• lek2010
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : lek2010@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-10
  • จำนวนเรื่อง : 17
  • จำนวนผู้ชม : 1568
  • จำนวนผู้โหวต : 8
  • ส่ง msg :
<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม 2551
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย : ใครได้? ใครเสีย?
Posted by lek2010 , ผู้อ่าน : 83 , 16:57:35 น.   | หมวดหมู่ : อุตสาหกรรมท่องเที่ยว  
พิมพ์หน้านี้




ประเทศไทยก็อาศัยการท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศไทยประสบความสำเร็จทางการตลาดอย่างงดงาม จนเป็นที่รู้จักในฐานะ “สยามเมืองยิ้ม” และกลายเป็นสถานพักผ่อนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก

ความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทยทำให้ประเทศ ข้างเคียงในกลุ่มอาเซียนเริ่มรณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทำให้เราต้องมาทบทวนว่า การท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพแค่ไหน? มีข้อได้เปรียบประเทศอื่นในด้านใดบ้าง? และจะมีความยืนยง เพียงใด?

ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เช่น เราพัฒนาการท่องเที่ยวโดยมุ่งแต่การเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวมากกว่าคุณภาพ การใช้ธรรมชาติและวัฒนธรรมเป็นจุดขาย นักท่องเที่ยวก็เริ่มถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ผลประโยชน์ที่ได้จากการท่องเที่ยวมิได้กระจายไปอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก คนในท้องถิ่นไม่ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการส่งเสริมการท่องเที่ยว และบางครั้งกลับต้องเป็นฝ่ายรับภาระผลเสียจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย

รายงานฉบับนี้จึงเสนอผลการศึกษาต่างๆ เพื่อให้ ความรู้ความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้มีความกระจ่างมากขึ้น

ความสำคัญของการท่องเที่ยวในเศรษฐกิจไทย

หากจะเทียบกับประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนสูง เป็นอันดับแรกๆ ของโลก เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวประมาณ ๒๗-๕๐ ล้านคนต่อปี ประเทศไทยนับว่ายังเล็กมาก เพราะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพียงประมาณ ๕ ล้านคน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียซึ่งมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และประเทศที่มีสิ่งมหัศจรรย์ติดอันดับโลก เช่น อียิปต์ (มีนักท่องเที่ยว ๒.๖ ล้านคน) และอินเดีย (๑.๘ ล้านคน) ก็นับว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จสูงมาก รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยค่อนข้างจะมีความสำคัญ คือ คิดเป็นร้อยละ ๕.๔ ของ GDP (รายได้ประชาชาติ) ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ใน อาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์ (ร้อยละ ๑๑.๔ ของ GDP)

ความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทยหรือยุคทองของ การท่องเที่ยวเพิ่งจะเริ่มในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๖ (๒๕๓๐-๒๕๓๔) โดยมีรายได้จาก การท่องเที่ยวในปีแรกของแผนฯ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเพิ่มเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีสุดท้ายของแผนฯ ความสำเร็จดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากกลยุทธ์ การตลาดที่ประกาศให้ปี ๒๕๓๐ เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวในปีนั้นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๓๔ และต่อมา ในปี ๒๕๓๑ เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ ๕๘ ในปี ๒๕๓๔ รายได้จากการท่องเที่ยวเท่ากับสองในสามของ สินค้าออกประเภทเกษตรกรรม และมีมูลค่าใกล้เคียงกับรายได้จากการส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นสินค้าหัตถกรรมที่มีการส่งออกสูงสุด

จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก ๑.๒ ล้านคนในปี ๒๕๒๐ เป็น ๕.๓ ล้านคน ในปี ๒๕๓๓ แม้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซียในปี ๒๕๓๓-๒๕๓๔ และรัฐประหารในปี ๒๕๓๔ จำนวนนักท่องเที่ยวในปี ๒๕๓๔ ก็มีถึง ๕ ล้านคนเศษ ในปี ๒๕๓๕ ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างมาก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ข้อที่น่าสังเกตเกี่ยวกับลักษณะการเติบโตของการท่องเที่ยวไทย คือ การเพิ่มของรายได้ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๔ เป็นต้นมา ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเพิ่มจำนวน นักท่องเที่ยว และระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไทย แต่ค่าใช้จ่ายต่อวันที่คิดในราคาคงที่ แทบจะมิได้เพิ่มขึ้นเลย

แนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต

การที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเช่นนี้ จึงทำให้ประเทศไทยได้รับการขนานนามว่าเป็นสเปนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ถ้าเราลองจินตนาการถึง สภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ที่จะต้องรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนถึง ๔๐ ล้านคนแล้ว ก็คงเห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงสภาพเทคโนโลยี และขีดความสามารถ ในการรองรับบริการทางด้านสื่อสารโทรคมนาคม และการเดินทางในปัจจุบันแล้ว ก็จะเห็นเช่นเดียวกันว่า เป้าหมายการเป็นสเปนแห่งตะวันออก ยังอยู่อีกห่างไกล

แต่ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่สามารถเป็นสเปนแห่งตะวันออก ประเทศไทยก็สามารถเป็นจุดท่องเที่ยวที่นิยมสูงสุดในภูมิภาคนี้ได้ ในปี ๒๕๓๓-๒๕๓๔ INTRAMAR ได้สัมภาษณ์บริษัทนำเที่ยว ๑,๔๕๐ บริษัท ใน ๔๐ เมืองใหญ่ใน ๒๖ ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับหนึ่งในประเภทแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ ความอบอุ่น และมีมิตรภาพต่อนักท่องเที่ยว ที่พักราคาย่อมเยา และชีวิตราตรีน่าสนใจ ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่สี่ในประเภทแหล่งท่องเที่ยวที่มีอาหารดี และเป็นแหล่งมีชื่อรองจาก ฝรั่งเศส อิตาลี และฮ่องกง ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ติดอันดับในเรื่องทิวทัศน์สวยงามใน กลุ่ม ๑๔ ประเทศในเอเชียแปซิฟิก แต่เมื่อรวมจุดสนใจ และคุณภาพบริการ ทุกประเภทแล้ว (Overall appeal) ประเทศไทยก็จัดอยู่ในอันดับสองรองจากออสเตรเลีย แต่ที่ร้ายที่สุด คือ ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับสองรองจากอินเดีย ในด้านความไร้อนามัยและมลพิษที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของ โลกในทศวรรษหน้า คาดว่ายังคงอยู่ในระดับสูง โดยมี อัตราเจริญเติบโตเฉลี่ยร้อยละ ๔.๕ ต่อปี แต่สำหรับภูมิภาคเอเชีย คาดว่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตถึงร้อยละ ๑๒ ต่อปี เพราะเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการค้าของโลก และจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งเกิดในช่วง พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๐๘ และจะมีรายได้สูงสุดในช่วงนั้น สำหรับ ประเทศไทย ก็จะได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศของกลุ่มอินโดจีน เพราะจะเป็นประตูสู่อินโดจีน

ถึงแม้ว่าภาพการท่องเที่ยวในอนาคตของไทยจะดูสดใส ก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีคู่แข่ง ในทางตรงกันข้าม การแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน จะเป็นไปอย่างรุนแรง หลังจากที่ไทยประสบความสำเร็จในปีการท่องเที่ยวไทยในปี ๒๕๓๐ ประเทศมาเลเซียก็รณรงค์ให้ปี ๒๕๓๓ เป็นปีการท่องเที่ยวมาเลเซีย และอินโดนีเซียก็ประกาศให้ปี ๒๕๓๔ เป็นปีการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย โดยปรับนโยบายทั้งในระดับมหภาคและระดับอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนและเปิดให้มี การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น รวมทั้งขจัดความล่าช้าต่าง ๆ ของระเบียบพิธีการเข้าเมือง ประเทศสิงคโปร์ก็ได้วางแผนพัฒนาการท่องเที่ยว โดยใช้งบประมาณ ๑ พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะยังคงได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เนื่องจากมีความสามารถในการรองรับด้านที่พักมากกว่า สิงคโปร์เริ่มประสบปัญหาต้นทุนสูง โดยเฉพาะค่าแรงงาน อินโดนีเซียก็จะมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว เพราะต้นทุนสูงและขาดประสบการณ์เชิงสากลในการนำเสนอสินค้าท่องเที่ยว ส่วนมาเลเซียก็จะมีปัญหาห้องพักไม่เพียงพอ ทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพ ดังนั้น หากประเทศไทยมีระบบการจัดการที่ดี รวมทั้งการบริหารทางการเมือง การปกครอง ประเทศไทยจะยังคงความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมสูงสุดใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

องค์ประกอบของการท่องเที่ยว

กิจกรรมการท่องเที่ยวจำต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ

นักท่องเที่ยว
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และ
สินค้าการท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ

การขยายตัวของการท่องเที่ยวได้ถูกวิจารณ์ว่า เป็นการขยายในด้านปริมาณโดยปราศจากคุณภาพ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงพยายามหาคำนิยามของ นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพื่อกำหนดเป้าหมายในการส่งเสริม แต่ความคิดเห็นในเรื่องนี้มีความแตกต่างกันมาก เช่น ผู้แทนสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจะเห็นว่า นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพคือ นักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายต่อวันสูง นั่นหมายถึงนักท่องเที่ยวที่พักในโรงแรมระดับนานาชาติ นั่งรถลีมูซีน และรับประทานอาหารในภัตตาคาร ที่มีราคาแพง แต่ฝ่ายราชการและนักพัฒนาอาจเห็นว่านักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพคือ นักท่องเที่ยวที่ทำให้ผลการกระจายรายได้ดีขึ้น เช่น นักท่องเที่ยวที่พักในโรงแรม ที่เจ้าของเป็นคนไทย หรือพักในเกสท์เฮ้าส์ รับประทานอาหารตามร้านทั่วไป และเดินทางโดยรถเมล์ หรือรถตุ๊กตุ๊ก ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวประเภทนี้จะกระจายไป ยังผู้ประกอบการรายย่อย และคนในท้องถิ่น ในทางตรงกันข้าม ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวประเภทแรก ซึ่งแม้จะสูงแต่ก็จะตกแก่บรรษัทข้ามชาติ โดยผ่านระบบ การขายลิขสิทธิ์และการถือหุ้นโดยชาวต่างชาติ

ส่วนแนวคิดในเชิงอุดมคติก็จะมองว่านักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ คือ ผู้ที่ท่องเที่ยวไปยังดินแดนใหม่เพื่อสัมผัส เรียนรู้ เข้าใจ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวประเภทที่ซื้อแพ็คเก็จทัวร์ แม้จะเป็นทัวร์วัฒนธรรม ก็ไม่อาจจัดว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพได้ เพราะเป็นการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ (mass tourism) มีความฉาบฉวย ไม่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมแบบตัวต่อตัวได้

แนวคิดที่ใช้ค่าใช้จ่ายต่อวันเป็นเกณฑ์ตัดสิน “คุณภาพ” ของนักท่องเที่ยวยังมีจุดอ่อนหลายประการ นักท่องเที่ยวที่พักตามเกสต์เฮ้าส์นั้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายต่อวันต่ำกว่า นักท่องเที่ยวที่พักในโรงแรมใหญ่ๆ แต่เมื่อคิดค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางแล้วจะสูงกว่าเพราะมีวันพักนานกว่า และเมื่อพิจารณาโครงสร้างการใช้จ่าย ก็จะพบว่าค่าใช้จ่าย ของนักท่องเที่ยวที่พักโรงแรมจะหมดไปกับค่าโรงแรม และสินค้าที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศสูง

การเน้นผลต่อการกระจายรายได้ก็มีจุดอ่อนเช่นเดียวกัน เพราะนักท่องเที่ยวที่พักเกสท์เฮ้าส์มักถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวพันกับการค้ายาเสพติด แต่การใช้เกณฑ์ค่าใช้จ่ายสูง ก็ไม่สามารถรับรองความบริสุทธิ์ได้ ข้อวิจารณ์รวม ๆ ของการใช้เกณฑ์ทั้งสองนี้ก็คือ ใช้ “เงิน” เป็นเครื่องวัดเพียงอย่างเดียว

ส่วนแนวคิดในเรื่องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนับว่าเป็นแนวคิดที่โรแมนติกที่สุด แต่ดูเหมือนจะนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้น้อยที่สุด หากใช้คำนิยามนี้ ประเทศไทยจะมี นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพียงไม่กี่พันคน เพราะแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่จูงใจนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็คือ การหนีจากความซ้ำซากที่เป็นอยู่ มากกว่าที่จะต้องการเรียนรู้และ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้จาก แนวโน้มที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก) มักเดินทางในระยะเวลาสั้นลง แต่เดินทางบ่อยขึ้น นักท่องเที่ยวเหล่านี้จึงไม่มีเวลาพอที่จะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมได้

แต่หากจะใช้คำนิยามค่าใช้จ่ายต่อวันสูงสุดและด้านแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วยแล้ว งานวิจัยของสถาบันพบว่า นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพจะได้แก่นักท่องเที่ยวหญิง ที่มีอายุมากกว่า ๔๐ ปี ซึ่งสนใจกิจกรรมทางวัฒนธรรม และนิยมการจับจ่ายใช้สอยของที่ระลึกต่างๆ ด้วย

คำนิยามที่อาจจะง่ายที่สุดก็คือการให้คำจำกัดความว่านักท่องเที่ยวที่เลวหมายถึงอะไร เช่น หมายถึงผู้ที่มาเพื่อซื้อบริการทางเพศ หรือเพื่อการค้ายาเสพติด นโยบายที่เหมาะสมก็คือหาทางกีดกันหรือขจัดนักท่องเที่ยวและบริการประเภทเหล่านี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็คือ กระทรวงมหาดไทย

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว: ความได้เปรียบของประเทศไทยอยู่ที่ไหน?

ในภาวะที่มีการแข่งขันอย่างมากในปัจจุบัน อุตสาหกรรมทุกประเภทของเราจะต้องสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ จึงจะประสบความสำเร็จ ประเด็นของอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวก็คือจุดเด่น หรือความได้เปรียบของเราอยู่ที่ไหน? ถึงแม้ประเทศไทยจะมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญหลายแห่ง แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีแห่งใดเลย ที่ติดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ถึงแม้ว่าเราจะมีชายหาดที่สวยงาม แต่หลายประเทศก็มีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้ประเทศไทย หรืออาจจะสวยงามกว่าด้วยซ้ำไป

ในทศวรรษที่ผ่านมา ความสำเร็จของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนับว่าค่อนข้างสัมพันธ์ กับความเปลี่ยนแปลงของความได้เปรียบของประเทศไทย โครงสร้างของประเทศ ได้เปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติเหลือเฟือ มาเป็นระบบเศรษฐกิจที่อาศัยแรงงานมาก และประเทศไทยก็ได้นำเสนอการท่องเที่ยวที่ใช้ ทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานเป็นจุดขาย

นับเป็นความโชคดีที่การฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการให้บริการท่องเที่ยวไม่ซับซ้อนมากนัก อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจึงสามารถนำเสนอแรงงาน ที่มีคุณภาพเป็นจุดขาย ธุรกิจการโรงแรมของไทยได้รับการยกย่องในด้านราคาที่ย่อมเยา และมีบริการที่เป็นเลิศอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก สายการบินของไทยก็ได้ชื่อว่า มีบริการที่ประทับใจ ความสำเร็จทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากความสามารถในการจัดการ และการนำเสนอจุดขายสินค้าการท่องเที่ยวที่ถูกต้อง การสำรวจของ INTRAMAR ที่กล่าวมาแล้วได้ผลสรุปที่สอดคล้องกับจุดเด่นที่กล่าวข้าง ต้นคือ ความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทยมาจากอัธยาศัยไมตรีของคนไทยและการจัดการที่ดี จะเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง หากเราไม่สามารถรักษาจุดเด่นเหล่านี้ไว้ให้ยั่งยืนได้

ปัจจัยที่จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวในอนาคตมี ๒ ประการ คือ ประการแรก ความได้เปรียบในการจัดการการท่องเที่ยวที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นเพียงความได้เปรียบในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับย่อยเท่านั้น เช่น โรงแรมไทยมีบริการดี มีประสิทธิภาพสูง คนไทยมีมนุษย์สัมพันธ์ดี แต่การจัดการในระดับรวม ซึ่งได้แก่ การจัดการโครงสร้างพื้นฐานและปัญหาสิ่งแวดล้อมยังมีปัญหาอยู่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์จะเห็นว่า สิงคโปร์มีประสิทธิภาพในการจัดการ ทั้งระดับอุตสาหกรรมและในระดับรวม

ปัญหาการจัดการระดับรวมที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผลกระทบทั้งต่อคนกรุงเทพฯ และต่อนักท่องเที่ยว ในวันชาติสิงคโปร์ปี ๒๕๓๕ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ใช้เวลาพอสมควรในการตอกย้ำถึงปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ว่าในช่วงที่มีการประชุมธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๓๔ รัฐบาลไทยถึงกับ ต้องประกาศให้มีวันหยุดถึง ๒ วันเพื่อหลีกเลี่ยง ปัญหาการจราจรที่จะเกิดขึ้นในช่วงนั้น นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงคำแนะนำของหนังสือพิมพ์ที่ให้คนกรุงเทพฯ เตรียมอาหาร น้ำ และกระโถนไว้ในรถในระหว่างการเดินทางอยู่ในกรุงเทพมหานคร ข้อความเหล่านี้นอกจากจะซ้ำเติมถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนหนทางที่ ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน และการจัดประชุมนานาชาติ อีกด้วย

นอกจากปัญหาการจราจรแล้ว การจัดการโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น น้ำประปา การกำจัดขยะ คุณภาพของสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยก็เริ่มมีปัญหารุนแรงขึ้น ในหลายจังหวัดมีการจ่ายน้ำไม่พอเพียง เช่น ภูเก็ต มีการจ่ายน้ำเฉลี่ยเพียงคนละ ๒๗ ลิตรต่อวัน ในขณะที่มาตรฐานการใช้น้ำเท่ากับ ๒๐๐ ลิตรต่อวัน ซึ่งหากรวมนักท่องเที่ยวด้วยแล้ว การจ่ายน้ำโดยเฉลี่ยต่อวันก็จะยิ่งลดต่ำลงไปอีก ในด้านการกำจัดขยะก็ปรากฏว่าในกรุงเทพฯ นั้น มีขยะที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้เก็บประมาณ ๕๐๐ ตันต่อวัน เพราะความสามารถในการเก็บและกำจัดมีไม่พอ จำนวนขยะที่ไม่ได้เก็บนี้คิดเป็น ๒.๕ เท่าของขยะทั้งหมดในเมืองเชียงใหม่   แม้ในเมืองเชียงใหม่เอง ก็ไม่สามารถเก็บขยะได้หมด ทำให้ขยะที่ถูกทิ้งโดยไม่ได้เก็บในแต่ละวันมีจำนวนมากพอๆ กับขยะทั้งหมดในเมืองลำปาง

โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายประเภทที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับแม้แต่คนท้องถิ่น ดังนั้น หากเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวขึ้นไปก็จะเกิดการแก่งแย่งการใช้ ทรัพยากรกับคนท้องถิ่นได้

การที่ต้นทุนแรงงานต่ำอาจจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในขั้นต้น และประเทศไทยยังได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในอาเซียนในแง่การลงทุนด้านที่พัก ซึ่งเป็นการลงทุนของภาคเอกชน แต่การลงทุนของภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดูเหมือนจะไม่สามารถให้ความมั่นใจได้ว่า จะสนองตอบความต้องการ ทั้งของคนไทยและของนักท่องเที่ยว ได้อย่างเพียงพอและทันต่อความต้องการ ประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุดในด้านการท่องเที่ยว มักเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมได้อย่างเพียงพอ ดังเช่นกรณีของสิงคโปร์ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึงปีละ ๕ ล้านคน ทั้ง ๆ ที่ปราศจากแหล่งท่องเที่ยวที่น่าจูงใจแต่อย่างใด

อุปสรรคประการที่สองคือ ปัญหาโรคเอดส์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้งในปัจจุบันและในระยะยาว

เป็นที่ทราบกันดีว่ารายได้ส่วนหนึ่งจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้น ได้มาจากการขายบริการเริงรมย์และธุรกิจทางเพศ บริการนี้สืบเนื่องมาจากการพักผ่อนของทหารอเมริกัน ที่ไปรบในเวียตนามในช่วงเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ด้วยเหตุที่ธุรกิจทางเพศให้ผลตอบแทนสูงต่อประชากรที่ขาดทักษะในทางอุตสาหกรรม ธุรกิจนี้จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่บัดนั้น และต่อมาเมื่อนักท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางซึ่งร่ำรวยจากการขายน้ำมันในช่วงปี ๒๕๑๖-๒๕๒๒ ธุรกิจนี้ก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันโอกาสทองของธุรกิจท่องเที่ยวที่ อาศัยรายได้จากการขายบริการทางเพศจะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม ธุรกิจนี้ก็ได้กลายเป็นรากฐานของการแพร่ระบาด ของโรคเอดส์ไปแล้ว

อันที่จริง การกล่าวหาว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นตัวการสำคัญในการแพร่โรคเอดส์ในประเทศไทยนั้น ออกจะไม่ยุติธรรมเสียทีเดียว เพราะการขายบริการทางเพศ ในธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นมีส่วนในการแพร่โรคเอดส์ เฉพาะ ในกลุ่มเล็กๆ คือสตรีที่ขายบริการเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ชายไทยมีความต้องการซื้อบริการทางเพศ มากกว่านักท่องเที่ยว และเป็นต้นเหตุของการแพร่ไปยังกลุ่มประชาชนทั่วไปอย่างรวดเร็ว หากคนไทยไม่สนับสนุน และใช้บริการทางเพศกันอย่างแพร่หลายแล้ว โรคเอดส์ก็จะแพร่ไปช้ากว่านี้มาก

ข้อที่น่าสังเกตคือรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมขายบริการทางเพศผิดพลาดถึง ๒ ครั้ง ก่อนที่โรคเอดส์จะกลายเป็นปัญหารุนแรง ภาครัฐได้เพิกเฉย ต่อการลิดรอนมิให้ธุรกิจนี้เติบโตขึ้น เพราะมีความคิดเห็นว่า อุตสาหกรรมทางเพศเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวซึ่งจะค่อยๆ หายไปเมื่อเศรษฐกิจเจริญขึ้น และประชาชน มีโอกาสในการทำงานด้านอื่น ๆ ที่ดีกว่านี้มากขึ้น ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ก็ผ่านพ้นปรากฏการณ์นี้มาแล้วทั้งสิ้น แต่ธุรกิจทางเพศ ในประเทศไทยได้ขยายตัวจนแทบจะหยั่งรากเสียแล้ว ทั้งยังขยายบริการไปถึงต่างประเทศ จึงยากที่จะควบคุมได้

ความผิดพลาดครั้งที่สองก็คือ การโฆษณาให้ใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันโรคเอดส์โดยมิได้ให้ความรู้ว่า แม้จะใช้ถุงยางแล้วก็ยังมีความเสี่ยงอยู่

ปัญหาผลกระทบของโรคเอดส์ต่ออุตสาหกรรม ท่องเที่ยวนี้อาจมีผู้แย้งได้ว่า หากนักท่องเที่ยวไม่มีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการทางเพศแล้ว จะมีผลกระทบได้อย่างไร คำตอบก็คือ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังขาดข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างถูกต้อง เช่น ความหวาดระแวงว่าโรคนี้จะสามารถแพร่เชื้อได้ในอาหารและน้ำ ความไม่เชื่อถือในคุณภาพของเลือดในธนาคารเลือด เป็นต้น ดังนั้นนักท่องเที่ยวมักจะถือนโยบายปลอดภัยไว้ก่อน และเลือกอยู่ห่าง ๆ จากแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจการที่อาจจะ แพร่กระจายโรคเอดส์ได้

นอกจากอุปสรรคทั้ง ๒ ประการนี้แล้ว รอยยิ้มของชาวสยาม ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้น นับวันก็จะเลือนหายไป เพราะการที่ต้องผจญกับสภาพการจราจร ที่บีบคั้นจิตใจอย่างหนัก วิถีชีวิตที่ต้องเร่งรัดและแข่งขันมากขึ้น เพื่อจะก้าวให้ทันประเทศอื่น

กล่าวโดยสรุป แม้ปัจจัยภายนอกจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ปัจจัยภายในที่เป็นข้อจำกัดบางประการกลับเป็นตัวชะลอ การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ การที่จะขจัดอุปสรรคทั้ง ๒ ประการนี้ จำต้องอาศัยการตัดสินใจ และ การบริหารที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐ นอกเหนือไปจาก การจัดการที่มีประสิทธิภาพในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นของภาคเอกชน

สินค้าการท่องเที่ยว

สินค้าท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่มีลักษณะพิเศษคือ เป็นสินค้าที่รวบรวมสินค้าและบริการหลายประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เมื่อเราพูดถึงสินค้าท่องเที่ยว ก็จะหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณี อัธยาศัยไมตรีของคนไทย สาธารณูปโภคประเภทต่างๆ ฯลฯ สินค้าที่เป็นองค์ประกอบเหล่านี้ยังมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการจัดการที่แตกต่างกันด้วย เช่น

ประการแรก สินค้าการท่องเที่ยวที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ มักมีคุณสมบัติเป็นสินค้าสาธารณะ ซึ่งปิดกั้นมิให้ผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ยาก เช่น ชายหาด น้ำตก ภูเขา และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ดังนั้น การควบคุมดูแลจึงทำได้ยากกว่าสินค้าอื่นๆ ที่เป็นของเอกชน และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาก็จะตกเป็นของสังคม กำหนดตัวบุคคล ที่จะรับภาระได้ยาก

ประการที่สอง ความปลอดภัยและความสะดวกสบายของสาธารณูปโภคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสินค้าการท่องเที่ยว และต้องลงทุนสูง ประเทศที่ลงทุนสูงในด้านนี้ จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก แม้จะไม่มีสถานที่จูงใจนักท่องเที่ยว เช่น ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น

ประการที่สาม คนและวัฒนธรรมท้องถิ่นนับเป็นส่วนประกอบสำคัญอีกประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับ การท่องเที่ยวที่ไม่เป็นกลุ่ม (non-mass tourism) ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าประเภทหลังนี้มักจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว ในบางกรณียังอาจได้รับผลเสียจากการท่องเที่ยวอีกด้วย

ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า สินค้าการท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่ใช้แรงงานเป็นหลัก จึงไม่เป็นจริงเสมอไป

กำไรโดยไม่ต้องลงทุน?

เมื่อประเทศไทยเริ่มวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจในต้นคริสตทศวรรษ ๑๙๐๐ ภาพที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่เสมอ คือ ทุ่งนาที่มีเด็กวิ่งเล่น พระเดินบิณฑบาตบนถนนที่มีต้นไม้ เรียงเป็นแถวสองข้างทาง แต่เมื่อประเทศไทยต้องเข้าสู่ลู่แข่งขัน เพื่อให้ทันกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในอาเซียน ภาพอันร่มรื่นเช่นนั้นก็เริ่มเลือนหายไป กลายเป็นภาพของโรงงานอุตสาหกรรม การจราจรติดขัด และท้องฟ้าที่มัวหมองไปด้วยควันพิษ การท่องเที่ยวที่พึ่งพาทรัพยากร ธรรมชาติกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันไม่มีใครอยากลงเล่นน้ำที่พัทยาอีกต่อไป ฝูงลูกปลาหลากสีที่เคยว่ายอยู่ที่ริมหาดป่าตองจังหวัดภูเก็ตได้ย้ายหนีสภาพน้ำเสีย คลองแม่ข่าที่ไหลลดเลี้ยว ผ่านใจกลางเมืองเชียงใหม่ได้แปรสภาพเป็นสีดำไปเสียแล้ว การขายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยวเป็นกิจการที่ไม่มีต้นทุนจริงหรือ?

พัทยาเป็นตัวอย่างที่ดีของการย่ำยีทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง พัทยาเติบโตมาจากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ในปี ๒๕๐๓ มาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ภายในเวลาเพียงสองทศวรรษ ในปัจจุบัน พัทยามีนักท่องเที่ยว ๑.๖ ล้านคน และนักทัศนาจร ๕ แสนคน ถ้าดูจากปริมาณนักท่องเที่ยวแล้ว พัทยาเป็นรองจากกรุงเทพฯ เท่านั้น หรือกล่าวได้ว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเมืองไทย ทุก ๆ ๓ คน จะเดินทางไปพัทยา ๑ คน ในปี ๒๕๓๔ รายรับจากการท่องเที่ยวในพัทยามีประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ ๑๕ ของรายรับจากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ

จำนวนนักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทยในพัทยาเริ่มลดลงตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ แต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศเริ่มลดลงตั้งแต่ในปี ๒๕๓๐ สาเหตุหนึ่งก็เนื่องมาจากความเสื่อมโทรม ของสิ่งแวดล้อมในพัทยา จากการสำรวจของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพบว่า คุณภาพน้ำในพัทยาต่ำกว่ามาตรฐาน และไม่เหมาะต่อการลงเล่นน้ำมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวก็ พบว่า ปะการังที่อยู่ทางภาคตะวันออกของเกาะล้านซึ่งอยู่ติดต่อกับพัทยานั้น มีชีวิตอยู่เพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้น ในขณะที่ปะการังในส่วนอื่น ๆ ของเกาะยังมีชีวิตอยู่ประมาณ ร้อยละ ๓๐-๕๐ นอกจากนี้ การก่อสร้างบริเวณชายหาด พัทยา ยังรุกล้ำเข้าไปในชายหาดซึ่งทำให้ ชายหาดสูญหาย หรือพังทลายไป

ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดความสูญเสียทั้งโอกาสและรายได้ ประมาณกันว่าในปี ๒๕๓๑-๒๕๓๓ พัทยาสูญเสียรายได้ถึง ๑,๓๖๗ ล้านบาท จากการสูญเสียนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูง ในปี ๒๕๓๓ ได้มีประมาณการว่า หากมีการติดตั้งระบบการบำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะของพัทยา จะตกเป็นค่าใช้จ่าย ประมาณปีละ ๖๖.๗ ล้านบาท ในปีเดียวกันนั้นพัทยามีรายได้จากการท่องเที่ยว ๑๗,๒๙๐ ล้านบาท ดังนั้นค่าใช้จ่ายจะตกเพียงร้อยละ ๐.๔ ของรายได้เท่านั้น หากสมมติว่าธุรกิจเอกชนมีกำไรร้อยละ ๒๐ ของรายได้ทั้งหมด ต้นทุนในการรักษาสิ่งแวดล้อมจะตกประมาณร้อยละ ๑.๙ ของกำไร และหากสมมติต่อไปว่า ธุรกิจเอกชนเสียภาษี ร้อยละ ๓๐ ของกำไร ต้นทุนนี้ก็จะตกประมาณร้อยละ ๖.๔ ของภาษีจากกำไรของธุรกิจ ดังนั้น จะเห็นว่าค่าลงทุนและค่าใช้จ่ายในการรักษาสิ่งแวดล้อมนี้ มิได้สูงมากอย่างที่คนทั่วไปอาจจะคาดไว้

อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะสามารถบำบัดการรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นจากปัจจุบัน พัทยาก็จะไม่มีวันกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ แต่ตัวอย่างของพัทยาได้ชี้ให้เห็นความจำเป็น ที่ต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาการท่องเที่ยว

สำหรับเมืองอื่น ๆ เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ การท่องเที่ยวอาจจะไม่ใช่สาเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งหมด แต่สาเหตุอื่น ๆ เช่น การขยายตัวของเมือง อย่างไร้แบบแผน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาจมีความสำคัญมากกว่า แต่สำหรับพัทยาแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญในการย่ำยีธรรมชาติ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในเมืองพัทยาได้มาถึงจุดที่เห็นได้ชัดแล้วว่า จะไม่สามารถตักตวงกำไรโดยไม่ต้องลงทุนได้อีกต่อไป และจะต้องทบทวนอย่างเร่งด่วนว่า จะฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างไร จึงจะไม่ทำให้พัทยาล่มสลายไป

วัฒนธรรมเพื่อการค้า?

การท่องเที่ยวมีผลกระทบต่อวัฒนธรรมหลายทาง เช่น วิถีการดำเนินชีวิต ค่านิยมของคนในท้องถิ่น และการบิดเบือนพิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น ข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ ผลกระทบของการท่องเที่ยวที่กล่าวกันมากที่สุดก็คือ ทำให้คนท้องถิ่นเลียนแบบแผนการบริโภคของนักท่องเที่ยว แต่คำวิจารณ์นี้ดูเหมือนจะมองข้าม อิทธิพลของการขยายตัวของเมือง การพัฒนาของระบบสื่อสาร และการแพร่ขยายของสื่อสารมวลชนซึ่งสามารถเข้าถึงท้องถิ่นไกลๆ ที่แม้แต่นักท่องเที่ยวก็ไปไม่ถึง

ข้อวิจารณ์อีกประการหนึ่งก็คือ การแปรรูปวัฒนธรรมเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาจมีผลกระทบต่อสายใยชีวิตและพลวัตทางสังคมในหมู่บ้าน ข้อวิจารณ์นี้มี ๒ ประเด็นด้วยกันคือ ประเด็นแรก การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเป็นเชิงพาณิชย์นั้นเป็นการ “พราก” วัฒนธรรมนั้นออกจากคนท้องถิ่น โดยการเปลี่ยนรูปแบบ ของประเพณี ให้กลายมาเป็นการ “แสดง” ซึ่งขาดจิตวิญญาณและความรู้สึกของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ประเด็นที่สอง ผลตอบแทนในเชิงการค้าจากการแปรรูป วัฒนธรรมนี้จะตกแก่กลุ่มคนที่ไม่ได้ร่วมลงทุนเลยเป็นส่วนใหญ่

การศึกษาเรื่อง “บุญบั้งไฟ” ที่จังหวัดยโสธรของ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการศึกษาผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อการ “พราก” และ “บิดเบือน” วัฒนธรรมของท้องถิ่น บุญบั้งไฟเป็นพิธีกรรมที่ทำอย่างกว้างขวางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (และภาคเหนือในอดีต) พิธีนี้จะจัดขึ้นในช่วงต้นฤดูฝนโดยเริ่มตั้งแต่ เดือนมิถุนายน มีความเชื่อกันว่า บุญบั้งไฟจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล และนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่หมู่บ้าน ตามประเพณีดั้งเดิมแล้ว ผู้ร่วมในพิธีกรรมนี้เป็นผู้ชายล้วน โดยมีขบวนแห่ถือ “บักแบ้น” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

แต่ในปัจจุบันพิธีกรรมนี้ได้เปลี่ยนไปมาก ขบวนแห่ซึ่งเคยมีแต่ผู้ชายล้วนก็เปลี่ยนมาเป็นผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่ และแทนที่ขบวนแห่จะถือบักแบ้นก็เปลี่ยนมาถือป้ายโฆษณา นอกจากนี้การเซิ้งและฟ้อนก็ถูกดัดแปลงเพื่อจูงใจนักท่องเที่ยว และเมื่อบุญบั้งไฟถูกจัดการโดยหน่วยงานของรัฐ พิธีกรรมนี้ก็กลายมาเป็นการ “แสดง” อย่างชัดเจน

การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพราะอิทธิพลของการท่องเที่ยวหรือไม่? การศึกษาเรื่องนี้ได้พบว่า พิธีกรรมนี้เปลี่ยนไป ก่อนที่จะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก ชุมชนเกษตรบางแห่งซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดงานบุญบั้งไฟก็เติบโตขึ้น กลายเป็นชุมชนเมือง หน้าที่ของบุญบั้งไฟในสังคมแบบเก่าก็หมดความหมาย การจัดงานบุญบั้งไฟเปลี่ยนจาก งานของชาวบ้าน ไปเป็นงานของรัฐ โดยมีข้าราชการระดับท้องถิ่นและจังหวัดเป็นผู้ดำเนินงาน และมีชาวตลาดซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายจีนเป็นผู้ให้การสนับสนุน ดังนั้นงานบุญบั้งไฟในปัจจุบันก็เปลี่ยนวัตถุประสงค์ไป

งานบุญบั้งไฟเป็นพิธีที่สร้างระบบความสัมพันธ์ใหม่แก่ชุมชนซึ่งนับวันก็จะซับซ้อนมากขึ้น เป็นพิธีการที่จะผสานระหว่างชุมชนชนบทและชุมชนเมือง ระหว่างชาวบ้าน ดั้งเดิมและชุมชนผู้อพยพ ระหว่างประเพณีและอำนาจรัฐ การศึกษาพบว่า ททท. มีบทบาทในงานบุญบั้งไฟค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่มักส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐจัดขบวนแห่ โดยรักษาสภาพเดิมให้มากที่สุด เหตุผลสำคัญที่งานบุญบั้งไฟมิได้มุ่งไปที่การท่องเที่ยวอย่างเดียว เพราะยังมีความน่าสนใจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว

การศึกษาอีกเรื่องหนึ่งคือ ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อการแกะสลักไม้ในเชียงใหม่ ซึ่งพบว่าอุตสาหกรรมการแกะไม้ในเชียงใหม่ต้องพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวค่อนข้างมาก ผลิตภัณฑ์จึงมีทั้งแบบไทยโบราณ และแบบที่ตามรสนิยมของนักท่องเที่ยว คำถามคือ ศิลปกรรมดั้งเดิมได้ถูกดัดแปลงหรือบิดเบือนไปเพราะการท่องเที่ยว ใช่หรือไม่?

การศึกษานี้พบว่า โรงเรียนสอนแกะสลักไม้ดั้งเดิมในภาคเหนือได้ล้มเลิกไปตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับการแกะสลักในภาคกลางได้ อุตสาหกรรมแกะสลักไม้ในเชียงใหม่ในปัจจุบัน จึงไม่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมในอดีต ผู้ประกอบการมุ่งนำเพียงเพื่อหารายได้จากนักท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง เป็นความจริงที่ว่าศิลปกรรมแกะสลักในปัจจุบันฟื้นฟูขึ้น มาและอยู่ได้เพราะการท่องเที่ยว และมีการดัดแปลงศิลปเพื่อให้ถูกใจนักท่องเที่ยว แต่ศิลปดั้งเดิมนั้นได้ล้มเลิกไป ก่อนที่การท่องเที่ยวจะเข้าไปมีบทบาทเสียด้วยซ้ำ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว : ใครได้? ใครเสีย?

รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสิ่งดึงดูดให้จังหวัดต่างๆ จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่การจัดกิจกรรมเหล่านี้มักได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เช่น ผลตอบแทนจะคุ้ม หรือไม่ ใครได้รับผลประโยชน์มากกว่ากัน รัฐเกณฑ์แรงงานชาวบ้านให้มาร่วมจัดงานต่างๆ แต่ธุรกิจเอกชนเป็นผู้ได้รายได้เป็นส่วนใหญ่ เป็นการเอาเปรียบกันหรือไม่?

เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่าข้อวิจารณ์เหล่านี้ มีส่วนถูกต้องมากน้อยเพียงใด จึงต้องเลือกกิจกรรมเฉพาะเจาะจงเป็นกรณีศึกษา งานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับในเชียงใหม่ นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะตอบคำถามข้างต้น

การจัดงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับในจังหวัดเชียงใหม่ แต่เดิมเป็นงานของสำนักงานเกษตรจังหวัด ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนการทำสวนไม้ดอกไม้ประดับ แต่ได้พัฒนาเป็นกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวในเวลาต่อมา การจัดงานเทศกาลนี้ประกอบด้วยการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและเพื่อยืดฤดูกาลการท่องเที่ยว มีการประกวดขบวนรถบุปผชาติ การแข่งขันจัดดอกไม้ และจัดสวน และการประกวดนางงาม

เฉพาะงานเทศกาลในปี ๒๕๓๕ ซึ่งได้เลือกเป็นกรณีศึกษานี้ มีรายจ่ายที่ใช้ในการจัดการของรัฐและเอกชน ฝ่ายละประมาณ ๑ ล้านบาทโดยไม่รวมแรงงานอาสาสมัครต่างๆ โดยเฉพาะชาวบ้านที่มาเข้าร่วมขบวนแห่ ตลอดช่วงการจัดงาน ๓ วัน ได้สร้างรายได้ทั้งหมดเป็นเงิน ๑๐๕ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มจากรายได้ในฤดูกาลปกติประมาณ ๔๕ ล้านบาท ดังนั้น ทุกๆ บาทที่ลงทุนไปจะได้ผลตอบแทนประมาณ ๒๐ บาท ซึ่งนับว่าเป็นผลตอบแทนที่สูงมาก

ในจำนวนเงินรายได้ ๔๕ ล้านบาทนี้ ธุรกิจโรงแรมได้รับมากที่สุด คือเป็นเงินค่าที่พักประมาณ ๑๑ ล้านบาท หรือร้อยละ ๒๔ และในจำนวนนี้เป็นรายได้ของโรงแรม ขนาดใหญ่ ๙ ล้านบาท หรือร้อยละ ๘๕ ของโรงแรมทั้งหมด ธุรกิจโรงแรมได้ลงทุนไปเท่าใดสำหรับผลตอบแทนจำนวนนี้?

ในการจัดงานนี้ภาคเอกชนให้ความร่วมมือโดยการจัดรถประดับไม้ดอกเข้าร่วมขบวนแห่ และจัดสวนเข้าประกวด รถที่เอกชนจัดเข้าร่วมแห่มีทั้งหมด ๙ คัน เป็นของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจนำเที่ยวจัดร่วมกัน ๑ คัน โดยใช้เงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เงินลงทุนนี้คิดเป็นร้อยละ ๕ ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ได้รับผลตอบแทนถึง ๘๙ เท่า หรือหากจะคิดเฉพาะผลตอบแทนของโรงแรมขนาดใหญ่ ก็จะได้ ๗๕ เท่าของเงินลงทุน

ผลการศึกษานี้อาจสรุปได้ว่า ผลประโยชน์จากการส่งเสริมการท่องเที่ยวมิได้กระจายไปอย่างทั่วถึง และไม่สมน้ำสมเนี้อกับเงินลงทุน ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้รับรายได้ ส่วนใหญ่จากงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับนี้ทั้งๆ ที่ให้การสนับสนุนเพียงเล็กน้อย แต่ธุรกิจโรงแรมก็แย้งว่า มหกรรมนี้มิได้เพิ่มรายได้เป็นพิเศษแต่อย่างใด เพราะจัดในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยวอยู่ แล้ว นอกจากนี้ ยังแย้งว่างานมหกรรมนี้เป็นการชักจูงนักทัศนาจรที่ไม่เข้าพักในโรงแรม แต่เป็นนักทัศนาจรไทยที่พักตามบ้านญาติหรือวัดมากกว่า หรือแม้แต่ผู้ที่มาพักในโรงแรมก็ได้มีการใช้จ่ายซื้อสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อการสร้างรายได้อย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมจะเห็นได้ชัดว่า ผู้ลงทุนลงแรงมิได้เป็นผู้รับผลประโยชน์เท่าใดนัก นอกจากความสนุกสนานและความภาคภูมิใจที่ได้ทำให้จังหวัดเชียงใหม่ มีกิจกรรมเชิดหน้าชูตาขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ชาญชิต วันที่ : 12/10/2008 เวลา : 21.30 น.
http://www.oknation.net/blog/inchrist

สวัสดีครับ ผมลงบทความข้อสุดท้ายของสดุดีบทที่ 91

เป็นเรื่องราวของพระสัญญาเรื่องอายุยืน ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องที่เราเคยคุยกันมาก่อน เลยขอแนะนำครับ คลิ๊ก http://www.oknation.net/blog/psalms/2008/10/10/entry-1

ขอพระเจ้าอวยพรครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน