พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องนี้เกิดขึ้นจากการสนทนากันกับเพื่อน สามคนร่วมผมด้วยเป็นสี่คน ผมขอใช้ชื้อแทนทั้งสามคนว่า พี่ ป พี่ อ และ น้อง ซ (พี่สองคนแรกเรียนพร้อมกับผมแต่ว่าอายุมากกว่าผมเลยเรียกแทนตัวพี่สองคนว่าพี่)ประเด็นจาก พี่ ป ได้กล่าวถึงความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นจากการที่ไปดูที่ทำงานใหม่หลังจากจบ แล้วไปเจอเพื่อนรวมงานที่มีนิสัยการพูดที่ไม่แคร์ผู้ฟัง และเหมือนจะชอบหาเรื่องคนอื่น เลยนำเรื่องนี้มาคิดวิตก จนเกิดความไม่สบายใจขึ้น บทสนทนาเป็นดังต่อไปนี้ พี่ อ พูดว่า น่าแปลกใจนะ ป เป็นคนชอบอ่านหนังสือธรรม แต่เจอเรื่องทำนองนี้แล้วยังทำใจไม่ได้ ผม พูดว่า ทำไมพี่ไม่ปลงลงบ้างละครับ พี่ ป พูดว่า พี่ก็พยายามปลงแล้วนะ แต่ว่ามันยิ่งทุกข์ใจ เพราะจริงๆในใจเรามันกลุ่มใจ แต่เราพยายามทำใจให้ปลง แล้วพี่ อ ก็พูดปลอบใจพี่ ป ด้วยการยกตัวอย่าที่พี่ อ ได้ดูมาจากรายการแจะใจทางชองห้า ซึ่งเป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ตอนแรกเป็นขาวีน ประจำที่ทำงาน จนเพื่อนชวนไปนั่งสมาธิ ผู้หญิงคนนั้นก็ยอมไปลองดู แต่ก็เจอปัญหามากมาย แต่ผมสะดุด เอาตอนที่ว่าพอนั่งแล้วเกิดเหน็บกิน พระเลยบอกให้ดูเหน็บ ในขณะที่ทั้งสองคนยังสนทนากันอยู่ผมก็กำลังพิจารณาว่าจะเอาธรรมข้อไหน มาบอกพี่ดีจะได้ทำให้เข้าใจในเวลาอันสั้น และเห็นภาพที่สุด เพราะตอนนั้นผมมีเวลาไม่มากเนื่องจากมีนัดต้องรีบไปกอบกับว่านั้นเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายและยากจะเจอกันอีก ผมก็นึกถึงครั้งหนึ่งหลวงปู่ชาได้สอนตายายกลุ่มหนึ่ง พอสรุปความได้ว่า โยมดูกระโถนที่ว่างไว้ก็รู้ว่าเป็นกระโถน แต่เมื่อโยมไปยกมันแม่ไรก็จะหนักเมื่อนั้น จะพูดคำนั้นตรงๆ พี่คงไม่เข้าใจเพราะคนสมัยนี้คงไม่ค่อยรู้จักกระโถนเท่าไร แต่ชอบทำตัวเป็นกระโถน ชอบเก็บเอาสิ่งไม่ดีมาร่วมลงในตัวเราทังที่บ้างที่ก็รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งนั้นๆไม่ดี เป็นไปในทางที่ผิดศิลธรรม ความรู้สึกก็เช่นกันชอบนำเรื่องที่ไม่ดีมาคิดจนเกิดความทุกข์ใจ มีคนเคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เราเจอเรื่องดีๆ เรามักมีความสุขกับเรื่องนั้นไม่นานก็หายไป แต่กับเรื่องไม่ดีเรากับยอมใจจมอยู่ในความทุกข์เป็นเวลานานกว่าทั้งๆที่ความสุขและความทุกข์มันไม่ต่างกันเลยเป็นเพียง สภาวะจิตที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เช่นกัน แต่ทำไมคนเรากับชอบอยู่กับสภาวะทุกข์ยาวนานมากว่าสภาวะสุข นั้นเป็นเพราะว่าความจริงแล้วความสุขนั้นจริงแล้วไม่มี เป็นเพียงแค่สภาวะที่ทุกข์น้อยลงเท่านั้น ยกตัวอย่าเช่น เมื่อเรากำลังรอโทรศัพท์จากแฟนอยู่แล้วไม่โทรมาเสียที่ก็เกิดทุกข์แล้วปรุงแต่งไปต่างๆนาๆ และเมื่อแฟนโทรมาสภาวะจิตแห่งทุกข์ ก็ลดน้อยลง กลายเป็นสภาวะที่เราเรียกว่าสุขนั้นเอง แล้วเมื่อมีความสุขไม่นานเราก็ดาดหวังว่า พรุ่งนี้เขาต้องโทรมาหาเราอีก เมื่อแรกความทุกข์อาจจะยังไม่แสดงตัวให้เห็นชัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้ามันจึงจะค่อยแสดงตัวเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ พระพุทธองค์ ได้เปรียบเราเสมือนหมาล่าเนื้อ ความสุขเปรียบเสมือนเนื้อ เราชอบโยนเนื้อไปข้างหน้าแล้ววิ่งตาม เมื่อวิ่งไปถึงแล้วแทนที่จะอยู่กับเนื้อและลิ้มรสของเนื้อ แต่กับโยนเนื้อไปข้างหน้าอีก แล้ววิ่งตามไปอีกอย่างนี้ไม่มีจบสิ้น นี้เป็นแค่ตัวอย่างเดี่ยวเท่านั้นแต่ในชีวิตของเรามีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นก็มองเห็นแก้วน้ำของพี่ ป วางอยู่ใกล้พี่ ป ผมจึงพูดขึ้นมาสองประโยค พี่จำคำที่ว่า ดูเหน็บไว้นะครับ และ ผมถามอะไรพี่อย่างนะครับว่า พี่ครับ แก้วน้ำที่ว่างไว้ กับแก้วน้ำที่เราถือเราก็รู้ว่าเป็นแก้วน้ำเหมือนกัน แต่มันต่างกันตรงไหน ครับ ? น้อง ช ก็ตอบว่า ต่างกันที่หนักกับไม่หนัก ผมก็ตอบว่า ถูกต้องแล้วผมจะกลับมาอธิบายหลังจากจบธุระแล้วนะครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อธิบายให้พี่เขาฟังอยู่ดี ผมก็เลยอาศัยโอกาสนี้เป็นที่อธิบายคำสองคำนี้ การดูเหน็บเป็นวิธีการแก้ปัญหา และ คำถามคือปัญหาที่แท้จริง ทำไมคำถามที่ว่า แก้วน้ำที่ว่างไว้ กับแก้วน้ำที่เราถือเราก็รู้ว่าเป็นแก้วน้ำเหมือนกัน แต่มันต่างกันตรงไหน ? จึงเป็นปัญหาที่แท้จริง นั้นเพราะว่า การที่เราเห็นแก้วว่างไว้เราก็รูว่ามันเป็นแก้วน้ำแต่เมื่อเราจับยกมันขึ้นมา เราจะรู้สึกถึงน้ำหนักของแก้วน้ำ ในขณะที่เรายกแก้วอยู่นี้มันหนักเราพยายามบอกให้มันเบาทั้งที่เรายังยกมันอยู่มันจะเบาไปได้อย่างไร มันมีแต่จะฝืน เป็นเหตุแห่งทุกข์ เปรียบกับที่พี่เขาบอกว่า พี่ก็พยายามปลงแล้วนะ แต่ว่ามันยิ่งทุกข์ใจ เพราะจริงๆในใจเรามันกลุ่มใจ แต่เราพยายามทำใจให้ปลง แล้ววิธีปลงหรือวางแก้วน้ำที่ถูกต้องคืออะไรละ คำตอบคือ การดูเหน็บ แล้วเหน็บกับความทุกข์ใจมันเหมือนกันตรงไหน จริงแล้ว การดูเหน็บเป็นการดูเวทนา แต่การดูใจที่ทุกข์เป็นการดูจิต ซึ่งสองอย่างนี้ก็คือ การเจริญสติปัฏฐานสี่ ในหมวดของเวทนา และ หมวดของจิต นั้นเอง การเจริญสติปัฏฐานสี่ ประกอบด้วยหมวด กาย เวทนา จิต และธรรม การที่เรามีใจเป็นทุกข์นั้นคือสภาวะจิตที่เป็นทุกข์แทนที่เราจะดูมันเรากับเข้าไปยึดกับมันแล้วยังทำการปรุงแต่งเหมือนเป็นการตีฟองผงชักผ้าให้แตกขยายคลุมใจเราให้เห็นแต่ทุกข์ วิธีแก้คือมองความทุกนั้นแต่อย่าไปยึด มองมันเหมือนมองแก้วน้ำที่วางไว้ เหมือนมองผงชักผ้าที่อยู่ในน้ำแต่ไม่ไปตีให้มันกระจาย แล้วเราจะเห็นว่า สภาวะความทุกข์ใจนี้มันเกิดขึ้นอย่างนั้น ตั้งอยู่อย่างนั้น คงตัวอย่างนั้นได้ไม่นานถ้าไม่มีการปรุงแต่ง แล้วมันก็ดับไปเพราะปราศจากเหตุปัจจัย การเจริญสติปัฏฐานสี่ในเบื้องต้นเพื่อการดับทุกข์เป็นการดูเหตุปัจจัยการเกิดขึ้นของ กาย เวทนา จิต และธรรม เหตุปัจจัยการตั้งอยู่ของ กาย เวทนา จิต และธรรม และเหตุปัจจัยการดับไปของ กาย เวทนา จิต และธรรม โดยพิจารณาให้เห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ตามแนวทางการเจริญสติปัฏฐานสี่ ผู้สนใจสามารถหาหนังสือเกี่ยวกับสติปัฏฐานสี่ ได้มากมายในทุกวันนี้ เริ่มปฏิบัติได้เลยไม่ต้องรอให้เกิดทุกข์ก่อน แล้วในชีวิตนี้ความทุกข์จะเป็นเพียงลมที่พัดผ่านไปมาแล้วจากไปในชีวิตเราเท่านั้น |
| my pic | ||
รวมรูปทั่วไป |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |