พิมพ์หน้านี้
|
สดใส นักแปลกับความสุขบนวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล, ทวีศักดิ์ แก้วเข้ม: เรื่อง รุ่งโรจน์ ไกรบุตร: ภาพ
บ่ายคล้อยที่อบอ้าวของวันหนึ่ง หญิงสูงวัย ท่าทางทะมัดทะแมง เดินข้ามถนนมาจากสวนสันติชัยปราการ ผาดเผินดูคล้ายนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เธอเดินเข้ามาในร้านอาหารเล็กๆ ฝั่งตรงข้าม วางหนังสือภาษาอังกฤษหลายเล่มบนโต๊ะ ปลดเป้กระเป๋าออกจากหลังชื้นเหงื่อ โบกมือเรียกสายลมเย็น เหลียวมองไปยังประตูทางเข้าบ่อยครั้ง คล้ายดังรอคอย... ครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอก้าวลงจากรถแท็กซี่พร้อมด้วยหนุ่มสาวหลายคน เสียงกริ่งกังสดาลของโมบายสั่นไหวขณะเธอเปิดประตูเข้ามาในร้านหนังสือเดินทาง ร้านหนังสือเล็กๆ ริมถนนพระสุเมรุ หนังสือภาษาอังกฤษวางซ้อนอยู่บนโต๊ะ ใกล้ๆ กันนั้นมีหนังสือแปลหลายเล่ม ถ้วยชา กาแฟ เสียงสนทนาของเธอร่าเริง และ สดใส หลายคนที่ชมชอบการอ่านวรรณกรรมแปลคลาสสิกระดับโลกอย่าง อันนา คาเรนินา หรือพี่น้องคารามาซอฟ คงคุ้นเคยกับชื่อของเธอดี หรือใครที่ชื่นชอบงานแสวงหาด้านในของเฮอร์มานน์ เฮสเส อย่าง สิทธารถะ, นาร์ซิสซัสกับโกลด์มุนด์, สเตปเปนวูล์ฟ หรือเกมลูกแก้ว คงรู้จักกับสมญานาม ลูกสาวเฮสเส เพราะเธอแปลผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบลคนนี้จนเกือบครบทุกเล่ม นอกจากนี้เธอยังแปลผลงานวิชาการและวรรณกรรมอีกหลายเล่ม อาทิ ประวัติศาสตร์กัมพูชา (แปลร่วม) ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา, ความเงียบ, ความงามข้ามกาลเวลา, เทสส์แห่งเดอร์เบอร์วิลล, ความรักของเจน แอร์ ฯลฯ และล่าสุดคือ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ นวนิยายรางวัลบุ๊คเกอร์ไพรซ์ ปี ๑๙๙๗ ของนักเขียนแอคติวิสต์ชาวอินเดียนาม อรุณธตี รอย หลายคนยกย่องว่าเธอคือนักร่ายมนต์ชั้นเลิศผู้หนึ่ง แต่ดูเหมือนว่า กว่าเธอจะมาเป็นนักร่ายมนต์มือฉมัง จะพูดได้หรือไม่ว่าเธอต้องผ่านพบอุปสรรคและความบังเอิญมานับครั้งไม่ถ้วนบนเส้นทางของนักแปลนาม สดใส ขันติวรพงศ์ ผู้พอใจอยู่บนวิถีแห่งความเรียบง่าย ดังผลงานที่เธอได้ถ่ายทอดสู่นักอ่านมาแล้วไม่น้อย
อาจารย์เริ่มแปลหนังสือตั้งแต่ตอนไหน ต้องขอเล่าย้อน หลังจากเรียนจบปริญญาตรีที่คณะอักษรศาสตร์แล้ว ไปทำงานที่สงขลาได้หนึ่งปี กลับมาเรียนปริญญาโท ตอนนั้น อนันต์ วิริยะพินิจ ซึ่งเรียนด้วยกัน ชวนให้เขียนงานประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุผลว่าอยากเขียนประวัติศาสตร์ไทยง่ายๆ ให้นักศึกษาได้อ่านกัน พอปี ๒๕๑๘ ช่วงทำวิทยานิพนธ์ สถานการณ์บ้านเมืองไม่เอื้ออำนวย ประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์จะเข่นฆ่ากันอยู่เรื่อย เราทำวิทยานิพนธ์ไม่ได้เพราะราชการเขาไม่ให้ใช้เอกสาร เลยไม่รู้จะทำอะไร นั่งอยู่ในหอพักเปล่าๆ ปลี้ๆ ก็เริ่มแปล The Prodigy (บทเรียน) ของเฮสเส คนเรามันต้องมีวิธีหาทางออกให้ตัวเอง และโชคดีที่เราอ่านภาษาอังกฤษได้ ช่วงปี ๒๕๑๙ ขณะประชาธิปไตยและขบวนการนักศึกษากำลังล้มลุกคลุกคลาน จำได้ว่าเรานั่งพิมพ์งานอยู่ที่หอพัก
เหมือนตกกระไดพลอยโจนไหม หรือว่าเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว ชอบนะ ตอนเหตุการณ์ปี ๒๕๑๖ สงความเวียดนามกำลังระอุ เราทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ความสัมพันธ์ไทย-อินโดจีนของฝรั่งเศส ไปขอค้นเอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศ แค่เห็นหัวข้อเกี่ยวกับอินโดจีนเขาก็ตกใจแล้ว เพราะสถานการณ์ในเวียดนาม เขมร มันยุ่งมาก แต่ก็ไม่เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ที่เราจะทำ ที่จะทำคือศึกษากรณีไทยเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่หัวหน้ากองบรรณสาร ที่กระทรวงการต่างประเทศท่านก็เมตตานะ บอกว่า หนูมาอ่านได้ แต่อย่าเอาไปอ้างอิง ท่านกลัวจะกระทบกระเทือนความมั่นคง เราก็ไปนั่งอ่าน คัดลอกข้อมูลเยอะมากเพราะอยากรู้ แต่พอจะเขียนมันเขียนไม่ได้ คือทำวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์ แต่ไม่สามารถอ้างอิงข้อมูล แล้วจะเขียนได้ไงล่ะ บังเอิญช่วงนั้น เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยชั้นมัธยม ชื่อมลิวัลย์ ภักดิ์ประไพ เดี๋ยวนี้สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร กลับมาเจอกันตอนเรียนปริญญาโท เขาให้หนังสือ The Prodigy เป็นของขวัญวันเกิด มันเป็นธรรมเนียมเดิมที่เราจะให้หนังสือกันในวันเกิด ตั้งแต่สมัยอยู่โรงเรียนเตรียมฯ พอถึงวันเกิดก็จะซื้อหนังสือภาษาอังกฤษให้กัน อย่างเช่น เอ็มมา, เจน แอร์ ฉบับง่ายๆ สำหรับเด็ก สมัยนั้นมันยังไม่มีลูกหมี ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา อย่างที่นักศึกษาชอบให้กันทุกวันนี้ เพื่อนๆ ก็จะซื้อหนังสือให้กัน พอมาพบกันอีกครั้ง ไอ้วัฒนธรรมเดิมก็กลับมา วันเกิดปีนั้น มลิวัลย์ซื้อ The Prodigy ให้ ชอบมากๆ ช่วงที่เขียนวิทยานิพนธ์ (หลังจากหัวหน้ากองบรรณสารคนใหม่อนุญาตให้ใช้เอกสารได้) สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียดมาก เราก็อึดอัด เลยระบายด้วยการแปลหนังสือเล่มนี้ คือหนีบรรยากาศการเมืองเครียดๆ ไปอยู่กับบรรยากาศท้องทุ่งของเยอรมันกับเด็กชายฮันน์ กีเบนราธไปซะเลย จำได้ว่างานชิ้นนี้เสร็จร่างแรกแล้ว จึงเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา รู้สึกแย่มากๆ ออกไปไหนไม่ได้ ก็นั่งทำงานแก้ๆ เกลาๆ อยู่ที่หอพัก
อาจารย์ทำต้นฉบับด้วยการเขียนหรือพิมพ์ดีด พิมพ์ดีดมือธรรมดา พอส่งต้นฉบับเสร็จ ปี ๒๕๒๐ ก็กลับไปทำงานที่สงขลา ตอนนั้นสำนักพิมพ์เคล็ดไทยถูกรื้อถูกค้นกระจุยกระจาย หนังสือถูกยึด พวกนิรันดร์กับหรินทร์ สุขวัจน์ เขาก็เข้าป่า ต้นฉบับมันอยู่ในลิ้นชักที่เคล็ดไทยตั้งหลายปี กระทั่งนิรันดร์กลับออกมาเมื่อปี ๒๕๒๔ มารื้อๆ เห็นต้นฉบับ เกิดความสนใจก็พิมพ์ออกมา
อาจารย์ไม่ได้มีสำเนาต้นฉบับแปลเก็บไว้หรือครับ ไม่มี ส่งไปแล้วก็จบเลย ไม่ได้คิดว่ามันจะได้พิมพ์อยู่แล้ว เราทำสนุกๆ ของเรา สมัยนั้นเขาเรียกว่า ทำแก้เซ็ง เซ็งเรื่องการเมือง เรื่องวิทยานิพนธ์ อะไรประมาณนั้น อีกอย่างนะ เมื่อก่อนสำเนามันทำยาก พิมพ์ดีดสมัยโน้นต้องใส่กระดาษคาร์บอน เสียเวลามาก เครื่องถ่ายเอกสารมีใช้กันแล้วรึยัง ก็ไม่แน่ใจ ส่งต้นฉบับแล้วก็ส่งเลย ตอนหนังสือตีพิมพ์ออกมาแล้ว จึงเห็นรายการแนะนำหนังสือ บทเรียน ในมติชน ก็โทรมาที่เคล็ดไทย ความที่ไม่เคยมีผลงานแปลตีพิมพ์มาก่อน โอ๊ย เจียมเนื้อเจียมตัวเป็นบ้าเลย ช่วยส่งมาให้อ่านสักเล่ม อยากเห็น อยากอ่าน เขาก็ส่งไปให้สิบเล่ม พอเห็นหนังสือได้พิมพ์แล้วมันตื่นเต้น อยากทำเล่มอื่นต่อ (หัวเราะ) ตอนที่จะกลับไปสอนหนังสือ เราซื้องานของเฮสเสไปทั้งชุดเพราะรู้สึกถูกชะตากับงานของนักเขียนคนนี้ ก็ทยอยแปลออกมา เริ่มจาก เพลงขลุ่ยในฝัน จากนั้นก็ สิทธารถะ แล้วอื่นๆ ก็ค่อยๆ ตามกันมา หรินทร์ให้กำลังใจว่า พี่นี่เหมาะจะทำงานของเฮสเส
ทราบว่างานแปลเล่มแรกนี้ เพื่อนๆ ช่วยกันวิจารณ์มาก ใช่ๆ เรื่องการใช้ภาษา เราก็มาแก้ไข ปรับใหม่ คือแต่ก่อนเรารู้สึกว่าภาษาวรรณกรรม ศัพท์มันต้องวิจิตรบรรจง ต้องประดิดประดอย ต้องเป็นคำสวยๆ ไม่ใช่ภาษาพูด ก็โดนวิจารณ์เละเลย เพิ่งมาเรียนรู้ตอนหลัง ว่าภาษาธรรมดาๆ นี่แหละวิเศษ สื่อตรง เข้าใจได้เลย แต่เราก็ต้องตกแต่งขัดเกลา ไม่ใช่เอาคำโก้ๆ มาใช้ในที่ที่ไม่ควรใช้ อย่าง ยินดีปรีดาปราโมทย์ อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) ตอนนั้นรู้สึกว่าคำพวกนี้มันโก้ดี พูดดีใจเฉยๆ มันธรรมดาว่ะ พอใส่แบบนี้ก็โดนทัก มันเวอร์มากเลยนะ ทรงเครื่องยังกะลิเก ตอนนี้พอเห็นนักเขียนใช้ศัพท์ที่มันประดิดประดอยเราก็ขำๆ นึกถึงสมัยที่ตัวเองเริ่มทำงานแปลใหม่ๆ
ดูเหมือนเพื่อนจะมีอิทธิพลทำให้อาจารย์สนใจการแปลวรรณกรรม ตอนสมัยเป็นนักเรียนก็มีเพื่อนซื้อหนังสือให้ในวันเกิด มีเพื่อนช่วยวิจารณ์ ตรงนี้อาจารย์มีมุมมองเกี่ยวกับเพื่อนอย่างไร ที่เราเป็นตัวเป็นตนอยู่จนทุกวันนี้ การเรียนรู้ทั้งหลายได้มาจากเพื่อน และจากสิ่งแวดล้อมที่พบเจอในวัยเรียนเยอะมาก อย่างบ้านเรา (ที่กระบี่) เป็นเกาะ ถนนไปไม่ถึง ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก นี่มันไกลมาก ต้องนั่งเรือยนต์ ๖-๗ ชั่วโมงจึงจะไปถึงตัวเมือง นี่ไม่รวมถึงการต้องรอน้ำขึ้น-น้ำลงนะ โอกาสที่จะได้เจอหนังสือนั้นยากเหลือเกิน ตอนเป็นเด็ก มีน้าเป็นเจ้าของเรือติดต่อค้าขายกับในเมือง ลูกๆ ของเขาจะมีหนังสือการ์ตูนจำพวก หนูจ๋า อ่านกัน เราก็ได้ยืมเขาอ่านบ้าง แต่การอ่านหนังสือสมัยนั้นผู้ใหญ่เขาไม่สนับสนุน เขากลัวเด็กใจแตก ส่วนใหญ่ก็ได้แต่อ่านหนังสือจักรๆ วงศ์ๆ จำพวก คาวี, สังข์ทอง ให้แม่ฟัง นึกถึงบรรยากาศตอนค่ำๆ อ่านหนังสือท่ามกลางแสงตะเกียงให้แม่ฟังนี่รู้สึกดีพิลึก พอมาคิดๆ ดูโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือมันฟลุ๊คเป็นบ้าเลย ตอนจบ ป. ๔ ไม่ได้คิดว่าจะเรียนต่อ แต่จู่ๆ พี่สาว ลูกของป้าที่อยู่ในเมืองก็ฝากสั่งมากับคนเรือว่าให้เราไปเรียนหนังสือในเมือง จำได้ว่าวันที่หิ้วกระเป๋าเดินไปลงเรือนั้น ชาวบ้านที่นั่งซ่อมอวนกันอยู่เขาก็อวยพรว่า ไปดีๆ นะ ตั้งใจเรียน คือเราไม่ได้ขวนขวายอะไร แต่มันเหมือนมีอะไรคอยเตรียมไว้ มีคนคอยช่วยเหลือ พอมาเรียนในเมืองก็ตั้งใจเรียน ช่วยเขาทำงานบ้าน มีสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างหนึ่งคือ พี่สาวแต่งงานกับข้าราชการ เขารับหนังสือพิมพ์เป็นประจำ จำพวกพิมพ์ไทย, นครไทย, ผดุงศิลป์ อะไรทำนองนี้ เราก็ได้อ่านหนังสือที่ไม่ใช่ตำราเรียนค่อนข้างมาก อีกอย่างคือเพื่อนบ้าน เราเรียกแกว่า อาดับ ชื่อจริงคือ ระดับ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต พอวันหยุดอาดับจะนอนอ่านหนังสือภาษาอังกฤษบนเก้าอี้ผ้าใบเป็นประจำ เราเห็นนี่รู้สึก โอ้ โก้เป็นบ้าเลย เป็นภาพที่ประทับใจ สภาพแวดล้อมที่เพื่อนบ้านอ่านหนังสือ มีหนังสืออยู่ใกล้มือ เหล่านี้มันช่วยหล่อหลอมให้เป็นคนรักการอ่าน ตอนเรียนมัธยมต้น ครูสอนภาษาอังกฤษ ชื่อคุณครูสุจินต์ สอนอ่านนิทานภาษาอังกฤษ จำพวก บลูเบียด (Blue Beard) ซินแบด (Zindbad) ชอบมากๆ ช่วงหนึ่งอาจารย์เคร็ก เรย์โนลด์ เป็นอาสาสมัครมาสอนที่โรงเรียนระดับ ม.ศ.๑-ม.ศ.๒ ตอนเย็นๆ อาจารย์จะปั่นจักรยานเข้ามาในตลาดทุกวัน ส่วนเราก็เดินไปทำการบ้านที่บ้านเพื่อน ระหว่างทางก็จะเจออาจารย์เป็นประจำ ทุกครั้งที่เจอกัน แกก็จะทัก แว อาร์ ยู โกอิง เราก็ตอบ แอม ออน มาย เวย์ ทู รัชนีกร ส เฮาส์ พอบ่อยๆ เข้า พออาจารย์ถามเสร็จ แกก็จะตอบเอง (หัวเราะ) เพราะรู้แล้วว่าเราต้องตอบอย่างนี้ คิดดูแล้วกันว่าบรรยากาศต่างจังหวัดในสมัยนั้นมันอบอุ่นแค่ไหน มีผู้ใหญ่เป็นเพื่อนเป็นกัลยาณมิตร อย่างที่พูดได้ว่าพบเห็นอยู่เกือบทุกวัน
หนังสือแต่ละเล่มอาจารย์ใช้เวลาในการแปลเร็ว-ช้ามากน้อยแค่ไหน ถ้าเล่มใหญ่ก็ใช้เวลานานเป็นปี แต่ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ นี่ถือว่าทำได้เร็วมากนะ ราวๆ ห้า-หกเดือน ภูฐาน:ต้นธารความสุขมวลรวมประชาชาติ นี่ช้าหน่อย เพราะมีบางบทที่เกี่ยวกับทฤษฎีการเมือง ซึ่งออกจะยากสำหรับเรา อย่าง บทที่ชื่อ ความสุขมวลรวมประชาชาติคืออะไร หรือ ความเรียงว่าด้วยความสุขมวลรวมประชาชาติกับการพัฒนา ของ มาร์ค แมนคอล นี่ค่อนข้างยาก แต่ดีมากในแง่ที่เขาอธิบายว่าทำไมภูฐานจึงต้องดำเนินนโยบายอย่างนั้น ทำไมเราจึงต้องรู้เท่าทันระบบโลกว่ามันเอาเปรียบเราอย่างไร และภูฐานเขาเข้าใจ ครั้งแรกสำนักพิมพ์สวนเงินมีมาบอกว่าหนังสือมันหนา อยากจะตัดออก เราก็บอกไปว่า บทนี้สำคัญทำให้เข้าใจสิ่งที่ภูฐานได้กระทำ เป็นบทวิเคราะห์ให้เห็นว่าระบบโลกมันเอาเปรียบประเทศเล็กๆ กันอย่างไร
นวนิยายเรื่อง เกมลูกแก้ว นี่ใช้เวลาแปลนานไหม นานมาก รวมเบ็ดเสร็จ สิบปีได้มั้ง ทำๆ หยุดๆ ดีนะที่แปลเสร็จก่อนจะมีปัญหาลิขสิทธิ์ ถ้ายุ่งๆ เรื่องลิขสิทธิ์ สงสัยวางค้างไม่ทำ แต่พอดีมันเสร็จก่อนไง
ส่วนใหญ่วรรณกรรมที่อาจารย์เลือกเอามาแปล จะเป็นวรรณกรรมทางความคิด ทำไมไม่สนใจแนวอื่น เมื่อก่อนอ่านเบสต์เซลเลอร์เยอะมาก แต่ก็แค่อ่านเอาสนุก ผิวๆ เผินๆ รู้เรื่องก็พอแล้ว ไม่เคยคิดจะแปล แต่งานที่ทำๆ อยู่นี้เป็นงานที่ต้องทำความเข้าใจ ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งเห็นความลึกซึ้ง ยิ่งอ่านยิ่งอิ่ม อ่านใหม่แต่ละครั้งก็จะได้อะไรใหม่ๆ เรื่อยไป ยิ่งได้ลงมือทำมันก็ยิ่งได้ความอิ่มใจ ได้สัมผัสอารมณ์ที่งดงาม นอกเหนือจากความรู้เรื่องสังคมวัฒนธรรม หรือปรัชญาแนวคิด มันก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะอยากให้คนอื่นๆ ได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้บ้าง แต่ที่สำคัญคืออยากให้คนไทยได้อ่านงานดีๆ ของโลก คิดง่ายๆ นะ ว่าวรรณกรรมที่เขียนมาเป็นร้อยปีแล้ว ก็ยังมีคนอ่านกันเรื่อยมา มันต้องมีอะไรดีอยู่บ้างสิ เราก็ควรจะได้มีโอกาสค้นหา หรือเสพสิ่งเหล่านั้นบ้าง หรือถ้าเป็นงานรุ่นใหม่ๆ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ามีคุณค่าเราก็แปล
หนังสือที่เลือกแปลแต่ละเล่มอยู่ในความสนใจของอาจารย์อยู่แล้ว หรือว่าเขาเสนอมาให้แปล เมื่อก่อนชอบเล่มไหน ก็แปลไปเสนอสำนักพิมพ์ แต่หลังๆ มานี้สำนักพิมพ์จะติดต่อมา ก็เหมือนมันมีลู่ของมันอยู่แล้ว คือสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานแนวอื่นเขาก็ไม่ส่งมาให้เราแปล ถูกมั้ย ส่วนสำนักพิมพ์ที่คุ้นเคยกัน เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเล่มไหนควรจะส่งมาให้พิจารณา อย่างงานของ จอห์น เลน นี่ถูกจริตมาก ไม่ใช่นิยายแต่อ่านเพลินยิ่งกว่านิยาย ความงามฯ ความเงียบ ความเรียบง่ายฯ ฯลฯ เรื่องอย่างนี้ถ้านักเขียนมือไม่ถึง ก็ไม่ทำให้รู้สึกร่วมไปได้หรอก เราได้เรียนรู้จากงานพวกนี้อย่างมหาศาล มันมีผลกับชีวิตเราจริงๆ ชีวิตกับธรรมะ มันผสมกลมกลืนกันไป เรารู้สึกเหมือนปลาอยู่ในน้ำ ก็เลยรู้สึกดี การเป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ที่บางสถาบันมันก็ดีนะ เราได้เอามุมมองจากงานที่ทำไปขยายให้เด็กๆ ได้บ้าง สังเกตดู ก็เห็นว่าเด็กเขาแฮปปี้ อย่างสอนวิชาอารยธรรมเปรียบเทียบที่ราชมงคล ก็ไม่อยากให้นักศึกษานั่งท่อง มันน่าเบื่อ ก็เลยฉายหนังบ้าง แทรกๆ สิ่งที่ได้พบได้อ่านการทำงานมันก็สบายใจ เพราะงานแปลกับการสอนมันเอื้อกัน เราเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ก็เอาไปบอกเล่ากับเด็ก ดูๆ ไปพวกเขาก็ชอบนะ บอกว่าเอาไปใช้กับชีวิตได้
อาจารย์ช่วยเล่าถึงชีวิตประจำวันที่สงขลาให้ฟังหน่อย ว่าทำงานแปลอย่างไร ไม่ได้ทำเป็นเวลา เนื่องจากต้องดูแลเด็กสองคน ช่วงก่อนเกษียณมีเหตุต้องเอาเด็กสองคนมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ก็เลยมีหน้าที่ต้องรับส่งเด็กไปโรงเรียน จัดการเรื่องอาหารการกิน ไปประชุมผู้ปกครอง สอนเด็กทำการบ้าน อะไรทำนองนี้ บางวันก็ไปสอนหนังสือ เพราะเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่สถาบันการศึกษาบางแห่ง และช่วยงานภาคประชาชนอยู่บ้าง
ช่วงหลังนี้เห็นงานแปลของอาจารย์ออกมาค่อนข้างเยอะ งานมันเพิ่งออกมาช่วงนี้ ช่วงที่ลาออกจากราชการใหม่ๆ ไม่มีงานออกมาตั้งสามปี มัวยุ่งกับเรื่องเด็กๆ แต่พอพวกเขาโตขึ้นก็มีเวลาทำงานได้มากขึ้น
งานแปลที่มีการนำกลับมาตีพิมพ์ซ้ำ อาจารย์ต้องขัดเกลาใหม่ก่อนทุกครั้งหรือเปล่า ส่วนมากจะบอกเขาก่อนว่าถ้าจะพิมพ์ใหม่ จะขอแก้เกลาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็ส่งมาให้ edit ใหม่อยู่แล้ว แต่บางสำนักพิมพ์เขามีบรรณาธิการประจำช่วยดูแล เขาอาจปรับบ้าง ถ้าไม่กระไรนัก ก็ยอมๆ กันไป
มีหนังสือเล่มไหนบ้างที่อาจารย์อยากแปลมากที่สุดแต่ยังไม่ได้แปล ไม่มีค่ะ ไม่มีอะไรล่วงหน้า ส่วนใหญ่สำนักพิมพ์ส่งมาให้พิจารณา ยกเว้นของเฮสเสที่เลือกเอง ตอนนี้กำลังชั่งใจว่าจะทำได้รึเปล่า คือคุณสุเมธ สุวิยะเสถียร สำนักพิมพ์ทับหนังสือ ที่ใจกล้ารับพิมพ์พี่น้องคารามาซอฟ ในยุคที่ใครๆ ไม่กล้าลงทุนกับหนังสือเล่มหนาๆ ส่งหนังสือ Ulysses ของเจมส์ จอยส์ ไปให้เป็นปีแล้วมั้ง อยากให้แปลออกมา แต่มันเล่มใหญ่เหลือเกิน และคงแปลยากแน่ๆ เฮ้ย! ตัวละครมันพูดแบบไม่มีเครื่องหมายคำพูดกันเลย มันร่ายไปด้วยกันทั้งบทบรรยายและบทสนทนา ถ้าเป็นภาษาไทยมันจะแยกประโยคได้หรือเปล่าล่ะเนี่ย มันจะยุ่งยาก จะว่าอยากแปลก็ไม่เชิง แต่เกรงใจคุณสุเมธ กำลังจับๆ วางๆ ยังไม่ได้ลงมือ แต่ไม่แน่นะ ฤดูร้อนปี ๒๕๕๑ อาจเริ่มบรรเลงก็ได้ อยากรู้เหมือนกัน ที่เขายกย่องว่านวนิยายเรื่องนี้เป็นยอดวรรณกรรมแห่งศตวรรษที่ ๒๐ นั้น มันดีตรงไหน
น่าจะมีแฟนๆ รอคอยอ่านเหมือนดอนกิโฆเต้ โดยเฉพาะคนวรรณกรรมที่เขาชอบหรือเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เหรอ ไม่รู้เหมือนกัน คุณสุเมธบอกว่า อาจารย์ สองพันเล่มนี่ยังพอไหว หมายความว่าพอขายได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี คือหลังๆ มานี้เราเองก็รู้สึกเหมือนกับที่เจมส์ จอยส์รู้สึกนั่นแหละ ว่าการเป็นวีรบุรุษนั้นไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่คนอื่นคิดว่าวิเศษเลิศเลอ แค่ทำสิ่งเล็กๆ แล้วมีความสุขกับมัน นั่นก็ยิ่งใหญ่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็จะสอนกันว่า วีรบุรุษคือคนเก่ง ต้องทำเรื่องใหญ่ ภาษาปักษ์ใต้ใช้คำว่า ปล้ำตัว หมายความว่าต้องขวนขวายพยายาม ทำให้สำเร็จเป็นผลงานให้คนอื่นเห็น แต่ตัวเอกใน Ulysses นี้มันไม่ต้องไปผจญภัย เอาชนะใครต่อใครเหมือนโอดิสิอุสในเทพนิยายกรีก ไม่ต้องไปรบราฆ่าฟันกับใคร แค่อยู่อย่างมีชีวิตจริงๆ ทำนองว่า เมื่อกินอาหารเช้า เห็นไข่ลวกบนโต๊ะอาหารก็สุขใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่มีความหมายตอนนั้นจริงๆ หรือเมื่อหายใจก็รู้สึกได้ว่าหายใจจริงๆ Ulysses คือการเดินทางที่สำคัญของชีวิต วรรณกรรมโลกที่ได้รับยกย่องล้วนมองชีวิตกันอย่างนี้ ต่างก็แต่เหตุการณ์ ตัวละคร ฉาก บทสนทนา ภาษาที่ใช้ และลีลาการนำเสนอที่แตกต่างกัน แต่ชาวโลกส่วนใหญ่มักจะเห็นกันว่า ความสำเร็จคือการพิชิตคนอื่น หรือสิ่งอื่น ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งนั้นๆ โลกทั่วๆ ไปก็คิดอย่างวิทยาศาสตร์ที่จะต้องเอาชนะ ผลของความสำเร็จต้องเป็นชิ้นเป็นอัน ต้องเห็นและจับต้องได้ แต่ตัวเอกในงานคลาสสิกยุคใหม่ ไม่ได้เป็นไปตามกระแสโลก พวกเขาแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐไปกว่านั้น คือการมีชีวิตอย่างเข้าใจและเห็นค่าของชีวิต
มาที่งานแปลของเฮสเส อาจารย์เคยบอกว่ามันทำให้เรากลับมาหารากเหง้าของตัวเอง หมายความว่าอย่างไร คือ เราได้อะไรเยอะจากการทำงาน อย่างแรก คือเรื่องของการใช้จินตนาการ ตอนแปลงานของเฮสเส เราไม่เคยไปเมืองนอก ไม่เคยเห็นเยอรมนี เวลาทำงานก็ต้องสร้างจินตภาพจากถ้อยคำที่อ่าน ระหว่างที่ทำงาน อย่างบทเรียน เวลาบรรยายฉาก ความรู้สึกของตัวละคร เด็กมันคิดอย่างไร เราก็เหมือนรู้สึกตามไปด้วย เวลาเขาบรรยายฉาก ต้นไม้ ดอกไม้ ท้องฟ้า ภูเขา เรารู้สึกเหมือนเห็นภาพไปด้วย เราก็เลยรู้สึกว่า การอ่านช่วยพัฒนาจินตนาการอย่างมาก ฝึกให้มีอารมณ์ละเอียดอ่อน ตรงนี้สำคัญมาก โลกมันมีความสวยงามอยู่แล้ว แต่อารมณ์เราละเมียดละไมพอที่จะเห็นความงามของมันหรือไม่ ตอนเป็นเด็ก ทั้งที่บ้านและโรงเรียนไม่เคยสอนให้เรามองโลกรอบตัวอย่างซึมซับ เขาสอนกันแต่เรื่องการมีชีวิตอยู่เพื่อเผชิญความจริงของชีวิต บอกแต่ว่าต้องตั้งใจเรียนหนังสือ จะได้มีความรู้ทำมาหากินได้ ให้มีความซื่อสัตย์กตัญญู ทำนองนี้ ชีวิตมีแต่ข้อเท็จจริงที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงความสงบ ความสวยงามของธรรมชาติรอบตัว โชคดีที่เราอยู่บ้านนอก ใกล้ทะเล การได้อยู่กับท้องฟ้า ทะเล และภูเขา ได้ฟังเสียงธรรมชาติ มันก็ช่วยในระดับหนึ่ง ทำให้มีพื้นฐานตรงนี้ เวลาอ่านหนังสือก็พอจะต่อกันได้กับประสบการณ์เดิม ฉะนั้นที่พูดว่างานของเฮสเส หรืองานคลาสสิกช่วยเสริมจินตนาการ ฝึกให้เราได้พัฒนาการจินตนาการได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะกว่านักเขียนจะเขียนได้เขาต้องเห็นสิ่งนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง จึงสื่อมาถึงคนอ่านได้ งานเกือบทุกเล่มที่ทำมีลักษณะอย่างนี้ ทำให้เรารู้จักมองสิ่งรอบๆ ตัวอย่างละเอียดมากขึ้น เป็นการฝึกการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งซึ่งเราไม่เคยเรียน คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆ อย่างช้าๆ เห็นคุณค่าของมัน เมื่อทำงานแปลเราจินตนาการไปตามตัวอักษรที่เขาเขียน ไม่ใช่ถอดความไปตามจินตนาการเฟื่องของเราเอง ไม่ใช่เขาเขียนมาหนึ่งประโยคแล้วแปลไปห้าประโยค จินตนาการในที่นี้คือ เขาเขียนมาอย่างนี้ ฉากมันน่าจะเป็นอย่างไร คำพูดมันน่าจะเป็นอย่างไร ตัวละครควรจะพูดอย่างไร บางคนเอามาแปลแล้วต่อเติมเสริมแต่ง จนตัวละครกลายเป็นอีกคน นิสัยอีกอย่าง เช่นมีตัวละครที่เรารู้สึกว่ามันไม่น่าจะพูดแบบนี้ แต่ความที่คนแปลเขาอยากให้สนุก ก็เอามาขยายเองเพื่อให้คนอ่านสนุก แต่เราไม่ทำแบบนั้นนะ ไม่ใช่คิดแต่จะใช้คำที่มันเตะตาต้องใจ การอ่านและแปลงานของเฮสเส และของนักเขียนใหญ่ทั้งหลายอย่าง ตอลสตอย, ดอสโตเยฟสกี้, พี่น้องบรอนเต้ หรือจอห์น เลน ช่วยย้ำให้เรามีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่มีความหมายคือสิ่งที่อยู่ในตัวและรอบตัวเรานี่เอง จริงๆ นะ เมื่อก่อนทำไมเราไม่เคยมอง ไม่เคยคิดอย่างนี้ มีแต่มองออกไปข้างนอก วัฒนธรรมการเรียนที่บอกว่าต้องรู้จักวิพากษ์วิจารณ์ ต้องมี Criticism ทำให้เคยชินกับการวิพากษ์วิจารณ์ เห็นอะไรก็ต้องติ-ชมไว้ก่อน เห็นอะไรไม่ถูกใจเป็นต้องโมโห อึดอัด หงุดหงิด รู้สึกว่าชีวิตเป็นทุกข์มาก พอมาอยู่กับงานคลาสสิกอย่างนี้ ทำให้โลกทัศน์เปลี่ยนไป สัมผัสได้ถึงความรู้สึกๆ ว่าจริงๆ แล้วเราชอบอยู่เงียบๆ อยู่กับธรรมชาติมากกว่าอยู่กับความก้าวหน้าที่วุ่นวาย สรุปว่างานวรรณกรรมที่ทำๆ อยู่นี้มันถูกกับจริตเรานั่นเอง
อาจารย์แปลเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ แล้วมีทัศนะเกี่ยวกับความสุขอย่างไร ความสุขเหรอ เวลานี้รู้สึกว่าพอใจกับชีวิตนะ ไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง แต่งานที่ทำช่วยให้เรามีความชัดเจนกับชีวิตมากขึ้น สมมุติว่าถ้าคุณเห็นทุกอย่างรอบตัวมีคุณค่า คุณหายใจลึกๆ เป็น ได้เห็นและสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งนั้นๆ จริงๆ เห็นยามเช้าแต่ละวันที่มีสีสันต่างๆ กันไป รู้สึกเอิบอิ่มไปกับสิ่งทั้งหลายอย่างที่เราไม่เคยรู้สึกมาก่อน อย่างนี้จะเรียกว่ามีความสุขได้หรือไม่ ปกติเราเป็นคนไม่คาดหวังอะไรมากมายอยู่แล้ว ค่อนข้างจะพอใจกับอะไรที่มันเรียบง่าย ธรรมดาๆ พอพ้นจากราชการชีวิตมันก็ค่อนข้างเป็นอิสระ มีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น อาจจะไปสอนหนังสืออยู่บ้าง แต่ไม่ผูกมัดรัดตัวเหมือนตอนที่ยังเป็นข้าราชการเต็มขั้น มีคนถามบ่อยๆ ว่าเคยนึกเสียดายหรือไม่ที่ลาออกจากราชการมาเสียก่อน ตอบได้ว่าไม่เคยรู้สึกอย่างนั้น คิดว่าตัดสินใจถูกแล้ว ตอนที่พี่จะลาออกจากราชการ เพื่อนๆ ทั้งแปลกใจและตกใจ วิตกว่าเงินบำนาญที่ได้รับจะพอกินพอใช้หรือ ต้องเลี้ยงเด็กตั้งสองคน หมาแมวอีกหลายตัว เป็นห่วงไปล่วงหน้าว่าต่อไปจะทำอย่างไร เด็กๆ ยังต้องเรียนหนังสืออีกนาน ค่าใช้จ่ายจะตามมาอีกมาก ฯลฯ แต่เราไม่คิดมาก รู้แต่ว่าถ้ากลัวไปก่อนก็จะตัดสินใจทำอะไรไม่ได้เลย เราจะตายพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ยังไม่รู้ ก็อยากจะอยู่อย่างมีชีวิตเต็มที่อยู่ที่บ้าน อยากมีเวลาดูพระอาทิตย์ พระจันทร์ขึ้นที่หลังบ้านบ้าง ก็คิดง่ายๆ แค่นี้ การรับเด็กมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม แรกๆ ต้องปรับตัวหลายอย่าง แต่ทุกอย่างมันก็เป็นไปของมันเอง เวลานี้ไม่ค่อยจะเดือดร้อนอะไร ที่สำคัญคืองานหนังสือพวกนี้มันทำให้เรามั่นใจมากขึ้น เพราะความสุขเป็นสิ่งที่อยู่กับตัวเราตลอดเวลา ถ้ารู้จักตัวความสุขจริงๆ ก่อนๆ นี้คิดว่าถ้าเกษียณแล้วคงมีเวลาว่างมาก ต้องฆ่าเวลาด้วยการทำโน่นทำนี่ ต้องวาดรูป ต้องหัดทำบาติก ต้องฝึกเล่นดนตรี คือต้องมีกิจกรรมตามรูปแบบไว้กันเหงา พอเอาเข้าจริง มาอยู่บ้านชานเมือง ตื่นประมาณตีห้าครึ่ง ออกไปเดินบนระเบียงหลังบ้าน มองภูเขา มองท้องฟ้า โห ...บรรยากาศตอนพระอาทิตย์ขึ้นแต่ละวันไม่เหมือนกันเลย เลิกคิดเลยเรื่องวาดรูป เอาเวลาที่จะวาดรูปมาดูพระอาทิตย์ พระจันทร์ขึ้นดีกว่า ไม่ต้องเปลืองสี ไม่ต้องซื้อผ้าใบ ไม่ต้องหาที่เก็บ แค่ตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้เห็นศิลปินใหญ่แสดงภาพให้ดูทุกวัน การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลมันชัดเจนมาก ฤดูหนาวพระอาทิตย์เคลื่อนอย่างไร ฤดูร้อนมันขึ้นตรงไหน เริ่มที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ เห็นว่าเขาก็เป็นชีวิต เราจะอยู่กับอะไรแบบนี้ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เพื่อนๆ ที่เกษียณแล้วบางคนเขาชอบอยู่กับกลุ่มเพื่อน ตื่นเช้าต้องไปไทเก็ก ตอนเย็นต้องไปเดินที่สนาม ส่วนเราเดินบนระเบียงบ้าน อยู่กับตัวเองได้มากขึ้น ไม่ติดกับรูปแบบสังคมที่บอกว่า ถ้าคุณเกษียณแล้ว คุณต้องทำอย่างนี้ น่าจะทำอย่างนั้น คุณต้องมีกลุ่มมีพวก คุณต้องไปวัด เรารู้สึกว่า เฮ้ย! เราจัดการกับตัวเองได้นะ อยากอยู่เงียบๆ กับอะไรที่มันง่ายๆ รู้สึกว่าสงบและสบายดี เราจึงอยู่ที่บ้านได้ ไม่เดือดร้อนต้องเก็บเงินเยอะๆ เพื่อการท่องเที่ยว หรือซื้อโน่นนี่ที่แค่ทำให้สบายใจชั่วครั้งชั่วคราว อยู่ที่สงขลานี่ถือได้ว่าโชคดี ขับรถแป๊บเดียวก็ถึงทะเลแล้ว ชีวิตมันง่ายขึ้น ความสุขไม่ได้อยู่ที่ต้องมีวัตถุเงินทองมากๆ มันอยู่ที่วิธีคิด ว่าเราจะอยู่อย่างไรให้มีความสุข อยู่กับความจริงของชีวิตอย่างเข้าใจ
อย่างที่รู้กันว่าทางภาคใต้ตอนนี้มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง อาจารย์อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงคิดอย่างไรและอยู่กับมันอย่างไร ที่สงขลา โดยสภาพมันก็ห่างจากปัตตานี สามวันก่อนที่จะขึ้นมากรุงเทพฯ คราวนี้ เขาโทรศัพท์บอกกันว่าอย่าไปตลาดนัดวันอาทิตย์นะ เพราะมีระเบิดเข้ามาที่สงขลาเป็นร้อยลูก จริงหรือเท็จก็ไม่รู้ แต่เราก็ต้องระวัง ไม่ไปในที่ที่มีคนเยอะๆ อย่างศูนย์การค้านี่ค่อนข้างห่างไกลกับชีวิตเราอยู่แล้ว แต่บางครั้งเด็กๆ เขาก็อยากไปบ้าง เราก็บอกว่า อย่ามาชวนนะเรื่องที่จะไปศูนย์การค้า ไปกินเคเอฟซี เพราะว่ามันอันตราย ถ้าฉันตายพวกเธอจะลำบาก เพราะฉะนั้นอย่ามาชวนฉันไปในที่อย่างนั้น แต่ปกติเด็กๆ ก็ไม่ค่อยจะรบเร้าในเรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว สิ่งที่ทำเป็นปกติก็คือ ไหว้พระสวดมนต์ทุกคืนขอให้ภาคใต้เรากลับสู่ความสงบสุข นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ แล้วใจหาย อยากให้กลับเป็นเหมือนเดิม เมื่อก่อนเวลาว่างๆ ก็จะขับรถไปเที่ยวยะลา ปัตตานี นราธิวาสกับเพื่อนๆ กันบ่อย มีน้องๆ และลูกศิษย์ทำงานด้านโบราณคดีอยู่ที่ยะรัง จังหวัดปัตตานี ว่างๆ เราก็ไปเยี่ยมพวกเขา ชอบบรรยากาศความร่มรื่นของเรือกสวนไร่นา และอัธยาศัยไมตรีของผู้คน ทุกครั้งที่ไปก็รู้สึกเย็นใจ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนั้น บรรยากาศมันเปลี่ยนไป บางครั้งก็รู้สึกหดหู่ ก็ได้แต่ภาวนาว่าทุกอย่างจะกลับเหมือนเดิม ลึกๆ ก็มีความเชื่อว่าความหวังจะเป็นจริง
ดูไปแล้วเส้นทางการเป็นนักแปลของอาจารย์จะมีเรื่องราวมากมาย บางครั้งก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างชื่อ สดใส ถ้าพูดถึงว่า กว่างานแต่ละเล่มจะได้พิมพ์ออกมา มันก็ค่อนข้างลำบาก เพราะผู้อ่านงานประเภทที่เราทำๆ อยู่นี้ยังอยู่ในวงจำกัด สำนักพิมพ์เขาก็ต้องคิดมาก เรื่องการลงทุน บางทีกว่าจะได้พิมพ์สักเล่มเขาก็ใช้เวลาพิจารณานานมาก ถ้าจะอาศัยรายได้จากงานแปลอย่างเดียวเลี้ยงชีวิต คงไปไม่รอด (ถ้าแปลงานประเภทนี้) แต่เราทำด้วยความสนุก คล้ายๆ เป็นงานพิเศษที่มีรายได้ส่วนหนึ่งมาจุนเจือชีวิต นอกเหนือจากเงินบำนาญเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้รับอยู่ทุกเดือน สิ่งที่ได้รับมากที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นกำไรชีวิต คือการได้เรียนรู้ ได้ให้การศึกษากับตัวเองตลอดเวลา อย่างเช่น ตอนแปล The God of Small Things อ่านรอบแรกก็รู้สึกว่ามันดีนะ ชอบทีเดียว แต่ยังไม่เข้าใจทั้งหมด พอได้ลงมือทำก็ได้เห็นได้เข้าใจอะไรมากมาย เกี่ยวกับชีวิตผู้คน และ สังคมอินเดีย ได้ร่วมรู้สึกไปกับตัวละคร อารมณ์ที่สะอาดอ่อนไหวมันเกิดขึ้นในใจ การได้นั่งทำงานลักษณะนี้จึงรู้สึกคล้ายๆ ได้ล้างบาป ได้ทำความสะอาดตัวเอง รู้สึกดีทุกครั้งเมื่ออยู่กับงานที่ทำ ยิ่งช่วงไหนได้ทำต่อเนื่องนี่เหมือนได้เข้าเงียบเลยทีเดียว
ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการทำงานแปลของอาจารย์ ฟังดูเหมือนเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นั้น จะมีนักแปลที่ชื่อ สดใส อยู่ไหม ไม่รู้สิ ถ้าเขาให้ค้นเอกสารดีๆ เราก็คงทำวิทยานิพนธ์ไป ในเมื่อเขาอนุญาตให้อ่านได้แต่นำไปอ้างอิงไม่ได้ แล้วจะทำไงวะเนี่ย จะนั่งอยู่ทำไมในหอพัก จ่ายค่าหอทุกเดือน อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน ทุกอย่างมันถูกกำหนดมาแล้วมั้ง ช่วงนั้นใครๆ เขาก็กลัวคอมมิวนิสต์ เรื่องความมั่นคงต้องมาก่อน เราก็กลับไปอยู่สงขลา พอเขาเปลี่ยนหัวหน้ากองบรรณสาร เขาบอกให้ทำหนังสือขออนุญาตกลับไปใหม่ เราก็กลับมาที่กรุงเทพ มหาวิทยาลัยชี้แจงต่อกระทรวงการต่างประเทศว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวิชาการ เมื่อได้รับอนุญาตเราก็แค่เขียน เพราะข้อมูลเก็บไว้แล้วเพียบ ชีวิตมันก็ต้องมีอะไรนิดหน่อยเป็นอุปสรรค เป็นรสเป็นชาติ
เดี๋ยวมันจะสดใสเกินไป ใช่ เดี๋ยวมันจะดีเกินไป ในท่ามกลางอุปสรรคนั้น เราได้เรียนรู้ว่ามีคนดีเยอะแยะ อย่างพี่บรรณารักษ์ที่กองบรรณสาร เห็นเราหายไปนาน ก็ฝากสั่งมากับเพื่อนที่ค้นเอกสารอยู่ที่นั่น ว่าให้ลองทำหนังสือกลับไปใหม่ พอมหาวิทยาลัยทำหนังสือไป เขาก็อนุญาต เราเรียนรู้ว่า ที่เราไปได้อย่างนี้ เพราะได้พบเจอคนคนดีๆ น่ารักหลายคน อย่างตอนแปล เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ นั่งเก็กซิมเลย ภาษามลายาลัม ภาษาทมิฬ ที่เป็นภาษาอังกฤษตัวเอน จะทำอย่างไรกันล่ะเนี่ย ศัพท์มันเยอะมากเลยนะ แล้วก็โชคดีอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนไปส่งลูกบ่าวที่โรงเรียน ได้เจอครูแอน (สุภัทรา โมลดิง) ครูสอนภาษาอังกฤษ เป็นคนเชื้อสายอินเดีย ก็ลองถามเขาดูว่า ยูเป็นคนอินเดียใช่มั้ย แล้วรู้ภาษามลายาลัมรึเปล่า เขางงมากไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินคำถามอย่างนี้ เธอรู้จักภาษานี้ด้วยรึ เราก็เลยได้ที่พึ่ง เหมือนพระมาโปรด บางทีเวลาตั้งใจทำอะไรสักอย่าง อุปสรรคมันมี แต่ก็จะมีช่องทางคลี่คลายไปได้ ครูแอนช่วยได้เยอะ แต่บางคำก็ถามคุณสุมิตรา ชาวอินเดียเจ้าของร้านขายผ้าในตลาด เคยยิ้มให้กันในรถไฟครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นเจอกันก็ส่งยิ้มให้กันต่อไป ก็เลยได้ถามเขา เขารู้ภาษาฮินดี แปลกของแบบนี้ พูดง่ายๆ ว่าบนเส้นทางสายอักษร ที่บางบทบางตอนอาจมีหลุมขรุขระ เดินไม่สะดวก แต่นั่นกลับช่วยให้เราได้พบกัลยาณมิตรน้ำใจงามหลายคน ถนนสายนี้จึงเป็นถนนของมิตรภาพ ความเบิกบาน ความอิ่มใจ ทำให้ประจักษ์ชัดว่าโลกนี้มีความงาม ความดี และความสุขรอให้เราได้พบเจออยู่ทุกที่ทุกเวลา
ขอบคุณ วินัด เพ็งแจ่ม ที่เป็นธุระนัดหมายวันและสถานที่ให้ได้สัมภาษณ์ ร้านหนังสือเดินทาง เอื้อสถานที่ซึ่งให้บรรยากาศเหมาะแก่การสนทนา
ที่มา: สานแสงอรุณ ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ *นำไปเผยแพร่ต่อ กรุณาอ้างอิงที่มา*
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||