 วอเรน บัฟเฟต ราชานักลงทุนในตลาดหุ้นของวอลล์สตรีท เคยพูดเตือนสติตนเองและนักลงทุนไว้ว่า มี 2 ธุรกิจที่เขาจะไม่ยอมเข้าไปซื้อหุ้นเป็นอันขาดในชีวิต ได้แก่ ธุรกิจสายการบิน และ ธุรกิจสื่อ เหตุผลของเขาคือ ความเสี่ยงจากมูลค่าการลงทุนที่มหาศาล และการแข่งขันที่รุนแรงทำให้โอกาสที่จะทำกำไรของทั้งสองธุรกิจนี้ต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะในห้วงที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤติราคาน้ำมัน แต่เหตุผลดังกล่าวนี้อาจใช้กับบรรดาชีคอาหรับซึ่งเป็นเจ้าของสายการบินไม่ได้ ก็จะแปลกอะไร ใน เมื่อพวกเขาคือเจ้าของบ่อน้ำมันเหล่านั้น !

สถานการณ์ธุรกิจสายการบินทั่วโลกในครึ่งปีแรก ต้องบอบช้ำอย่างหนักกับพิษสงราคาน้ำมันและวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ลามลึกไปถึงครึ่งปีหลัง สายการบินระดับโลกหลายแห่งประกาศผลการดำเนินการครึ่งปี ตัวเลขที่โชว์ออกมาติดลบกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นสายการบินในยุโรป ทั้ง แอร์ฟรานซ์ เคแอลเอ็ม ไอบีเรีย ต่างมีรายได้ทรุดไม่แพ้กัน หรือสายการบินในเอเชียเอง คาเธ่ย์แปซิฟิคที่ขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ,ไชนา อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส สายการบินรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน แค่ครึ่งแรกของปีนี้ขาดทุนไปแล้ว ราว 1,060 ล้านบาท ไม่เว้นกระทั่ง การบินไทยที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ขาดทุนไปแล้ว 9,000 ล้านบาท จะมีก็แต่ สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ที่การเงินยังแข็งแรง มียอดเพิ่มขึ้นรวม 1.5 แสนล้านบาท จากเดิม 18,800 ล้านบาท และสายการบินอีกกลุ่มหนึ่งในดินแดนตะวันออกกลาง ที่กำลังโตวันโตคืน ดังเช่นผลการดำเนินงานของเอทิฮัดในช่วง 6 เดือนแรกของปี 51 ที่มีตัวเลขผลประกอบการที่ดีสวนทางกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคพื้นยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอัตราเฉลี่ยผู้โดยสารสูงถึง 2.8 ล้านคนในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่ทำยอดได้ไม่ถึง 2 ล้านคน หรือกรณี สายการบิน กาตาร์ ที่มีผลกำไรสุทธิ 970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32,010 ล้านบาท

ภาพรวมราคาน้ำมันดิบตั้งแต่ปี 2003 ถึงปี 2008

ราคาน้ำมันดิบที่กำลังเริ่มลดลงในช่วงเดือน สค. - ตค. 2008 นี้
ตะวันออกกลางโตสวนกระแส สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินแล้ว โดยปริมาณผู้โดยสารของสายการบินหลักทุกภูมิภาคลดลง ในภูมิภาคยุโรป load factor ของสายการบินอยู่ที่ 71.7% ลดลง 1.6% นับเป็นการลดลงมากที่สุดสายการบินในเอเชียมี load factor 75.2% ลดลง 0.1% ส่วนสายการบินในอเมริกาเหนืออยู่ที่ 74% ลดลง 0.5% สายการบินตะวันออกกลาง 72.6% ลดลง 0.9% กระนั้นสายการบินในตะวันออกกลางกลับได้รับการชดเชยด้วยจำนวนผู้โดยสารเดินทางมากขึ้น 20.3% จากการที่ร่ำรวยจากราคาน้ำมัน ไออาต้าคาดว่าอัตราการเติบโตของผู้โดยสารทั่วโลกในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5% ลดลงจาก 7.4% ของปีที่แล้ว โดยเฉพาะตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีอัตราผู้โดยสารขยายตัวมากที่สุด 18.1% ซึ่งเป็นผลจากการขายน้ำมันได้ในราคาสูง ส่วนเอเชียแปซิฟิกขยายตัว 7.3% สายการบินทั่วโลกอาจขาดทุนกว่า 6,100 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ผลจากราคาน้ำมันแพง และความไม่มั่นคงทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ นายจีโอวานนี บิซิกนานี หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) ทำนาย ทุนความได้เปรียบสายการบินอาหรับ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า เมื่อไรราคาน้ำมันจะ "นิ่ง" แต่การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก ดิ่งติดต่อกันมา จนต่ำกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล นั้นเป็นสัญญาณที่ดีของชาวโลก แม้การปรับลดในครั้งนี้หลายคนยังกังวลกันว่าจะเป็นแค่ระยะชั่วคราวเดี๋ยวราคาก็ปรับขึ้นมาอีก กระนั้น แม้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มลดลงแต่ก็ใช่ว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น! นายเจฟฟ์ ดิ๊กสัน ผู้อำนวยการบริหารและซีอีโอแควนตัส พยากรณ์ว่า ปี 2563 สายการบินอีกเป็นจำนวนมากอาจต้องปิดกิจการหรือควบรวมธุรกิจเพราะสู้ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว แต่สายการบินที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยจากการขายน้ำมันจะทุ่มทุนใช้การบินขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน 20 ปีข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ เห็นพ้องว่า ผู้ที่ได้รับอานิสงส์เต็มๆ คือสายการบินในดินแดนบ่อน้ำมัน เพราะซื้อน้ำมันได้ถูก ที่สำคัญสายการบินเหล่านี้ มีเงินทุนหนา มีเงินสดหมุนเวียนคล่องมือ และเป็นกลุ่มสายการบินดาวเด่นที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา สะท้อนได้จากการสั่งซื้อเครื่องบินครั้งมโหฬารในระยะที่ผ่านมาของสายการบินเอมิเรสต์ และ เอทิฮัด แห่งรัฐดูไบและรัฐอาบูดาบีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ แห่งกาตาร์ โดยเฉพาะ เอทิฮัด เพิ่งสั่งซื้อเครื่องบินรายใหญ่สุดที่งานแสดงการบินฟาร์นโบโรห์ในอังกฤษ หลังการลงนามสั่งซื้อเครื่องบินมูลค่า 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทแอร์บัสและโบอิ้ง ทั้งนี้ เครื่องบินที่สั่งซื้อ 10 ลำ เป็น แอร์บัส A380 ที่บินได้ไกล 15,000 กิโลเมตร บรรทุกผู้โดยสารได้ 500-800 คน ส่วนปีที่แล้ว เอมิเรสต์ สั่งซื้อเครื่องบินมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์ ที่งานแสดงการบินกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้เป็นผู้สั่งซื้อรายใหญ่สุดที่งานนี้ ขณะที่ กาตาร์ แอร์เวย์ เพิ่งประกาศว่าจะซื้อเครื่องบินกว่า 200 ลำในปีต่อๆไป มูลค่าไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึง ฟลาย ดูไบ สายการบินต้นทุนต่ำเพิ่งเกิดได้ไม่นานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ซื้อเครื่องบิน 737-800 รวดเดียว 50 ลำ มูลค่า 3.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเช่นเดียวกัน เอทิฮัด เร่งขยายเครือข่าย นักวิเคราะห์ทั่วโลก จะมองว่าสายการบินจากดินแดนบ่อน้ำมันเหล่านี้ สามารถรับมือกับต้นทุนเชื้อเพลิงได้ แถมยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะกู้เงินเข้ามาลงทุน สั่งซื้อเครื่องบินโดยสารใหม่และเอาอกเอาใจบรรดาลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างไม่อนาทรร้อนใจ เช่น เอทิฮัด และกาตาร์ แอร์เวย์ส ซึ่งรัฐบาลที่มีฐานะมั่งคั่งอย่างอาบูดาบีเป็นเจ้าของ และมีแผนลงทุนเป็นเงินก้อนโตโดยไม่มีแรงกดดันให้ต้องถอนทุนคืนในเวลาอันรวดเร็ว แถมยังเป็นการให้บริการเส้นทางบินในประเทศที่มั่งคั่งจากน้ำมัน โดยเฉพาะเอทิฮัด แอร์เวย์ส ซึ่งมีอายุเพียง 4 ปีเท่านั้น นายฟลอเรียน พร้อยซ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย และประเทศในกลุ่มภูมิภาคแม่น้ำโขง สายการบินเอทิฮัด บอกกับ Businessthai ว่า เป้าหมายในปีนี้ เราจะมุ่งไปที่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทย ทั้งนี้เนื่องจากเราต้องการที่จะสร้างการรับรู้และแรงผลักดันในหมู่ชุมชนชาวไทย อย่างไรก็ตาม ในปี2551นี้ ถือได้ว่าเป็นปีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสำหรับสายการบินเอทิฮัด ด้วยจำนวนผู้โดยสารในครึ่งปีแรกที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่า 41%เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าสายการบินเอทิฮัดกำลังดำเนินการไปได้ดีและจะสามารถทำตามจุดมุ่งหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งก็คือจำนวนผู้โดยสารประมาณ 6 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ ในช่วงต้นปี ความสำเร็จที่เด่นชัดคือการที่สายการบินได้ให้บริการผู้โดยสารกว่า 2.8 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว (2550)มีจำนวนประมาณ 2 ล้านคนเศษเท่านั้น โดยในปีนี้ เอทิฮัดได้เพิ่มเส้นทางการบินไปยังปักกิ่ง ประเทศจีน เชินไน (มาดราส) และ โคชิโคดิ (คาลิคัต) ในประเทศอินเดีย และเมืองมินสซ์ ในประเทศเบลารุสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้น เอทิฮัดกำลังจะเปิดเที่ยวบินไปยังกรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย และ เมืองอัลมาตี้ ในประเทศคาซัคสถาน ในเดือนธันวาคมศกนี้ ฟลอเรียน กล่าวต่อว่า เอทิฮัดยังมีแผนการเพื่มเที่ยวบินไปยังประเทศออสเตรเลียในเดือน ตุลาคม 2551 ที่กำลังจะถึงนี้ด้วย โดยการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินไปยังนครซิดนีย์จากเที่ยวบินรายวัน ขึ้นเป็น 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในเดือนเดียวกัน เอทิฮัดยังจะได้เพิ่มจำนวนเที่ยวบินไปยังท่าอากาศยานฮีทโทรว์ กรุงลอนดอนให้เป็น 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จากการเจริญเติบโตและการขยายสายการบินอย่างต่อเนื่องนี้ คาดว่าในสิ้นปี ผลการดำเนินการน่าจะมีจำนวนยอดผู้โดยสารทั้งสิ้นประมาณ 6 ล้านคน และในอนาคตอันใกล้แผนงานต่อไปจะขยายเส้นทางบินเพิ่มขึ้นให้ครบ 70 เส้นทางภายในปี 2553 เอมิเรสต์ อีก 7 ปีท็อปของโลก ที่นายเจฮุน อิเฟนดิ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย และอินโดจีน สายการบินเอมิเรตส์ เปิดเผยกับ Busineesthai ว่า ขณะนี้เครื่องบินที่สั่งซื้อไปยังไม่ได้รับมอบอีก 200 ลำ จากเดิมที่มีฝูงบินอยู่ 110 ลำ ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องโบอิ้ง 777 และแอร์บัส 380 ซึ่งเป็นเครื่องรุ่นใหม่ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า 30% เมื่อเทียบกับเครื่องรุ่นเดิมๆ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องมีเครื่องบินให้บริการในเครือข่ายทั่วโลกทั้งหมด 350-400 เครื่องภายในปีค.ศ.2020 กลยุทธ์ของเอมิเรสต์ไม่มีการลดเที่ยวบิน แต่จะตกแต่งปรับโฉมใหม่และเพิ่มจำนวนทั้งชั้นเฟิร์สคลาส และชั้นธุรกิจ ให้มีความสะดวกสบาย และมีความหรูหรามากขึ้น เช่น ชั้นธุรกิจจะมีเตียงนอนราบได้ เป็นต้น สายการบินตะวันออกกลางมีเทรนด์ที่จะเพิ่มชั้นธุรกิจ และเฟิร์สคลาสมากที่สุดในช่วงนี้ เพราะผู้โดยสารเหล่านี้ค่อนข้างมีฐานะ ส่วนสายการบินในฝั่งยุโรปและอเมริกาอาจไม่มากเท่า หากเทียบกับสายการบินอื่นในตะวันออกกลาง คงกล่าวลำบาก แต่ด้วยขนาดของฝูงบินที่ซื้อเพิ่มเข้าไปคิดว่าเราจะเป็นท็อปของโลกได้ภายในอีก 7 ปี เจฮุนย้ำว่า เป้าหมายของเอมิเรสต์นั้นวางแผนไว้ว่าจะเป็นสายการบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการเจริญเติบโตปีละประมาณ 25% นอกจากนี้เอมิเรสต์มีแผนที่จะเพิ่มเที่ยวบินไป ลอสแอนเจอลิส และซานฟรานซิสโกอีก 2 เที่ยวจากเมืองไทยไป โดยแวะพักดูไบก่อน ส่วนกลยุทธ์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะกระตุ้นการจองตั๋วทางเน็ตมากด้วย ด้วยส่งโปรโมชัน จองก่อนได้ก่อน มีราคาตั๋วพิเศษไปฮ่องกง ยุโรป ตะวันออกกลาง และยังมีโปรแกรมใหม่สกายเวิร์ด ซึ่งเป็นโปรแกรมสะสมไมล์ของเอมิเรสต์ซึ่งผู้โดยสารออกแคตตาล็อคใหม่ออกมา ผู้โดยสารสามารถใช้เงินหรือไมล์สะสมซื้อของได้บนเครื่องเลย หรือซื้อได้จากเน็ต ตั้งเป้าเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในเมืองไทยผ่านการจองตั๋วออนไลน์ด้วย ผู้สันทัดกรณี ระบุว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งการเพิ่มเครือข่ายการบิน และการลงทุนซื้อเครื่องบินอย่างมโหฬารของสายการบินตะวันออกกลางนั้น ก็เพื่อสร้างศูนย์กลางของโลกการบินแห่งใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย สนามบินที่ดูจะโดดเด่นที่สุดในแถบนี้ก็คือ ดูไบและอาบูดาบีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับที่โดฮาในกาตาร์ เพราะทั้งหมดที่กล่าวมานี้ต่างกำลังพัฒนาสนามบินของตนเพื่อรองรับผู้เดินทางจากสองทวีป และส่งต่อไปยังปลายทาง เช่น จีน และอินเดีย เนื่องจากสองประเทศนี้เศรษฐกิจกำลังโตเร็ว ทำให้มีคนเดินทางไปกันมาก ยังไม่นับคนของทั้งสองประเทศที่เดินทางออกไปเที่ยวหรือทำธุรกิจ และยังไม่นับปลายทางที่เป็นประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งปรกติมีเครื่องบินจากสามสนามบินนี้บินไปมาเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ใช่ธุรกิจรับส่งผู้โดยสารทางอากาศเท่านั้นที่ประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียต้องการจะเป็นศูนย์กลางการบิน ยังมีธุรกิจรับส่งสินค้าทางอากาศ และที่กำลังจับตามองกันมากคือ ธุรกิจเช่าซื้อเครื่องบินกับธุรกิจซ่อมบำรุงเครื่องบิน มีการเข้าไปซื้อหรือถือหุ้นในบริษัทธุรกิจประเภทนี้ที่เป็นของประเทศตะวันตก เพื่อการเป็นศูนย์กลางการบินจะได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ความเคลื่อนไหวเช่นนี้กำลังสร้างความหวั่นวิตกให้กับสายการบินชั้นนำของโลก รวมทั้งประเทศที่มีสนามบินที่เป็นศูนย์กลางการบินในประเทศอื่นๆ แต่จะรับมืออย่างไรต้องดูกันต่อไป ข้อมูลจาก businessthai.co.th (26/09/2008) และกราฟราคาน้ำมันโลกจาก futuresource.quote.com (8/10/2008)
|