พิมพ์หน้านี้
![]() การเลี้ยงดูเด็กนั้นคือ "การสร้างฝันให้เติบโต" การเลี้ยงดูเด็กนั้นคืองานที่เป็นเกียรติอย่างหนึ่ง เพราะมันคือการสร้างมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตขึ้นเป็นคนดีในอนาคต เราจะต้องมีความฝันและมีความมุ่งหวังในการเลี้ยงดูเด็กให้เจริญเติบโตขึ้น เพื่อบุคคลอันเป็นที่รัก และเพื่อให้เขาได้เติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพ เป็นคนดีอย่างที่เราหวังเอาไว้ ซึ่งครอบครัวจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความฝันในการเลี้ยงดูเด็กให้กลายเป็นความจริงได้ในที่สุด การเริ่มเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กคือสิ่งที่สำคัญ!! การเรียนรู้เร็วจะช่วยพัฒนาความสามารถแฝงของเด็ก การเรียนเร็วโดยเริ่มตั้งแต่เด็กยังเล็ก และตั้งแต่ที่เด็กยังไม่มีการปิดใจเป็นสิ่งที่ดี คุณคงพอจะนึกภาพออกใช่มั้ย? เด็กๆ อาจจะมีความกดดันเมื่อเริ่มเรียนเร็วหรืออาจจะไม่มีความรู้สึกนั้นก็ได้ ตรงนี้ไม่มีใครล่วงรู้ได้ การศึกษาควรเป็นการให้ความรักกับเด็ก, ให้สิ่งแวดล้อมที่ดีต่อเด็ก และช่วยพัฒนาจิตใจของเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถนำเอาความสามารถที่มีภายในออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อทำเช่นนั้นแล้ว หัวใจของเด็กจะเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และจะนำเอาความสามารถในตัวออกมาใช้ได้ในอนาคต ดังนั้นสิ่งแรกสุดที่เราจะต้องให้ความสำคัญก็คือการพัฒนาทางด้านจิตใจของเด็กนั่นเอง การเริ่มเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กคือสิ่งที่สำคัญ ทำไมการเรียนการสอนของเด็กต้องเริ่มอย่างเร็วในตอนที่เด็กยังเล็ก? นั่นก็เป็นเพราะว่าความสามารถในช่วงเริ่มแรกของเด็กนั้นสามารถจะเติบโตได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ความสัมพันธ์ของความจิตใจกับสมอง จิตใจกับสมองจะมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน ทุกคนต่างคิดว่า "หัวใจ" และ "สมอง" ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าคิดให้ดีแล้ว เมื่อเราคิดว่า "ทำไม่ไหวแล้ว" จริงๆ แล้วทำไม่ไหวและทำไม่ได้จริงๆ หรือเปล่า แต่ถ้าเราคิดว่า "ทำได้ ต้องทำให้ได้" เราจะสามารถทำได้อย่างที่คิดจริงๆ พวกคุณเคยมีประสบการณ์อย่างนี้มั้ย? จากที่กล่าวมาข้างบน จะเห็นว่าจิตใจคือส่วนที่ควบคุมความสามารถที่มี ดังนั้นหัวใจจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสมองอย่างมาก หัวใจและสมองจะมีความเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อมีการดูแลหรือพัฒนาทางด้านจิตใจแล้ว ร่างกาย, สมอง, บุคคลิกภาพ และสิ่งอื่นๆ ของเด็กจะพัฒนาไปได้เป็นอย่างดี และเด็กจะเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับจิตใจของเด็ก และให้แต่ความสำคัญในเรื่องสมองอย่างเดียว เราก็จะเลี้ยงเด็กให้เติบโตได้ไม่ดี ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญต่อจิตใจของเด็กเป็นอันดับแรกสุด ความสัมพันธ์ของจิตใจกับสมองซีกขวา ส่วนมากการเรียนการสอนทั่วๆ ไปที่ใช้สมองซีกซ้ายจะมีรากฐานของการแข่งขันต่างๆ มากมาย แต่การฝึกใช้สมองซีกขวาจะมีรากฐานมาจากความรัก ความสงบสุข เป็นสำคัญ ถ้าเด็กๆ ไม่มีพื้นฐานจิตใจที่ดี ก็จะไม่สามารถใช้สมองซีกขวาให้ได้ประโยชน์สูงสุด ถ้าเราพัฒนาทางด้านจิตใจและดูแลหัวใจของเด็กให้ดี เด็กก็จะมีความสามารถต่างๆ สูงตามไปด้วย การเลี้ยงดูเด็กมีสามสิ่งที่สำคัญ สิ่งแรกก็คือ "ความรัก" เด็กๆ ได้รับความรักหรือเปล่า? สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงดูเด็กก็คือพ่อแม่ได้ให้ความรักกับเด็กหรือเปล่า ส่วนมากนั้นพ่อกับแม่ต่างก็คิดว่าตัวเองรักลูกมาก แต่เด็กจะรู้เปล่าว่าพ่อแม่รัก? พ่อแม่เคยพูดหรือแสดงออกบ้างมั้ย? ถ้าคิดว่าการเลี้ยงดูเด็กเกิดปัญหาขึ้น ขอให้คิดว่า "เพราะพ่อแม่ไม่ได้แสดงออกมาว่ารัก" นั่นเอง ถ้าพ่อกับแม่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ารัก เด็กทุกคนก็จะเปิดใจให้ และการเลี้ยงดูเด็กก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น มาแสดงความรักของพ่อแม่ให้ลูกรู้เถอะ นอกจากการพูดคุยอย่างเป็นปกติทุกวัน เราก็ต้องแสดงออกไปให้ลูกรู้ว่ารักด้วย 1) วิธีการกอด (กอดแน่นๆ 8 วินาที) เมื่อกอดลูกเอาไว้แล้ว ให้กระซิบข้างหูลูกเบาๆ ว่า "พ่อแม่รัก(ชื่อลูก)นะ" และกอดลูกเอาไว้แน่นๆ สักประมาณแปดวินาที Point: สำหรับเด็กที่โตแล้ว อาจจะต่อต้านการกระทำนี้ ซึ่งเกิดมาจากความเขินอาย แต่แท้จริงแล้วลูกๆ ต่างก็อยากได้รับความรักจากพ่อแม่ทุกคน ดังนั้นจึงควรจะกอดลูกตอนอยู่ด้วยกันตามลำพังและไม่มีใคร สิ่งที่สำคัญก็คือการสัมผัสเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก!! ถ้ามีการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านการสัมผัส เด็กจะเติบโตขึ้นมาอย่างมีความพอใจ ความกล้าหาญ ความมั่นใจ และเป็นเด็กที่มองโลกในแง่ดี 2) การแสดงออกเป็นนัยๆ ประมาณห้านาที การกระทำดีๆอย่างเป็นธรรมชาติ จะช่วยลบความรู้สึกไม่ดีในใจให้หายไป วิธีนี้จะทำให้พลังที่ไร้ขีดจำกัดของเด็กแสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านบุคคลิกภาพ, พฤติกรรม และทำให้ความเจ็บป่วยของเด็กหายไปได้ เป็นต้น ตอนที่เด็กกำลังนอน ให้ลูบเด็กเบาๆ เป็นการแสดงออกเป็นนัยๆ ว่ารักนั่นเอง สิ่งที่สองก็คือ "ความเข้มงวด" คุณให้แต่คำชมต่อเด็กอย่างเดียวหรือเปล่า? มีพ่อแม่ที่คิดว่าการเรียนการสอนนั้นต้องมีแต่คำชมอย่างเดียว ไม่มีความเข้มงวด หรือกวดขันอะไร ไม่ว่าเด็กทำอะไรหรือกำลังติดขัดอะไร พ่อแม่ก็เอาแต่หัวเราะอย่างเดียว การกระทำอย่างนั้นดีแล้วหรือ? การโกรธหรือโมโหก็เป็นสิ่งสำคัญ การชมก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง แต่ว่าถ้าจะชมอย่างเดียว จิตใจของเด็กจะไม่สามารถเติบโตได้ดี ถ้าเด็กทำผิด แต่พ่อแม่ไม่มีแก้ไขหรือตักเตือน จิตใจของเด็กก็จะเติบโตขึ้นไปในทิศทางที่ผิดพลาดยิ่งๆ ขึ้น พ่อแม่จะต้องกำหนดว่าเด็กทำอะไรแล้วเราจะโกรธ ตัวอย่างเช่น "การทำให้คนอื่นเดือดร้อน" "การกระทำที่เป็นอันตราย" และอื่นๆ ถ้าเด็กทำสิ่งเหล่านั้น พ่อแม่ก็ต้องแสดงความโกรธออกไป เพื่อให้ลูกรู้ว่าทำผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกฏที่พ่อแม่จะกำหนดขึ้นมา และต้องทำให้ได้สม่ำเสมอ อย่าทำตามอารมณ์ เช่น วันนี้อารมณ์ดีไม่โกรธ แต่พรุ่งนี้อารมณ์เสียเลยโกรธทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน นั่นเป็นสิ่งไม่ดีและไม่ควรทำ เพราะเด็กจะสับสนและไม่เข้าใจได้ ต้องมีวิธีการโกรธอย่างเป็นแบบแผนด้วย พ่อแม่มักจะโกรธลูกโดยนำไปเทียบกับการกระทำครั้งก่อนๆ เช่น ทำไมถึงทำแบบนี้ คราวก่อนนี้ไม่เห็นทำ เป็นต้น ซึ่งเด็กจะไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ถึงโกรธ และทำให้เด็กเกิดความสงสัยและไม่แน่ใจว่าพ่อแม่รักตนเองหรือเปล่า ดังนั้นพ่อแม่จึงควรจะสร้างแบบแผนขึ้นมาว่าเราควรจะโกรธในเรื่องอะไรบ้าง ข้อกำหนดพื้นฐานของการโกรธ มีสามข้อ 1) ต้องโกรธไม่เกินหนึ่งนาที 2) ต้องโกรธแต่เรื่องนั้นๆ เพียงอย่างเดียว ไม่พาลโกรธไปยังเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน 3) ต้องโกรธแค่พฤติกรรมของเด็กอย่างเดียว (เช่น โกรธที่การกระทำของเด็กเพียงอย่างเดียว) การดูแลหลังจากโกรธแล้ว หลังจากโกรธแล้วห้ามทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเด็กพูดคำว่าขอโทษแล้ว, สำนึกผิดแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือเราจะต้องพูดชมเด็กที่รู้จักขอโทษ และรู้จักสำนึกผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการดูแลไม่ให้จิตใจของเด็กมีรอยแผลที่เกิดจากความโกรธของพ่อแม่ สิ่งที่สามก็คือ "ความเชื่อใจ ความไว้วางใจ" ดูว่าเด็กสามารถทำได้ หรือไม่สามารถทำได้หรือเปล่า? พ่อแม่นั้นต่างก็อยากจะเลี้ยงดูเด็กให้ดีกันทุกคน โดยมากจะคิดไปถึงแต่ความสามารถและความเก่งของเด็กอย่างเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เช่น บทสนทนาส่วนมากจะพูดว่า "ทำอะไรได้บ้างแล้ว" "ทำไมถึงทำไม่ได้" ซึ่งเรามักจะใช้สิ่งเหล่านี้ในการวัดความสามารถของเด็ก แต่การเลี้ยงดูเด็กนั้นควรจะยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบเป็นตัวเด็กขึ้นมา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรจะสื่อให้เด็กรู้ว่า "แค่หนู(ชื่อเด็ก)อยู่ที่นี่ พ่อกับแม่ก็มีความสุขมากแล้ว" ไม่ใช่เอาแต่คาดหวังว่าเด็กจะทำอะไรได้หรือไม่ได้เท่านั้น เวลาพูดคุยกับเด็กให้คิดเสมอว่าเขาเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง "ฉันพูดไปเท่าไหร่ทำไมเธอถึงไม่เข้าใจ เป็นเด็กที่ใช้ไม่ได้จริงๆ" คุณได้พูดประโยคนี้กับเด็กๆ หรือเปล่า? แล้วลองคิดดูนะว่าคุณเคยพูดประโยคนี้กับผู้ใหญ่บ้างหรือเปล่า? ถ้าเราพูดประโยคนี้กับเด็กบ่อยๆ แสดงว่าเราไม่ได้คิดว่าเด็กเป็นมนุษย์คนหนึ่งหรอก และเมื่อเด็กคิดว่า "เขากำลังดูถูกเราอยู่" เด็กก็จะปิดใจตัวเอง เหมือนที่ผู้ใหญ่เป็นเช่นกัน ถ้าทำให้เด็กคิดว่า "พ่อแม่เชื่อใจเรานะ" "พ่อกับแม่ยอมรับเราอยู่" ก็จะทำให้เด็กเปิดใจยอมรับการเลี้ยงดูของเราได้เป็นอย่างเต็มที่ ถ้าปฏิบัติต่อเด็กให้เหมือนกับปฏิบัติต่อผู้ใหญ่คนหนึ่ง พฤติกรรมของเด็กก็จะเปลี่ยนไปในทางทีดีขึ้น เพราะพ่อแม่มีการยอมรับและไว้วางใจในตัวพวกเขา ดังนั้นพ่อกับแม่จึงควรพูดคุยและปฏิบัติต่อเขาอย่างเท่าเทียม และไม่มีการดูถูกนั่นเอง บทความนี้เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร.มาโกโตะ ชิจิดะ ผู้ก่อตั้งแนวการศึกษาชิจิดะ |