พิมพ์หน้านี้
|
ใครที่ชอบ ที่รักการท่องเที่ยว เป็นชีวิตจิตใจ ขอบอกถ้าพลาดโปรแกรมเที่ยวปราสาทนครวัต นครธม รับรองต้องเสียใจ และถ้าใครเที่ยวช้า ก็รับรองได้อีกว่าศิลปะโบราณเหล่านั้นก็คงต้องสูญหายหรือพังทลายลงไปเรื่อยๆ ตามอายุไข ส่วนจะไปเที่ยวอย่างไร ก็สุดแต่จะกำหนดหรือวางแผนกัน ไปทัวร์ก็ได้ ไปกันเองก็ง่าย ทุกอย่างขึ้นกับเวลาว่ามีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีเวลาไม่มากก็วางแผนเที่ยวเฉพาะแต่ที่สำคัญ จำพวกปราสาทที่พลาดไม่ได้ต้องจดเข้าไปในรายการเที่ยวเป็นอันดับต้นๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว ได้มีโอกาสไปเยือนเป็นครั้งแรก ไปกันเองตามประสา ก่อนไปก็ได้ทำการบ้าน และวางแผนกันเยอะมาก ว่าจะเดินทางวันไหนถึงไม่เจอกลุ่มเซียนการพนันที่แห่ออกจากประเทศเพื่อไปเสี่ยงโชค จะได้ลดเวลาในการผ่านพิธีการตรงจุดผ่านแดนนี้ ส่วนการกำหนดเที่ยวปราสาทต่างๆ ก็จะไม่ค่อยเหมือนกับคนอื่น โดยจะสวนทางย้อนศร ไม่เดินตามรอยกรุ๊ปทัวร์ เพื่อจะได้มีเวลาถ่ายภาพปราสาทแต่ละแห่งเป็นเวลานาน จะได้ไม่มีใครกวนใจ
โดยวันแรกเป้าหมายอยู่ที่ ปราสาทกระวาน ก่อนไปคิดว่าจะใช้เวลาไม่เยอะ พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว ปราสาทนี้มีภาพสลักนูนต่ำที่สวยงามและคมชัดมาก ทั้งภาพพระวิษณุปางตรีวิกรมหรือปางย่างสามขุม
ภาพพระวิษณุประทับบนหลังพญาครุฑ สัตว์พาหนะ และภาพสลักพระวิษณุแปดกร นอกจากนี้ตรงพระปรางค์องค์ด้านขวา มีภาพสลักพระนางลักษมี ชายาพระวิษณุ ซึ่งหาชมได้ยาก ส่วนที่ปรางค์องค์ใต้สุด ที่ทับหลังทิศตะวันออก มีรูปสลักพระวิษณุประทับบนหลังพญาครุฑที่กำลังขยุ้มเศียรพญานาค แค่ภาพสลักของปราสาทแห่งแรกที่พบเห็น ก็รู้สึกตึ่นเต้นมาก ไม่คิดว่าภาพสลักนูนต่ำเหล่านั้นจะงดงามถึงเพียงนี้ ดูหนังสืออ่านตำรา ฟังคนเล่า ก็ไม่งดงามเท่าตาเห็น จากปราสาทกระวานได้ผ่านปราสาทบ๊าตจุมอย่างไม่ใยดี เพราะตามข้อมูลปราสาทนี้ค่อนข้างเล็กและไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก (จริงแท้อย่างไรอันนี้ก็ไม่รู้) นั่งละเมาะโมโตไม่นานก็มาถึง ปราสาทบันทายคดีหรือบันทายกะเด่ย โดยประตูด้านตะวันออก จะเห็นปรางค์มียอดเป็นพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สภาพค่อนข้างดี ภายในจะเห็นภาพสลักหินรูปพระรามและนางสีดา บริเวณหอนางรำจะมีรูปสลักนูนต่ำนางอัปสรา และเสาหินด้านล่างจะมีนางอับปสรากำลังร่ายรำ ทั้งยืนเดียวและยืนคู่ สุดแล้วแต่จะเลือกชมเพราะมีมากมายหลายต้น
ส่วนด้านตรงข้ามจะเป็นสระสรง สระน้ำขนาดใหญ่ มีรูปสลักหินหันหน้าไปทางทิศตะวันออกยืนอารักขาพิทักษ์สระอยู่มานับพันปี ริมสระสรงจะมีร้านอาหารหลายร้านทั้งถูกและแพงคอยให้บริการ สนนราคาถ้าร้านมาตราฐานหน่อย เฉลี่ยเริ่มต้นที่ 3.50 เหรียญ ถ้าร้านเล็กแบบชาวบ้าน 1.50 เหรียญก็หากินได้ เป้าหมายต่อไปในช่วงบ่ายคือ ปราสาทตาพรหม ปราสาทใหญ่แต่ค่อนข้างหยาบ จะพบแต่ซากปรักหักพังที่หารายละเอียดไม่ค่อยได้ ทั่วทั้งปราสาทจะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ทั้ง ต้นสะปงและต้นไทร ดูไปแล้วให้ความรู้สึกที่บอกไม่ค่อยถูกว่าว้าเหว่ หรือเงียบเหงา
จากปราสาทตาพรหม ก็ถึงคิวปราสาทตาเนี้ย ปราสาทเล็กกลางป่าใหญ่ รถจะมาจอดตรงทางแยกริมชายป่า ต้องเดินเข้าไปส่วนใช้เวลาเท่าไหร่นั้นต้องขึ้นอยู่กับว่าหลงทางหรือไม่หลง เพราะป้ายบอกทางไม่มีให้เห็น แถมทางเดินบางช่วงมีใบไม้ร่วงหล่นสุมอยู่บนทางเดินหนาจนไม่เห็นรอยเท้า นี่ยังไม่รวมทางแยกที่ทำให้ ถึงปราสาทตาเนี้ยจะพบความสงบและเงียบสงัดอย่างแท้จริง เพราะปราสาทนี่นักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อยหรือพวกกรุ๊ปทัวร์จะไม่ค่อยให้ความสนใจ ตัวปราสาทไม่มีสิ่งที่น่าสนใจเพราะมีแต่ซากหักพัง จะมีก็แต่กำแพงที่พอมีเค้าของงานสร้างให้เห็น เดินชมนั่นถ่ายนี่ได้สักพัก ก็สังเกตุเห็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยอัปสราเดินประกบแจทุกฝีเก้า ก่อนที่จะหันไปถามให้ได้ความ ก็รับรู้ถึงต้นเหตุที่ต้องเดินประกบ เสียงขู่ฟ่อฟ่อ ดังได้ยินชัดกลบทุกสำเนียง ก่อนเจ้าหน้าที่จะบอกว่าเสียงนั้นคือ งูจงอาง และเป็นงูจงอางขนาดใหญ่ มันนอนเฝ้าอยู่ภายในปราสาท ถ้าจะเที่ยวถ่ายภาพ ให้ถ่ายแต่ข้างนอกไม่ควรเข้าไปข้างใน ฟังเสร็จ คิดในใจ เผ่นดีกว่า เผ่นออกไม่ไกล ตรงปากทางที่เดินเข้ามาจะเห็นปราสาทใหญ่ตั้งตระหง่า ตาแก้วปราสาทที่ยังสร้างไม่เสร็จ ไม่มีภาพใดๆ ให้ดูทั้งสิ้น ไม่ว่าจะภาพแกะ ภาพสลัก แต่พอเที่ยวชมก็ได้อารมณ์อีกแบบหนึ่ง เหมือนอย่างหนังสือเขียนไว้ ถ้าสร้างเสร็จจะสวยและน่าชมมาก จากตาแก้ว ก็มาถึงสะพานสเปียนทมอ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่หลงเหลือเค้าโครงใดใด ให้จับจ้อง หรือจิตนาการ เลยไม่ได้แวะให้เสียเวลา
สุดท้ายของวันมาจบที่ 2 ปราสาทสุดท้ายที่สร้างคู่กันและอยู่ครงข้ามกัน คือปราสาทเจ้าสายเทวดา และธัมมนานนท์ ซึงปราสาททั้งสองยังมีเค้าโครงเดิมอยู่มากพอสมควรเนื่องจากได้มีการซ่อมแซมและดูแลมาอย่างดี โดยปราสาทธัมมานนท์ จะเห็นรูปสลักนางอัปสรา ยุคนครวัต ที่มีความคมชัดและสวยมาก
ส่วนปราสาทเจ้าสายเทวดา ตรงหน้าบันทิศตะวันตก ของโคปุระใต้ เป็นภาพสุครีพรบพาลี เดินถ่ายรูปไปมาแสงเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ จึงเดินทางกลับเข้าเมือง โดยเข้าทางประตูชัย ความทรงจำที่ครั้นอ่านหนังสือก็ผลุดขึ้นมา กองทัพขอมหลังชนะศึกสงครามจะเดินทางเข้าเมืองโดยอาศัยประตูนี้ ด้านหน้าของประตูชัยจะเป็นที่ประทับของกษัตริย์ที่มาชื่นชมและต้อนรับในกองทัพอันเกรียงไกร ขบวนรถละเมาะโมโตจำนวนมากมายหลายสิบคัน ต่างทยอยเข้าสู่ประตูชัย ไม่ต่างอะไรจากขบวนช้างและม้าศึก ที่ประสบชัยในสมัยโบราณ จินตนาการถึงและรู้สึกได้ ในอารมณ์ของกองทัพนั้นไม่มากก็น้อย และแล้ววันแรกก็การท่องปราสาทก็จบลง พบกับวันที่สองเร็วๆ นี้
|