่างกันเลยเป็นเพียง สภาวะจิตที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เช่นกัน  แต่ทำไมคนเรากับชอบอยู่กับสภาวะทุกข์ยาวนานมากว่าสภาวะสุข

นั้นเป็นเพราะว่าความจริงแล้วความสุขนั้นจริงแล้วไม่มี เป็นเพียงแค่สภาวะที่ทุกข์น้อยลงเท่านั้น ยกตัวอย่าเช่น เมื่อเรากำลังรอโทรศัพท์จากแฟนอยู่แล้วไม่โทรมาเสียที่ก็เกิดทุกข์แล้วปรุงแต่งไปต่างๆนาๆ และเมื่อแฟนโทรมาสภาวะจิตแห่งทุกข์ ก็ลดน้อยลง กลายเป็นสภาวะที่เราเรียกว่าสุขนั้นเอง แล้วเมื่อมีความสุขไม่นานเราก็ดาดหวังว่า พรุ่งนี้เขาต้องโทรมาหาเราอีก เมื่อแรกความทุกข์อาจจะยังไม่แสดงตัวให้เห็นชัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้ามันจึงจะค่อยแสดงตัวเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ พระพุทธองค์ ได้เปรียบเราเสมือนหมาล่าเนื้อ ความสุขเปรียบเสมือนเนื้อ เราชอบโยนเนื้อไปข้างหน้าแล้ววิ่งตาม เมื่อวิ่งไปถึงแล้วแทนที่จะอยู่กับเนื้อและลิ้มรสของเนื้อ แต่กับโยนเนื้อไปข้างหน้าอีก แล้ววิ่งตามไปอีกอย่างนี้ไม่มีจบสิ้น  นี้เป็นแค่ตัวอย่างเดี่ยวเท่านั้นแต่ในชีวิตของเรามีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย  ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นก็มองเห็นแก้วน้ำของพี่ ป วางอยู่ใกล้พี่ ป

ผมจึงพูดขึ้นมาสองประโยค พี่จำคำที่ว่า “ ดูเหน็บไว้นะครับ” และ “ผมถามอะไรพี่อย่างนะครับว่า “พี่ครับ แก้วน้ำที่ว่างไว้ กับแก้วน้ำที่เราถือเราก็รู้ว่าเป็นแก้วน้ำเหมือนกัน แต่มันต่างกันตรงไหน ครับ ?””  น้อง ช ก็ตอบว่า “ต่างกันที่หนักกับไม่หนัก” ผมก็ตอบว่า “ถูกต้องแล้วผมจะกลับมาอธิบายหลังจากจบธุระแล้วนะครับ” แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อธิบายให้พี่เขาฟังอยู่ดี ผมก็เลยอาศัยโอกาสนี้เป็นที่อธิบายคำสองคำนี้

“การดูเหน็บเป็นวิธีการแก้ปัญหา” และ “คำถามคือปัญหาที่แท้จริง” ทำไมคำถามที่ว่า “แก้วน้ำที่ว่างไว้ กับแก้วน้ำที่เราถือเราก็รู้ว่าเป็นแก้วน้ำเหมือนกัน แต่มันต่างกันตรงไหน   จึงเป็นปัญหาที่แท้จริง นั้นเพราะว่า การที่เราเห็นแก้วว่างไว้เราก็รูว่ามันเป็นแก้วน้ำแต่เมื่อเราจับยกมันขึ้นมา เราจะรู้สึกถึงน้ำหนักของแก้วน้ำ ในขณะที่เรายกแก้วอยู่นี้มันหนักเราพยายามบอกให้มันเบาทั้งที่เรายังยกมันอยู่มันจะเบาไปได้อย่างไร มันมีแต่จะฝืน เป็นเหตุแห่งทุกข์  เปรียบกับที่พี่เขาบอกว่า “พี่ก็พยายามปลงแล้วนะ แต่ว่ามันยิ่งทุกข์ใจ เพราะจริงๆในใจเรามันกลุ่มใจ แต่เราพยายามทำใจให้ปลง” แล้ววิธีปลงหรือวางแก้วน้ำที่ถูกต้องคืออะไรละ คำตอบคือ “การดูเหน็บ” แล้วเหน็บกับความทุกข์ใจมันเหมือนกันตรงไหน จริงแล้ว การดูเหน็บเป็นการดูเวทนา แต่การดูใจที่ทุกข์เป็นการดูจิต

ซึ่งสองอย่างนี้ก็คือ การเจริญสติปัฏฐานสี่ ในหมวดของเวทนา และ หมวดของจิต นั้นเอง การเจริญสติปัฏฐานสี่ ประกอบด้วยหมวด กาย เวทนา จิต และธรรม  การที่เรามีใจเป็นทุกข์นั้นคือสภาวะจิตที่เป็นทุกข์แทนที่เราจะดูมันเรากับเข้าไปยึดกับมันแล้วยังทำการปรุงแต่งเหมือนเป็นการตีฟองผงชักผ้าให้แตกขยายคลุมใจเราให้เห็นแต่ทุกข์ วิธีแก้คือมองความทุกนั้นแต่อย่าไปยึด มองมันเหมือนมองแก้วน้ำที่วางไว้ เหมือนมองผงชักผ้าที่อยู่ในน้ำแต่ไม่ไปตีให้มันกระจาย แล้วเราจะเห็นว่า สภาวะความทุกข์ใจนี้มันเกิดขึ้นอย่างนั้น ตั้งอยู่อย่างนั้น คงตัวอย่างนั้นได้ไม่นานถ้าไม่มีการปรุงแต่ง แล้วมันก็ดับไปเพราะปราศจากเหตุปัจจัย การเจริญสติปัฏฐานสี่ในเบื้องต้นเพื่อการดับทุกข์เป็นการดูเหตุปัจจัยการเกิดขึ้นของ กาย เวทนา จิต และธรรม  เหตุปัจจัยการตั้งอยู่ของ กาย เวทนา จิต และธรรม  และเหตุปัจจัยการดับไปของ กาย เวทนา จิต และธรรม โดยพิจารณาให้เห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ตามแนวทางการเจริญสติปัฏฐานสี่ ผู้สนใจสามารถหาหนังสือเกี่ยวกับสติปัฏฐานสี่ ได้มากมายในทุกวันนี้  เริ่มปฏิบัติได้เลยไม่ต้องรอให้เกิดทุกข์ก่อน แล้วในชีวิตนี้ความทุกข์จะเป็นเพียงลมที่พัดผ่านไปมาแล้วจากไปในชีวิตเราเท่านั้น




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ปูแมว วันที่ : 28/05/2008 เวลา : 19.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/3anchors21

แวะมาเยี่ยมเยียนค่ะ คุณพี่ไม้แห้ง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ไม้แห้ง วันที่ : 06/05/2008 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lakhonchai

ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ
ต้องขอโทษด้วยที่พึ่งตอบ
เพราะ net ที่ห้องช้า พึ่งมาอ่านความเห็นที่มหาวิทยาลัย

การหัดตามอารมณ์ ของผมเริ่มจาก
หัดตามลมหานใจก่อน โดยยังไม่สนว่าอารมณ์
จะเป็นอย่างไร

หลังจากนั้น พอมีเวทนา ก็ดูเวทนา
ดูมันอยู่อย่างนั้น และยังไม่สนใจอารมณ์

แต่ในขณะที่มีเวทนา มันก็มีอารมณ์ไม่ชอบ
อารมณ์เป็นทุกข์ ในขั้นแรกมันยังไม่เห็น

แต่พอดูเวทนานานๆ เริ่มเห็นอารมณ์ในขณะนั้น
ว่ามีลักษณ์ของจิตเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นก็มาดูอารมณ์ โกรธ อารมณ์รัก อารมณ์อื่นๆและลองนั่งดูมันนั่งดูสักพักมันก็หายไป

ก็มาวิเคราะห์ เหตุที่ทำให้มันเกิดคืออะไร และเวลามันหายไปมันหายไปอย่างไร


นี้เป็นการหัดดูอารมณ์แบบย่อๆ ของผมครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 04/05/2008 เวลา : 14.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

น่าสนใจ
น่าสนทนาธรรมด้วยจังครับ
ผมพยายามเจริญสติ
เพียงเล็กน้อย
ตามแต่เหตุปัจจัย
แต่ก็ตามไม่ทันอารมณ์เลยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน