|
ค้ำประกัน VS จำนอง VS จำนำ 1. ค้ำประกันเป็นการประกันด้วยบุคลคลซึ่งจะต้องเป็นบุคคลภายนอก เข้าผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระนั้น ซึ่งบุคคลภายนอกทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้ โดยที่ลูกหนี้ไม่ยินยอมก็ได้ เพราะกฎหมายใช้คำว่า ค้ำนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง ลูกหนี้จะเป็นผู้ค้ำไม่ได้ เพราะแม้ลูกหนี้จะเป็นผู้ค้ำก็หาทำให้เจ้าหนี้มีหลักประกันดีขึ้นแต่อย่างใด ถ้าบุคคลภายนอกมิได้ทำสัญญาผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ แต่ผูกพันระหว่างบุคคลภายนอกด้วยกันก็ไม่เป็นการค้ำประกัน ตาม มาตรา 680 แต่จำนองกับจำนำนั้น เป็นการประกันการชำระหนี้ด้วยทรัพย์ ตัวบุคคลหาได้เข้าไปผูกพันไม่ และตัวผู้จำนอง หรือผู้จำนำ จะเป็นตัวลูกหนี้เองหรือบุคคลภายนอกก็ได้ 2. ทั้งค้ำประกัน จำนองและจำนำ ต่างก็เป็นหนี้อุปกรณ์ ประกันหนี้ประธาน จึงต้องมีหนี้ประธานเกิดขึ้นก่อนเสมอ ถ้าสัญญาประธานใช้บังคับไม่ได้แล้ว สัญญาอุปกรณ์ย่อมใช้ไม่ได้ด้วย เช่นนี้หนี้ประธานจะต้องสมบูรณ์ ซึงตามมาตรา 681 และ 707 ไดนำบทบัญญัติว่าด้วยการคำประกันมาบังคับใช้โดยอนุโลม 3. ค้ำประกัน เป็นการประกันด้วยบุคคลเท่านั้น แต่การจำนองนั้นเป็นการประกันด้วยทรัพย์ คืออสังหาฯ และสังหาฯพิเศษ ตามมาตรา 703 และการจำนองนั้นต้องเป็นประกันด้วยสังหาฯเท่านั้น ตามมาตรา 747 บัญญัติไว้ชัดแจ้ง 4. สัญญาค้ำประกันไม่มีแบบ หากแต่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามมาตรา 680 ว.2 อย่างไรก็ดีแต่ถ้าสัญญาจำนองนั้นหากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 714 และไม่ต้องส่งมอบทรัพย์ สัญญาจำนำ มิได้กำหนดแบบไว้แต่อย่างใด ตามมาตรา 747 จะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำ ถ้าไม่ส่งมอบก็ไม่เป็นจำนำ และตามมาตรา 747 ก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วยจึงจะฟ้องร้องกันได้ แต่ทั้นี้ต้องพิจารณาหนี้ประธานเป็นหลัก 5. ค้ำประกันเป็นการประกันด้วยตัวบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องมีเรื่องทรัพย์มาเกี่ยวข้อง แต่จำนองและจำนำเป็นการประกันด้วยทรัพย์ เป็นเหตุทำให้ทรัพย์อาจหลุดมือไปได้ ผู้จำนองและผู้จำนำจึงต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ ตามมาตรา 705 แห่งบทบัญญัติว่าด้วยการจำนอง 6. สัญญาค้ำประกันสามารถตกลงอย่างใดๆก็ได้ในสัญญา เท่าที่ไม่ขัดต่อบทกฎหมาย ข้อตกลงนั้นก็สมบูรณ์ แต่ทั้งสัญญาจำนองและจำนำนั้น มีบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับจำนองและการบังคับจำนำบัญญัติไว้ชัดแจ้ง กล่าวคือ การที่ตะตกลงกันไว้เสียก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนำชำระ เป็นข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ให้ผู้รับจำนองหรือผู้รับจำนำ เข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนองหรือจำนำ หรือว่าให้จัดการแก่ทรัพย์สินนั้นเป็นประการอื่อนอย่างใด นอกจากบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับจำนองหรือการบังคับจำนำ ข้อตกลงเช่นนั้นไม่สมบูรณ์ ตามมาตรา 711 การจำนอง และมาตรา 756 การจำนำ 7. สัญญาค้ำประกันเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำชำระหนี้ได้นับแต่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ กล่าวคือ เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วจึงเรียกให้ลูกหนี้รับผิด หากลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติ เจ้าหนี้จึงจะเรียกผู้ค้ำได้ ตามมาตรา 686 การบังคับจำนองและบังคับจำนำเช่นเดียวกัน จะฟ้องบังคับคดีได้ก็แต่หนี้ประธานถึงกำหนดชำระแล้ว 8. สัญญาค้ำประกัน มีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 หากหนี้ขาดอายุ ลูกหนี้ ยกข้อต่อสู้หรือผู้ค้ำยกข้อต่อสู้ต่อเจ้าหนี้ได้ตามมาตรา 694 แต่จำนองไม่มีอายุความตามมาตรา 193/27 แม้ขาดอายุความก็บังคับจำนองได้ตามมาตรา 745 จำนำ มีอายุคาม 6 เดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์จำนำ หรือขายทอดตลาด ตามมาตรา 763
9. หลักเกณฑ์ในเรื่องผู้จำนองร่วมกันหลายคน ไม่มีสิทธิ์ไล่เบี้ยกันเอง แต่มีสิทธิ์ได้คืนจากลูกหนี้ ตามมาตรา 725+724 แตกต่างจากผู้ค้ำหลายคน ตามมาตรา 682 ให้รับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วมสามารถไล่เบี้ยกันเองได้ตามมตรา 693 เพราะผู้จำนองเป็นบุคคลผู้ต่างเอาทรัพย์สินมาประกันหนี้ สิ่งประกันหนี้คือทรัพย์จำนอง ผู้จำนองมิได้เข้าผูกพันด้วยแต่อย่างใด ซึ่งต่างจากผู้ค้ำที่ผู้ค้ำต้องผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ อย่างไรก็ดีในเรื่องจำนำ ก็เป็นการประกันทรัพย์เช่นเดียวกับจำนอง แม้มิได้บัญญัติไว้จึงควรปรับใช้มาตรา 724 บังคับโดยอนุโลม 10. ผู้จำนองที่ถูกเจ้าหนี้ฟ้องบังคับจำนอง จะขอให้เจ้าหนี้บังคับเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน โดยอาศัย ม. 688 ,689 และ 690 หาได้ไม่ เพราะมาตรา 727 และ 707 ว่าด้วยการรจำนองอนุโลมเพียง 681,697,700,701 ในเรื่องผู้ค้ำหลุดพ้นความรับผิดและหนี้อันสมบูรณ์ใช้เท่านั้น แต่ในเรื่องจำนำ ไม่มีบทระบุลำดับบังคับจำนำ การเฉลี่ยการชำระหนี้จึงนำ ม. 734 จำนองมาใช้โดยอนุโลม การจำนำก็เป็นการประกันด้วยทรัพย์เช่นจำนอง จึงใช้สิทธิตาม ม. 688,689 และ 690 ว่าด้วยค้ำประกันไม่ได้ด้วย 11. การบังคับจำนองนั้นตามมาตรา 728 และ 729 ไม่ว่าวิธีใดจะต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดไว้ในคำบอกกล่าวนั้น ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ต้องฟ้องต่อศาลขอบังคับจำนองเท่านั้น แต่ในการบังคับจำนำวิธีการเหมือนกันเพียงแต่ผู้รับจำนำสามารถเอาทรัพย์สินออกขายทอดตลาดได้ ไม่ต้องฟ้องต่อศาลเช่นจำนอง ตาม ม.764,765 และการบังคับจำนำนั้นมีได้วิธีเดียว คือขายทอดตลาดเท่านั้น ไม่มีการเอาทรัพย์หลุดเช่น 729 ว่าด้วยจำนอง
12. สิทธิจำนองครอบเพียงใด ตามมาตรา 715 ทรัพย์สินที่จำนองย่อมเป็นประกันหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ด้วย มี 3 อย่างคือ 1.ดอกเบี้ย 2. ค่าสินใหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ 3.ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง แต่สิทธิจำนำครอบเพียงใดนั้น ตาม ม. 748 บัญญัติเช่นเดียวกับจำนอง 1,2,3, เพียงแต่เพิ่ม 4.ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาทรัพย์สินซึ่งจำนำ และ 5.ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่ความชำรุดบกพร่อง ซึ่งการค้ำประกันนั้น ถ้าเป็นการค้ำอย่างไม่มีจำกัด การค้ำหนี้ประธานย่อมคุ้มถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ด้วย ตาม ม.683 ซึ่งคล้ายการจำนองและจำนำ หากแต่ไม่มีค่ารักษาทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ม. 684 ยังกำหนดให้ ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมศาลเช่นเดียวกับจำนองและจำนำด้วย 12. ผลแห่งการบังคับจำนองและจำนำ ตาม ม. 732,733 และ 767 บัญญัติไว้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อบังคับจำนองหรือจำนำ ได้จำนวนเงินสุทธิเท่าใด ต้องจัดสรรชำระหนี้และอุปกรณ์ให้เสร็จสิ้น ถ้ายังมีเงินเหลืออยู่เท่าใด ก็ให้ส่งคืน แก่ผู้จำนองหรือจำนำ (767 ว.1+732) แต่ตาม ม. 732 ระบุให้ต้องจัดสรรตามลำดับ แต่จำนำไม่ต้องเพราะเจ้าหนี้ไม่ต้องฟ้องต่อศาลก็ขายทอดตลาดได้ และกรณีตาม ม.733 ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุดหรือขายทอดตลาด แล้วไดเงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนที่ค้างชำระอยู่ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด กล่าวคือทั้งลูกหนี้ชั้นต้น และผู้รับจำนอง แต่ ม. 767 ว.2 ถ้าได้เงินจำนวนน้อยกว่า จำนวนค้างชำระ ตัวผู้จำนำหรือบุคคลภายนอก ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ ตามมูลนี้ประธานที่บังคับได้ตามกฎหมาย ในเรื่องค้ำประกันจะแตกต่างจากจำนองคือลูกหนี้ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนั้นถ้าผู้ค้ำช้ำชำระหนี้ไปหมดจะเหมือนกรณีจำนำ
14. ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาค้ำประกันนั้น ตาม ม. 698 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไป ไม่ว่าเพราะเหตุใดๆ แต่ ม. 744 กำหนดว่าจำนองย่อมระงับสิ้นไป (1.) เมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไป ด้วยประการอื่นใดมิใช่เหตุอายุความ (2.) เมื่อปลดจดนองให้แก่ผู้จำนองด้วยหนังสือเป็นสำคัญ (3.) เมื่อผู้จำนองหลุดพ้น (4.) เมื่อถอนจำนอง (5.) เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองตามคำสั่งศาลอันเนื่องมาจากการบังคับจำนองหรือถอนจำนอง (6.) เมื่อทรัพย์จำนองนั้นหลุด และใน ม. 769 จำนำย่อมระงับสิ้นไป (1) เมื่อหนี้ซึ่งจำนำเป็นประกันอยู่นั้นระงับสิ้นไป เพราะเหตุประการอื่นมิใช่เหตุอายุความ (2) เมื่อผู้รับจำนำยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ จะเห็นไดว่าทั้งจำนอง และจำนำแม้หนี้จะขาดอายุความก็ยังมิใช่เหตุที่ทำให้หนี้ระงับ แต่ค้ำประกันระงับไม่ว่าจะเพราะเหตุใดๆ อีกทั้งจำนำเมื่อสัญญาสมบูรณ์ด้วยส่งมอบ หนี้จะระงับก็ต้องส่งคืน ต่างจากจำนองที่ต้องไปจดทะเบียน ตาม ม. 746
|