• lek2010
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : lek2010@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-10
  • จำนวนเรื่อง : 17
  • จำนวนผู้ชม : 1568
  • จำนวนผู้โหวต : 8
  • ส่ง msg :
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม 2550
ฝึกลูกมีวินัย
Posted by lek2010 , ผู้อ่าน : 113 , 16:13:45 น.  
พิมพ์หน้านี้




ฝึกลูกมีวินัยอย่างไรดี ?

 

พ่อแม่ต้องอบรมสั่งสอนลูกเรื่องอะไรบ้าง

1) การปรับตัวสัมพันธ์กับคนอื่น

2) การเคารพกฎระเบียบของสังคม

3) การรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น

4) การรู้จักบังคับใจตัวเอง

 

พ่อแม่ท่านอบรมสั่งสอนท่านวิธีใด

1) เคี่ยวเข็ญลงโทษให้ทำด้วยความโกรธ

2) ตะล่อมให้ทำด้วยความรัก

 

เด็กมักดื้อ ไม่เชื่อฟัง เมื่ออยู่ในสถานการณ์เหล่านี้

1) พ่อแม่ควบคุมบังคับให้ลูกทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ลูกไม่อยากทำ

2) เด็กถูกบังคับให้เลิกทำสิ่งที่ชอบทำ

3) เด็กถูกคาดหมายให้ทำตามกฎเกรณ์ของครอบครัว

 

การอบรมสร้างวินัยให้ลูกต้องอดทนนาน ไม่ใช่ของง่าย ต้องมีศิลปะ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรตึง เมื่อไหร่ควรหย่อน โดยเฉพาะกับวัยรุ่น

 

หัวใจสำคัญคือ ต้องให้เด็กได้รู้ถึงความใส่ใจ (แคร์) ของพ่อแม่ และรู้ถึงการต้องเชื่อฟังในเวลาเดียวกัน

 

วัยรุ่นที่ไม่มีปัญหา มักมีความสุข ไม่มีแรงกดดันจากพ่อแม่ในวัยเด็ก บุคคลิกภาพของเราในปัจจุบันเป็นผลมาจากการหล่อหลอมในวัยเด็ก

เด็กวัยรุ่นที่มีความสุข จะบังคับใจตัวเองได้ เพราะมีพ่อแม่คอยให้กำลังใจ มากกว่าเคี่ยวเข็ญลงโทษ หรือใช้อำนาจควบคุมบังคับ

และเป็นผลดีทั้งต่อพ่อแม่และต่อตัวลูก

 

เด็กสมัยก่อนมักอยู่ในโอวาทพ่อแม่ เพราะ "กลัว" ถูกลงโทษ มากกว่าอยากมีทำโดยตัวของเด็กเอง ผลเสียคือ ทำให้เด็กไม่กล้าคิด

ริเริ่มสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ขาดความกระตือรือล้น ดึงความสดใสร่าเริงออกไปจากเด็กอย่างมาก

 

การสร้างวินัยแก่เด็ก ต้องเข้าใจอารมณ์ของเด็กด้วย เด็กจะมีอารมณ์แบผู้ใหญ่ได้ ก็ต่อเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเท่านั้น พ่อแม่

ไม่ควรคาดหวังให้เด็กมีมาตรฐานสูงเหมือนผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละให้เรียนรู้ตามลำพัง

 

วินัยคือการที่บุคคลสามารถแสวงหาแนวทางในการแสดงออกเพื่อสนองความต้องการของตนเอง ในขณะเดียวกันได้รับการยอมรับ

จากสังคมด้วย

 

วินัยที่ดี ควรเป็นกฎที่สมเหตุสมผล ทำไปเพื่อ

1 ความปลอดภัยของเด็ก เพราะเด็กไม่รู้ว่าอะไรอันตรายหรือเป็นโทษกับตัวเอง

2 ความสงบในครอบครัว เด็กที่หัวแข็ง ดื้อ จะทำให้ครอบครัวแตกแยกได้

3 ปรับตัวเข้ากับสังคมได้

4 มีสมาธิเต็มที่ในการทำหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ

5 เพื่อหัดบังคับตนเอง ให้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้

 

เป้าหมายการสร้างวินัยให้เด็กคือ ทำให้เสียงเตือนของเรา เสียงเตือนของคนอื่นรอบข้าง กลายเป็นเสียงเตือนของตนเอง

ออกมาจากจิตสำนึกของตนเอง ด้วยวิธีการไม่ใช่แบบควบคุมบังคับ ได้แก่

1) ความสามารถต่อต้านสิ่งเย้ายวน ที่มีผลเสียหายต่อตนเองและผู้อื่น

2) ความรู้สึกผิดในใจ ไม่สบายใจที่ได้ทำในสิ่งที่ไม่สมควรลงไป จนถึงขั้นสำนึกผิดสารภาพบาป

3) ความเป็นผู้มีจิตใจประกอบด้วยคุณธรรม เมตตา โอบอ้อม

4) ความละอายต่อบาป ความยำเกรงพระเจ้า รวมถึงความพร้อมที่จะลงโทษผู้อื่นเมื่อเห็นเขาทำผิด

 

มนุษย์แต่ละคนมีระดับจิตใจด้านศีลธรรมแตกต่างกัน มากบ้างน้อยบ้าง เมื่อจะสร้างวินัย ต้องวัดคุณธรรมของเด็กด้วย

 

จะเริ่มสร้างวินัยลูกเมื่อไหร่ ?

ตอบ เริ่มตั้งแต่ลูกลืมตาดูโลกเลย ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนโตจะสายเกินไป

 

เด็กมักถูกปรับให้เป็นไปตามทิศทางที่พ่อแม่คาดหวัง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการต่อต้านคำสั่งและไม่เชื่อฟัง

เพราะเด็กๆจะถูกพ่อแม่อบรมสั่งสอนไม่ให้ทำในสิ่งที่ชอบ คำพูดประเภท "หยุดนะ" หรือ "ห้ามทำนะ" มักถูกใช้บ่อย

 

แต่บ่อยครั้งที่เด็กไม่รู้ว่า เพราะอะไรจึงต้อง "หยุด" โดยพ่อแม่ไม่ได้ให้เหตุผล เอาแต่ใช้คำสั่งด้วยความโมโห

 

หลายครั้งที่พ่อแม่ตีความพฤติกรรมของลูกผิดๆ จึงตอบโต้ออกไปแบบผิดๆ ซึ่งมักเกิดกับเด็กวัยรุ่น ทำให้ลูกรู้สึก

ว่าไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะพ่อแม่ไม่ยอมฟังเหตุผลของลูก มักคิดว่าเหตุผลของตนถูกต้องกว่าเสมอ ดังนั้น

พ่อแม่ควรรับฟังลูก และสอนแบบให้แนวทาง ไม่ใช่ลงโทษ หรือดุด่าอย่างเดียว

 

พ่อแม่ต้องตกลงกันก่อนว่า จะสอนลูกด้วยวิธีใด ต้องวางกฎระเบียบ รวมทั้งมาตรฐานการอบรมทุกอย่างต้องมี

พูดกันอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ลูกสับสน พ่อว่าอย่าง แม่ว่าอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคน

ในครอบครัวหรือในสังคมภายนอก ถ้าคนหนึ่งอ่อน อีกคนหนึ่งแข็ง เด็กจะเข้าหาคนอ่อนเสมอ และกลายเป็น

พระเอก ในขณะที่อีกคนต้องกลายเป็นผู้ร้าย ในสายตาของเด็ก

 

การทะเลาะกันของสามีภรรยา มักเกิดจากการที่ไม่ได้ตั้งข้อตกลงร่วมกันไว้ก่อน ว่าจะเลี้ยงลูกกันอย่างไร

 

สิ่งที่ใช้เป็นเกรณ์ในการสร้างข้อตกลง เพื่อสร้างเป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตให้ลูก ได้แก่

1) อะไรคือสิ่งที่เขาน่าจะทำได้ (เคารพกฎเกรณ์) ตามระดับช่วงอายุของเขาแต่ละคน

2) เมื่อออกกฎระเบียบอะไร ลองถามตัวเองว่าเพื่ออะไร

3) มีวิธีให้เด็กทำตามด้วยความเต็มใจอย่างไร โดยไม่อ่อนหรือแข็งเกินไป

 

ควรแบ่งกลุ่มพฤติกรรมของเด็ก ออกเป็นดังนี้

1) ไฟเขียว พฤติกรรมอะไรที่ต้องส่งเสริมให้เขาทำบ่อยๆ เช่น การเสียสละ การไม่เห็นแก่ตัว รู้จักรับผิดชอบ ปรนนิบัติผู้อื่น

    โดยเฉพาะการใช้สิทธิ์ส่วนตัวของเขา ต้องไม่ไปเหยียบย่ำทำร้ายผู้อื่น

2) ไฟเหลือง พฤติกรรมอะไรที่เราไม่ส่งเสริม แต่ถ้าเห็นเด็กทำ ก็คิดว่าเป็นการเรียนรู้ของเด็กที่เราพอทนได้ เช่น การทำ

    ของแตกโดยไม่เจตนา หรือย่ำน้ำเปียกๆเข้ามาในบ้าน เรื่องหยุมหยิมที่ไม่ได้มีอันตรายต่อเด็กหรือผู้อื่นนัก ฯลฯ

3) ไฟแดง พฤติกรรมอะไรที่เราไม่ต้องการให้เด็กทำเลย เช่น การวิ่งออกถนนตามลำพัง ปีนหน้าต่าง เล่นมีด ทำร้าย

    ร่างกายน้อง ติดเกมส์ ก้าวร้าว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเองหรือต่อสังคมรอบข้างเขา

 

อย่าสร้างกฎมากเกินไป

กฎทุกข้อต้องมีเหตุผล โดยถามตัวเองว่า

1) จำเป็นใหม

2) เด็กทำได้ใหม

3) ยุติธรรมกับเด็กใหม

4) เด็กเข้าใจกฎเหล่านี้หรือยัง

5) รู้ว่าไม่ทำตามแล้วจะเกิดผลเสียตามมาอย่างไร

6) พ่อแม่ต้องใช้กฎเหล่านี้เหมือนกัน ในทิศทางเดียวกัน ไม่ขัดกัน

 

ถ้าเด็กโต พ่อแม่อาจเขียนกฎเหล่านี้แปะไว้เป็นข้อๆให้เด็กเห็นเพื่อเตือนความจำ อย่าคาดหวังว่าจะได้รับความ

ร่วมมือ 100 % เด็ก 3-5 ขวบ อาจทำได้เพียง 50% อย่าเอาแต่ผิดถูก แต่ต้องดูด้วยว่าอยู่ในวิสัยของอายุเด็กใหม

 

เด็กไม่ทำ ไม่ใช่เพราะดื้ออย่างเดียว (ทิฐิสูง ต้องการเอาชนะโดยไม่มีเหตุผล) แต่อาจเป็นเพราะไม่เข้าใจเหตุผล

ของเรา หรือมองไม่เห็นความจำเป็น มิใช่ว่าเด็กมีเจตนาต่อต้านเสมอไป

 

เด็กมักยึดเอาความต้องการตนเองเป็นใหญ่เสมอ มักต้องการให้คนมาเอาใจตน การแคร์ความต้องการคนอื่น

มีน้อยมาก เรียกว่า เห็นแก่ตัวมาก เด็กมักเรียนรู้วิธีปฎิบัติต่อสิ่งรอบข้างตามอย่างพ่อแม่ของเขาเอง

 

เด็กที่เงียบๆ ไม่ต่อต้าน ไม่แสดงออกเลย น่าเป็นห่วงมากกว่าเด็กที่ก้าวร้าว ดื้อดึง

 

พ่อแม่บางคนเข้าใจผิดว่า การให้ทุกอย่างที่ลูกขอ เป็นการทำให้ลูกมีความสุข มักมีความเชื่อผิดๆว่า ความรัก

เท่านั้น เพียงพอที่จะทำให้ลูกเป็นคนดีได้ และจะทำให้เขาเบ่งบาน แต่การให้ความรักโดยไม่มีการอบรมสั่งสอน

ต้นไม้ดีๆนั้นอาจกลายเป็นวัชพืชไปได้

 

ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบการถูกลงโทษ และการลงโทษจะไม่ทำให้มนุษย์เรียนรู้การรู้จักบังคับตนเองได้เลย

แต่ที่ถูกคือ ต้องทำให้เด็กรู้สึกอยากทำด้วยความเต็มใจมากกว่า เมื่อเต็มใจอยากทำแล้ว จะสอนอะไรก็ไม่มีปัญหา

 

ทำอย่างไรลูกจึงอยากทำด้วยความเต็มใจ

ต้องทำด้วยความรักและให้เกียรติ จนเด็กกลัวสูญเสียความรักไปถ้าเขาไม่ทำตามข้อตกลง ดังนั้น ท่านต้องสร้าง

ความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกก่อนเสมอ บอกให้เขารู้ว่า ท่านไม่ชอบพฤติกรรมใดของเขา แต่ไม่ใช่หมดรักในตัวเขา

อย่าขู่ว่าท่านจะไม่รักเขาแล้ว ท่านไม่ควรเอาความรักของท่านมาเป็นเงื่อนไขต่อรองให้เขาทำหรือไม่ทำอะไรทั้งสิ้น

 

วิธีสร้างจิตสำนึกเพื่อบังคับใจตนเอง

ถ้าพ่อแม่ลูกรักกันดี เมื่อลูกถูกตักเตือน เขาจะนำคำว่ากล่าวของพ่อแม่มาสอนตัวเอง นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นของ

คุณธรรมในจิตใจมนุษย์ (คุณธรรมในระดับมนุษย์ทั่วไป) เพราะเด็กรู้ว่าพ่อแม่ไม่ชอบ จึงไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจ

 

ในทางกลับกัน ถ้าพ่อแม่ไม่รักลูก เด็กจะต่อต้านคำว่ากล่าวตักเตือน และไม่นำเอาคำเตือนมาเป็นส่วนหนึ่งของ

ความคิดของตน เป็นที่มาของคำว่า "สั่งสอนเท่าไหร่ไม่รู้จักจำ"

 

การเข้าใจความปราถนาดีของพ่อแม่ เรียนรู้ที่จะทำตามคำสั่งสอน เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักเคารพกติกาของสังคม

เด็กจะเรียนรู้ว่า การอยู่ร่วมกับผู้อื่น จะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ ทำตามความปราถนาของตนเองไม่ได้ เด็กต้องเรียนรู้

ที่จะเบรคตัวเองได้ เพื่อไม่ให้ความต้องการที่ไม่ถูกต้องของตน ออกมาเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

 

สร้างอิสรภาพที่มีขอบเขตให้แก่เด็ก ไม่ใช่ตามใจจนเหลิง จนไม่รู้จักขอบเขตของตัวเองและผู้อื่น เช่น เด็ก 4 ขวบ

มีขอบเขตการเดินเล่นได้แค่ไม่เกินประตูบ้าน จะออกไปถนนไม่ได้ ขอบเขตของเด็กวัยรุ่นคือ จะออกไปไหนกับใคร

และจะกลับเมื่อไหร่ ต้องบอกกล่าวกัน เป็นต้น

 

เด็กอาจไม่พอใจที่ถูกกักขังอิสรภาพ แต่ลึกๆเขารู้ว่าเป็นเพราะ "เขาแคร์เรา เขารักเรา" ถ้าพ่อแม่ปล่อยให้เป็นอิสระ

มากๆ เด็กจะเข้าใจไปเองว่า พ่อแม่ไม่รักและไม่แคร์เขามากพอที่จะใส่ใจ เขาคงไม่มีค่ากับพ่อแม่มากนัก ดังนั้น

อย่ากลัวที่จะให้ลูกรู้ว่า อะไรที่เขาทำได้ อะไรไม่ควรทำ และทำได้แค่ใหน โดยให้เหตุผลว่า รักและแคร์เขา

 

ท่านต้องใจแข็งในการกำหนดขอบเขต เขาอาจโวยวาย แผงฤทธิ์  ท่านอย่าให้น้ำตามาทำให้ท่านใจอ่อน เพราะ

ท่านกำลังฝึกให้เขาเป็นคนมีคุณภาพและเป็นผู้ใหญ่ และทุกข้อต้องมีเหตุผล และคำนึงถึงวัยของเขาด้วย

 

ถ้าท่านปกป้องลูกมากไป มักไม่อนุญาติให้ลูกทำอะไร และมักมีข้อห้ามมากมาย จนเด็กขาดความเชื่อมั่น

เด็กกลุ่มนี้จะโตมาด้วยความกลัว ความขี้อาย ไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตของเขา ทำอะไรต้องคอยแคร์ว่า

จะโดนคนอื่นว่าใหม หรือแคร์ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับตน ไม่มีความเป็นผู้นำ

 

ส่วนใหญ่เด็กที่หัวแข็ง และดื้อดึง มักเป็นเด็กขาดกำลังใจ ไม่มีใครศรัทธาในตัวเขา จนเขารู้สึกว่า ทำดีก็ไม่มีประโยชน์

จึงไม่สนใจช่วยเหลือสังคม พฤติกรรมช่วยเหลือสังคมได้แก่ ปรนนิบัติ แบ่งปัน ปกป้อง เอื้ออาทร เป็นต้น

 

พ่อแม่ควรใช้อำนาจอย่างไร จึงจะพอดี ?

ทางที่ถูกคือ ต้องผสมผสานอ่อนและแข็งเข้าด้วยกัน คือให้ทั้งความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจแก่ลูก และเมื่อจำเป็น

ต้องแข็ง ก็ให้เหตุผลในการกระทำ ไม่ว่าจะให้ลูกทำตามเรื่องใดก็ตาม จะไม่ใช้อารมณ์ใส่ลูกเลย

วิธีนี้จะทำให้เด็กมีบุคคลิกภาพเป็นมิตรกับผู้อื่น กล้าแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเอง เข้าไหนเข้าได้ รู้จักแสดงออกเหมาะ

สมในสังคม

 

การอดทนพยายามอธิบายเหตุผลว่า เพราะอะไรจึงต้องทำ และเพราะอะไรจึงห้ามทำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ความรักต้องอดทนนาน เหตุผลที่ท่านพูด จะค่อยๆซึมเข้าไปในจิตสำนึกของเขา เด็กบางคนท้าทาย อาจแกล้ง

เป็นไม่เข้าใจ ชอบเถียงและต่อรอง โยกโย้เพื่อเอาชนะ ขอให้ใจเย็นไว้ อย่ามัวไปต่อล้อต่อเถียง เพียงย้ำประโยค

เดิมอย่างหนักแน่น (ไม่ขึ้นเสียง) ใจแข็งอย่าใจอ่อน ถ้าเด็กเห็นท่านเอาจริง เขาจะหยุดเอง

 

พ่อแม่ต้องอ่านอาการของลูกให้ถูกต้อง เปิดใจรับฟังอย่างไม่มีอคติ อย่าด่วนสรุปเอาเอง ให้ค้นหาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง

พฤติกรรมที่ลูกแสดงออกมา พูดคุยสื่อสารสองทาง ไม่ใช่เผด็จการอย่างเดียว อย่ามีคำพูดที่ผสมด้วยคำตำหนิ

 

ปลูกฝังนิสัยที่ดีให้แก่เด็กด้วยกิจวัตรประจำวัน เพราะการทำอะไรซ้ำๆบ่อยๆ จะเป็นการสั่งสมนิสัยให้เขานั่นเอง

พ่อแม่ต้องอดทนสอนซ้ำๆทุกวัน ไม่ใช่ตำหนิ แต่พูดให้เห็นถึงผลดีที่จะต้องทำ เช่น ต้องแปรงฟันตื่นเช้าและก่อนนอน

ดีอย่างไรบ้าง ต้องมีมารยาทดีเพราะอะไร ต้องซื่อสัตย์เพราะอะไร ต้องช่วยเหลือผู้อื่นเพราะอะไร  การปล่อยให้ลูก

ทำกิจวัตรประจำวันเองตามอำเภอใจจะมีผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะเขาต้องการคนชี้นำแนวทาง

 

วิธีแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็ก

คนที่เป็นเด็กมาก จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง กลายเป็นดื้อดึงไม่เชื่อฟัง มีลักษณะดังนี้

1) ไม่ว่าจะขอร้อง หรือบอกให้เด็กทำอะไร เด็กมักไม่ทำตามที่คาดหวังในระยะเวลาที่ท่านกำหนดว่าควรจะทำ

   เช่น ยืดเยื้อไม่ทำตามทันที อาจเป็นหนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง ฯลฯ เช่น บอกให้ไปนอนก็ไม่ไปทันที เป็นต้น

2) ไม่ทำสิ่งที่กำหนดให้ได้ตามต้องการ เช่น กินข้าวคำสองคำก็เลิก กินในสิ่งที่ไม่ควรกิน ให้ไปเก็บของเล่นก็ไม่ไป ฯลฯ

3) ไม่ทำตามกฎเกรณ์ของบ้านที่ได้ตั้งไว้ เช่น กลับบ้านดึกโดยไม่บอกล่วงหน้า แอบเอารถไปขับ ฯลฯ

 

ก่อนตัดสินลูกที่ไม่เชื่อฟัง ให้ลองสังเกตุว่า ลูกเคารพและเชื่อฟังใครบ้าง และสังเกตุว่า คนๆนั้นทำตัวอย่างไร

และเลียนแบบวิธีของคนๆนั้น นี่จึงเป็นการแสดงความรักต่อลูกอย่างแท้จริง

 

คำชมเชย ทำให้เด็กทำพฤติกรรมนั้นๆบ่อยขึ้น

ความเฉยเมย ทำให้เด็กลดการทำพฤติกรรมนั้นๆลง จนเลิกทำ

 

ถ้าเด็กทำผิด อย่าให้รางวัลด้วยการชม การใส่ใจ ยิ้มให้ หรือสนใจมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กไม่ยำเกรง

เช่น ถ้าเด็กไม่ยอมกินข้าว เอาแต่วิ่งเล่น พ่อแม่อย่าไปใส่ใจ แค่บอกว่า จะตั้งไว้บนโต๊ะ หิวก็มากินเอง

 

สรุป

1) อย่าให้รางวัลในพฤติกรรมที่เราต้องการให้เด็กหยุดทำ

2) อย่าทำเฉยเมยกับพฤติกรรมที่ดีของเด็ก

สังเกตุว่า จะไม่มีการลงโทษเลย

 

เมื่อเด็กทำผิด ให้ถามว่าอะไรผิด อย่าถามว่า ทำไมจึงทำผิด

1) การที่เด็กทำผิด เป็นความพยายามจะบอกอะไรกับท่านหรือไม่

2) เด็ก ได้อะไรจากความเกเรของเขาหรือไม่

3) พ่อแม่มีส่วนช่วยให้พฤติกรรมเกเรเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยพ่อแม่ไม่รู้ตัวหรือไม่

 

การพูดเสียงดังดุด่าว่ากล่าว ไม่มีประโยชน์ในการสร้างวินัยกับเด็ก แต่ควรใช้วิธี

แสดงออกทางการกระทำแทนคำพูดเสมอ

 

กลยุทธ์การให้กำลังใจ

ร่างกายต้องการอาหารฉันใด จิตใจก็ต้องการเช่นกัน เด็กที่ดื้อ มักเป็นเด็กที่ขาดกำลังใจเสมอ

คนขาดกำลังใจ คือคนที่มีความเชื่อฝังแน่นว่า เขาสู้คนอื่นไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ยอมแพ้ต่อชีวิต

มักไม่เคยได้รับความชื่นชมหรือกำลังใจจากพ่อแม่เลย คำพูดเช่น

- ห้ามแตะนะ เดี๋ยวแตก

- ทำไมโง่อย่างนี้

- บอกกี่ครั้งแล้ว ยังไม่รู้ภาษา

- จะต้องให้ด่ากันไปถึงไหนถึงจะจำ

ทำให้เด็กคิดว่า

- ฉันไม่ดี ฉันสู้ใครไม่ได้ ฉันคงเลวจริงๆ

- ทุกคนล้วนดีกว่าฉันทั้งนั้น

- ความพยายามของฉันไม่มีวันสำเร็จ

- ฉันคงไม่พยายามอีกต่อไปแล้ว

 

วิธีให้กำลังใจ

- เริ่มจากจุดเด่นที่เขามีอยู่แล้ว

- อย่าตอกย้ำจุดอ่อนหรือปมด้อย

- แสดงความชื่นชม

- เป็นกันเอง

- แสดงความรักต่อลูก

- ถ้าจะให้เด็กทำอะไร ควรบอกเป็นขั้นๆทีละน้อย

- ใช้อารมณ์ขันช่วย

- ชื่นชมว่าเด็กพยายามทำ

- ถ้าเด็กทำให้โกรธ ควบคุมสติไว้

- เมื่อต้องการฝึกวินัย อย่าใช้คำพูด ให้ลงมือกระทำแทน เพราะเสียงของท่านจะแสดงอารมณ์โกรธออกมา

  เช่น พี่น้องตีกัน ไม่ควรตะเบ็งเสียงใส่ลูก ให้จูงมือแยกกันไปก่อน เมื่อท่านหายโกรธแล้วค่อยพูด

- อย่าทำตัวยุ่งกับเด็กทุกเรื่อง ให้เขามีโอกาสแก้ปัญหาเองบ้าง

- อย่าเฆี่ยนตีเด็ก

- ศรัทธาและยอมรับอย่างที่เขาเป็น

- เข้าใจเขา มองโลกในมุมของเขา อย่าด่วนตัดสิน ตัวท่านเองก็ใช่ว่าจะถูกไปเสียหมดตลอดเวลา

- ศรัทธาในตัวลูก เชื่อมั่นว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ความเชื่อของคุณที่แสดงต่อเขาจะมีอิทธิพลต่อเขา

- หัดมองโลกในแง่ดีเข้าไว้

 

ทุ่มพลังในการมองหาพฤติกรรมที่ดี อย่าเอาแต่จ้องจับผิดอย่างเดียว เพราะจะกลายเป็นคำแช่งสาปแก่ลูก

การแสดงความชื่นชม ควรใช้อย่างยิ่งในเด็กที่ดื้อดึง เกเร และต้องทำต่อหน้าคนอื่นให้เขารู้ด้วย อย่าแอบชม

แต่ต้องระวัง ให้ชมเป็นเรื่องๆไปในสิ่งที่เด็กทำดีจริง พูดให้ตรงจุด อย่ายกยอเกินไป

 

กลยุทธ์การทำเป็นไม่สนใจในพฤติกรรมไม่ดี ใช้ในกรณีต่อไปนี้

- บางครั้งเด็กเผลอทำผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ และเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ พ่อแม่อาจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้ อย่าหยุมหยิมเกินไป

- ใช้ในกรณีเด็กเรียกร้องความสนใจจนเกินเหตุ เช่น แกล้งร้องเสียงดัง ให้ท่านเดินหนีหรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เขาจะหยุดเอง

  (วิธีนี้ใช้ไม่ได้ ถ้ามีผู้ใหญ่คนอื่นอยู่ด้วยในบ้าน เพราะทัศนคติการเลี้ยงเด็กไม่ตรงกัน ปู่ย่าจะเข้าไปโอ๋ และเด็กจะเสียคน)

 

 

วิธีเฉยเมยกับพฤติกรรมที่ไม่ดี

- ถ้าเด็กแผลงฤทธิ์โดยไม่มีเหตุผล เช่น ไม่ยอมกินข้าวตามเวลา พ่อแม่ไม่ควรไปบังคับ แต่พูดบอกเพียงครั้งเดียวว่า ถ้า

  ลูกไม่กิน เมื่อถึงเวลาเก็บ จะมีคนเอาไปเก็บนะจ๊ะ แล้วลูกจะไม่มีโอกาสได้กิน และเมื่อถึงเวลาเก็บ ต้องเก็บจริงๆ อย่า

  ใจอ่อนเด็ดขาด เพราะช่วงแรกเขาจะยิ่งแผงฤทธิ์ ถ้าท่านใจแข็งสักครั้ง เด็กจะเรียนรู้การมีวินัยไปเอง

  จุดสำคัญคือ ท่านต้องใช้กลยุทธนี้อย่างสม่ำเสมอ จนพฤติกรรมไม่ดีนั้นยุติลง

- ถ้าบอกให้เข้านอนตอน 2 ทุ่มแล้วไม่ทำ ต้องใจแข็งยึดมั่นในกฎที่ตั้งไว้ อย่าปล่อยให้เกิดการใจอ่อนแม้เพียงครั้งเดียว

  เด็กจะได้รู้ว่าท่านเอาจริง

- เมื่อท่านกำลังจะหมดความอดทนกับเด็ก อย่าเข้าไปต่อล้อต่อเถียงเด็ดขาด ให้ทำตอนอารมณ์ปกติเท่านั้น

- อย่าเฉยเมยต่อพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออันตรายของเด็ก

 

 

ฝึกวินัยอย่างไรให้ได้ผล ?

"เราไม่สามารถหยุดยั้งการขอของลูกได้ แต่เราสามารถหยุดยั้งการให้อย่างขาดสติของพ่อแม่ได้"

การเฉยเมยกับพฤติกรรมไม่ดีนั้นไม่เพียงพอ ต้องควบคู่ไปกับการให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ดีของเด็กด้วย

 

วิธีหาทางยุติพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้นตั้งแต่พึ่งเริ่มๆ

1) การลงโทษเด็ก ต้องทำทันทีที่เด็กทำผิด เด็กจะจดจำมากกว่าทิ้งเวลาให้เนิ่นนานออกไป

2) ต้องบอกอย่างชัดเจนว่าเขาผิดเรื่องอะไร และให้เขายอมรับผิด และบอกว่าเราไม่ชอบในสิ่งที่เขาทำ

3) การลงโทษไม่ควรเก็บสะสมไว้หลายๆเรื่องแล้วมาลงโทษหนักเอาคราวเดียว เพราะเด็กจะสับสน

   ไม่เข้าใจว่า ทำผิดนิดเดียวทำไมเป็นเรื่องใหญ่ร้ายแรง

4) เด็กควรรู้ล่วงหน้าได้ว่า ถ้าเขาทำผิดอะไร จะถูกลงโทษอย่างไร

5) มีความสม่ำเสมอในการฝึกอบรมลูก ข้อห้ามต้องศักดิ์สิทธิ์ เอาจริง

6) พยายามให้การพูดสอนของท่านอบอุ่น ชื่นชมและให้กำลังใจ

7) ค่อยๆคืบหน้าทีละน้อย ในการดึงเขาออกจากพฤติกรรมไม่ดี หรือนำเขาทำในสิ่งที่ดี

 

วิธีให้รางวัล เพื่อกระตุ้นให้เด็กทำพฤติกรรมที่เราต้องการ

1) รางวัลเป็นสิ่งของ เช่น ดินสอสี กระดาษ ยางลบ รูปต่อ ลูกหิน ตุ๊กตา หุ่นยนต์ ของเล่น ขนม ฯลฯ

2) รางวัลเป็นกิจกรรม เช่น การชักหุ่น ปั้นดินน้ำมัน ตัดแต่งรูป อ่านนิทาน ดูทีวี ไปเที่ยว ดูหนัง ฯลฯ

3) รางวัลที่เป็นสิทธิพิเศษ เช่น นอนดึกมากกว่าคืนปกติ ได้เงินพิเศษ พาไปซื้อของ ยอมให้มานอนด้วย

4) รางวัลด้านสังคม เช่น กอด จูบ อุ้มชู ตบหลังตบไหล่ พูดชื่นชมให้กำลังใจ

อาจถามก่อนว่า เด็กอยากได้อะไร ก็ใช้สิ่งนั้นเป็นรางวัลจูงใจให้กระทำตามที่เราต้องการให้ทำ

อาจใช้การให้ดาวมาเป็นคะแนนความประพฤติ เช่น เด็ก 4-5 ขวบ โดยทำเป็นตารางติดไว้ในห้อง

ให้เด็กดู ถ้าตื่นนอนเองได้ จะได้ 3 ดวง แต่งตัวเองได้ จะได้ 2 ดวง ทานอาหารเองได้ ได้ 4 ดวง

ไปโรงเรียนไม่โยเย จะได้ ... ฯลฯ เมื่อสะสมคะแนนได้มาก ก็มีสิทธิรับรางวัลใหญ่

 

แต่เด็กโตขึ้น รางวัลจากดาวอาจต้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เช่น ซื้อเสื้อผ้าที่เด็กชอบ ของที่เด็กอยากได้

หรือแม้แต่การให้ด้านสังคม โดยรางวัลต้องเหมาะสมกับสิ่งที่เด็กทำ และอย่าให้พร่ำเพรื่อจนเด็กไม่เห็นคุณค่า

 

ถ้าลูกทำดีอยู่แล้ว ก็ต้องให้รางวัลเช่นกัน แต่ข้อควรระวังคือ เมื่อเด็กมีพฤติกรรมดีแล้ว การให้รางวัลไม่ควร

ทำทุกครั้งที่ทำดี อาจเพิ่มความห่างออกไป เช่น ทำดี 3 ครั้งได้รางวัล 1 ครั้ง  ทำดี 5 ครั้งได้รางวัล 1 ครั้ง เป็นต้น

 

ทำอย่างไรเมื่อเด็กดื้อและต่อต้าน ?

"ถ้าต้องตำหนิ ให้ตำหนิเฉพาะการกระทำ อย่าตำหนิที่ตัวเขา"

 

สาเหตุของการดื้อ ไม่เชื่อฟัง ต่อต้าน

1) ต้องการหลบหนีจากงานหนักหรือน่าเบื่อ

2) ต้องการสินบน

3) ต้องการของเล่น แย่งน้อง

4) ต้องการแสดงอำนาจ ท้าทายอำนาจพ่อแม่

5) ต้องการความสนใจมากๆ แผงฤทธิ์อย่างไม่มีเหตุผล

6) กฎระเบียบอาจไม่ชัดเจน หรือชัดเจนดีแต่เด็กไม่เข้าใจ หรือกฎไม่ยุติธรรม

 

วินัยที่มักเป็นปัญหา ได้แก่

1) ปลุกให้ลุกจากที่นอน

2) อาบน้ำแต่งตัว

3) การกินข้าว

4) ให้ทำตามที่บอกแล้วไม่ทำ

5) ฝ่าฝืนกฎของบ้าน เช่น เล่นไม้ขีดไฟ ไม่ยอมนั่งอยู่กับที่ตอนกินข้าว ฯลฯ

6) รบกวนเมื่อพ่อแม่พูดกับคนอื่น ทำงาน ฯลฯ

7) ไม่ยอมนอนให้เป็นเวลา

 

สิ่งที่พ่อแม่เองเป็นฝ่ายผิด ได้แก่

1) ตั้งกฎเกรณ์ข้อเรียกร้องมากเกินไป

2) เอาแต่ตำหนิ โดยไม่บอกวิธีแก้ไข

3) ชอบตะโกนแผดเสียง ตวาดด้วยอารมณ์กับลูก

4) จู้จี้ ขี้บ่น เอาเรื่องเล็กน้อยมาเป็นอารมณ์

5) ไม่รู้จักกาละเทศะ ขี้หงุดหงิด ไม่สนใจว่าเด็กกำลังทำอะไรอยู่ขณะนั้น

6) พูดแล้วไม่เป็นไปตามพูด สัญญาไม่เป็นสัญญา

7) พูดเยาะเย้ย ถากถางเด็ก

8) ไม่เคยใช้เวลาว่างที่จะพูดคุยหยอกเย้า แสดงความเป็นมิตรกับลูก

 

ทำอย่างไรเมื่อเด็กไม่เชื่อฟัง ?

"คำชมหรือกำลังใจที่พ่อแม่ให้แก่ลูก จะทำให้ลูกเห็นว่า เขาควรจะทำและไม่ทำสิ่งใดมากขึ้น"

 

บอกให้เด็กรู้อย่างชัดเจนว่า เขาทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ ถ้าเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว ให้ใช้วิธี

1) พูดเตือนก่อน

2) ถ้าไม่เชื่อ ให้แยกเด็กออกไปจากกลุ่ม แต่อยู่ในห้องเดียวกัน

3) ถ้ายังไม่เชื่ออีก ให้แยกเด็กออกไปอยู่คนละห้องเลย

4) งดให้สิทธิพิเศษที่เขาควรได้ เช่น โดนตัดคะแนน หรือเอาดาวออก ตกลงกับเขาให้ชัดเจนก่อน

5) สอนให้รู้จักสำนึกผิด ขอโทษ กลับใจ และชดใช้ความผิดที่ก่อขึ้น

6) การใช้เสียงตวาดดุด่าลูก ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย

 

การตีสอนเด็ก เป็นวิธีที่ไม่ดี เพราะ

1) ท่านกำลังสอนให้เขาเกลียดชังและขมขื่นต่อท่าน แทนการสร้างความเข้าใจแยะยอมรับที่เกิดจากมโนธรรมของเขาเอง

2) ท่านกำลังใช้วิธีที่รุนแรง บังคับให้เขาเชื่อฟังท่าน ซึ่งเขาอาจทำแต่ในใจต่อต้าน

3) เป็นพฤติกรรมรุนแรง เป็นตัวอย่างให้เขาจดจำ

4) เป็นการใช้กำลัง ไม่ได้ใช้สมองหรือทักษะที่ดี

5) ยิ่งตี เด็กยิ่งต่อต้าน ท่านยิ่งต้องลงมือรุนแรงขึ้นอีก

6) ผิดหลักการสร้างวินัย เพราะวินัยเป็นการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่เป็นการสร้างการต่อต้านในใจ

 

การฝึกวินัยด้วยเหตุ-ผล

1) บอกให้เขารู้ว่า ถ้าเขาทำจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น เช่น ถ้าลูกทำเงินพ่อหาย พ่อจะไม่ให้ลูกอีกจน

   กว่าจะถึงกำหนด ถ้าลูกทำกระจกแตก ลูกต้องไปหาเงินมาจ่ายค่าซ่อม ฯลฯ

2) พูดเหตุผลแล้ว อย่ามัวไปทะเลาะ ให้ปลีกตัวออกมา

3) อย่ามัวให้เหตุผลในขณะที่เด็กอยู่ในอันตราย เช่น เล่นมีด หรือเปิดประตูรถขณะขับรถอยู่

 

การผสมผสานหลายๆวิธี

1) ก่อนพาเขาออกจากบ้าน ให้บอกลูกว่า ท่านต้องการให้ลูกทำตัวอย่างไร อธิบายกฎเกรณ์ของห้าง

2) ให้รางวัลถ้าเด็กมีพฤติกรรมดี ให้จำกัดสิทธิ์เมื่อเขามีพฤติกรรมไม่ดี

 

พฤติกรรมก้าวร้าว

เหตุที่เด็กก้าวร้าว เพราะขาดทักษะในการเข้าสังคม แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1) เกิดจากปัญหาการมีความสัมพันธ์ทางสังคม เช่นไม่ได้รับความสนใจมากพอ หรือพ่อแม่ไม่เข้าใจความต้องการของเด็ก

2) เกิดจากการขัดแย้งในการทำภารกิจประจำวัน เช่น ทำการบ้าน หรืออาบน้ำ เข้านอน เป็นต้น

3) เกิดจากการขัดแย้งกับผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่โดยทั่วๆไป เช่น ไม่พอใจเมื่อถูกลงโทษ หรือถูกห้ามในเรื่องต่างๆ

เมื่อเราขัดขวางความต้องการของเด็ก เด็กจะหงุดหงิด คับข้องใจ และนำไปสู่ความก้าวร้าวในที่สุด เรื่องที่นำไปสู่ความ

ปวดร้าวมากที่สุด ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการปรับตัวทางสังคม เด็กมักเอาตัวเองเป็นใหญ่ เอาแต่ได้เท่านั้น

 

วิธีควบคุมอารมณ์โกรธและก้าวร้าวของเด็ก

 

เป้าหมายคือ เมื่ออยู่กับคนอื่น เราอยากให้เขาแสดงพฤติกรรมร่วมมือมากกว่าต่อต้าน ให้เขาไวต่อความคิดและความ

รู้สึกของผู้อื่นที่มีต่อเขา จึงเน้นเสริมสร้างให้เกิดความรู้สึกและพฤติกรรมการร่วมมือให้มากที่สุด เพราะเราเชื่อว่า

ความรู้สึกอยากช่วยผู้อื่น จะเกิดพร้อมกับความรู้สึกอยากทำลายไม่ได้

 

เราจะไม่เน้นการลงโทษ แต่เน้นการเสริมสร้างความร่วมมือ ถ้าเด็กแสดงความร่วมมือมากเท่าไหร่ ความก้าวร้าวจะลดไปเอง

การสอนให้เด็กเริ่มคิดถึงใจเขาใจเรา เมื่อเขาทำสิ่งใดออกไป มีผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไรนั้น เป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งของการ

ฝึกมนุษย์สัมพันธ์ในโอกาสต่อไป

 

วิธีแก้ปัญหาเรื่องวินัยของลูก

ถ้าเผอิญท่านมีลูกที่ดูจะมีเรื่องแก้ไขทางวินัยบ่อยๆ และไม่รู้จักจบสิ้น เราอยากเสนอขั้นตอนแก่ท่านดังต่อไปนี้คือ

1) ถามตัวเองว่า ลูกทำอะไรที่ท่านไม่ชอบบ้าง ตอบให้ชัดเจน อย่าคลุมเคลือ

2) ให้สังเกตุพฤติกรรมนั้นๆให้ชัดเจน เขียนการกระทำที่เป็นปัญหาออกมา

3) สังเกตุว่าเด็กแสดงการกระทำนั้นๆออกมากี่ครั้งในแต่ละวัน สังเกตุดูสัก 4-5 วัน

4) สังเกตุต่อว่า ทุกครั้งเมื่อเกิดเรื่อง เหตุการณ์อะไรนำไปสู่การทำฤทธิ์ของเด็ก

    พฤติกรรมการขัดคำสั่งของเด็กคืออะไร ผลจากการที่เด็กขัดคำสั่งมีอย่างไรบ้าง

5) เมื่อจดไป 4-5 วันแล้ว จะเริ่มมองเห็นแบบแผนลำดับขั้นตอนการทำฤทธิ์ของเด็กชัดขึ้น

6) ลองสังเกตสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เด็กทำฤทธิ์ได้บ่อยๆ เช่น มักเป็นช่วงเวลาใดของวัน

     สถานที่ใดที่เกิดบ่อยๆ สิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์พิเศษใด

7) ดูการแก้ไขของตัวท่านเอง ว่าท่านแก้ไขปัญหาด้วยการพูดซ้ำซากจำเจเหมือนๆกันทุกวันหรือไม่

    การพูดซ้ำซากจำเจไม่มีผลอะไรกับเด็ก เพราะเด็กชาชินแล้ว ให้ปรับวิธีของท่านใหม่

8) ดูว่าเด็กได้ผลอะไรจากการทำฤทธิ์ของเขาหรือไม่ บางทีถ้าการร้องของเขาทำให้ท่านมาสนใจมากขึ้นใหม

    ถ้าใช่ แสดงว่าท่านกำลังส่งเสริมการร้องของเขาโดยไม่เจตนา

9) ถามตัวเองว่า ท่านต้องการให้เด็กทำคืออะไร ขอให้ตอบชัดเจน

10) ฝึกให้ถูกวิธี เช่น ชมเชยเมื่อลูกทำดี สอนวิธีที่ดีให้เด็กเห็นบ่อยๆ เมื่อพฤติกรรมดีถูกฝึกจนเป็นนิสัย ต่อ

     ไปก็ไม่จำเป็นต้องให้รางวัลอีก แต่จำไว้ว่า อย่าไปเสริมแรงพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กเป็นอันขาด

 

ฝึกวินัยเด็กวัยรุ่น

แม้วัยรุ่นที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็จริง แต่วัยรุ่นก็ยังต้องการประคับประคองจิตใจจากพ่อแม่หลายด้าน เช่น

1) ต้องการการดูแลเอาใจใส่ (ไม่ใช่ควบคุม)

2) ต้องการกฎที่เขาจะทำได้ ยุติธรรม มีเหตุมีผล และเขายอมรับได้

3) ต้องการการแนะแนว (ไม่ใช่สั่งอย่างเดียว)

4) ต้องการคนที่เข้าใจ และให้คำปรึกษาได้

5) ต้องการความรัก และการให้กำลังใจ

 

ลักษณะของวัยรุ่น

1) กล้าคิด กล้าทำ กล้าพูด กล้าแสดงออกหรือแม้แต่เถียงพ่อแม่ ตามความเชื่อของเขา

2) กล้าอยากลองดี และกลัวผสมกัน เป็นเหตุให้โมโหง่าย แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ บางทีก็ก้าวร้าว บางทีก็น่ารัก

3) ต้องการทิศทางจากพ่อแม่ กำลังต้องตัดสินใจเลือกจะเกาะอยู่กับพ่อแม่ หรือออกไปแสวงหาอิสรภาพ

 

วิธีฝึกความรับผิดชอบ และการให้อิสรภาพ

1) ให้มอบหมายงานบางอย่างให้ทำ ทีละเรื่องดูว่ารับผิดชอบได้หรือไม่

2) ให้โอกาสได้เสนอความเห็นในการสร้างกฎเกรณ์ของบ้าน เมื่อเขามีส่วนตั้งกฎ เขาจะพยายามรักษากฎ

    เรียนรู้การให้และการรับ

3) บอกความรู้สึกของท่านให้ลูกรู้ พูดจากใจ ให้ลูกเห็นว่าเราจริงใจ

4) อย่าใช้คำพูดคล้ายการสาปแช่งลูก หรือตั้งสมญานามที่เลวร้ายแก่เขา

5) อย่าหยุดเรียกร้องให้ลูกทำตามกฎเกรณ์ที่มีเหตุผล ถ้าเขาเหลิงแล้ว เขาอาจต่อต้าน ท่านต้องอดทน

     และใช้ความเข้าใจ อย่าท้อ ทำด้วยความนุ่มนวล จริงใจ และจริงจัง ท่านจะชนะใจเขาได้ในที่สุด

6) อาจใช้วิธีต่อรอง เพื่อให้เด็กวัยรุ่นยอม เช่น อนุญาติให้เที่ยวดึกได้สัปดาห์ละ 1 วัน เป็นต้น แต่อีก 6 วันต้องอยู่

7) สอนลูกให้รู้จักศิลปะของการประนีประนอม ร่างสัญญาข้อตกลงระหว่างสามี-ภรรยา ระหว่างลูกกับพ่อแม่

    ถ้าพ่อแม่จะหย่าร้างกัน ขณะลูกเป็นวัยรุ่น ให้บอกให้ลูกได้รับรู้ด้วย (ถ้าลูกยังเล็กๆไม่ต้องบอก)

8) ควบคุมลูกวัยรุ่นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ควรทำแบบ "ห่างๆ" โดยเราเพียงช่วยนำร่องเท่านั้น

    เช่น การคบเพื่อน สถานที่ควรและไม่ควรไป การเรียนของลูก การบ้านของลูก สุขภาพของลูก

9) สุดท้าย อย่าลืมให้กำลังใจตัวเองในการเลี้ยงลูก ว่าท่านได้พยายามทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ที่เหลือพระเจ้าจะช่วยท่านเอง

ปล. เด็กในรูปคือลูกชายผมเองครับ บนเรือดำน้ำลำเล็กๆที่ภูเก็ตก่อนสึนามิ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10
ชาญชิต วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 11.57 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ผมตอบคุณเล็กแล้วครับใน http://www.oknation.net/blog/psalms/2008/06/23/entry-1/comment
ความคิดเห็นที่ 9
ชาญชิต วันที่ : 04/06/2008 เวลา : 20.02 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ยินดีที่ได้รับใช้ครับคุณ lek
ขอพระเจ้าอวยพรคุณเช่นกันครับ
ความคิดเห็นที่ 8
ชาญชิต วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 18.52 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ผมได้ตอบคำถามคุณ lek แล้วครับ
คลิ๊ก http://www.oknation.net/blog/inchrist/2008/06/02/entry-1
ความคิดเห็นที่ 7
ชาญชิต วันที่ : 23/05/2008 เวลา : 23.32 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับคุณ lek และขอพระเจ้าอวยพรคุณ lek และครอบครัวเช่นเดียวกันครับ
ความคิดเห็นที่ 6
ชาญชิต วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 23.02 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ผมตอบคุณlek แล้วนะครับใน http://www.oknation.net/blog/psalms/2008/05/22/entry-1
ความคิดเห็นที่ 5
ชาญชิต วันที่ : 14/05/2008 เวลา : 10.41 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

ผมตอบความคิดเห็นของคุณเล็กไว้แล้วใน http://www.oknation.net/blog/psalms/2008/05/05/entry-1
ความคิดเห็นที่ 4
ชาญชิต วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 09.53 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

สวัสดีครับคุณ lek2010
ผมลงบทความใหม่ตาม link นี้ครับ
http://www.oknation.net/blog/inchrist/2008/05/05/entry-1
ความคิดเห็นที่ 3
Supawan วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 19.45 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

รู้สึกจะมีปัญหาเรื่อง font นะคะ ลองพิมพ์ใน word file ด้วย Tahoma ขนาด 10-12 แล้ว copy นำมา past ในบล๊อก แล้วปัญหาจะหมดไปค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
SOMBOONTIEW วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 16.33 น.