พิมพ์หน้านี้
|
ก่อนที่เราจะไปต่อ มาคุยถึงชนิดของความรู้กัน ก็มีนักวิชาการแบ่งไว้หลายวิธีด้วยกัน แต่การแบ่งที่มีประโยชน์ ถูกนำไปอ้างอิงในการจัดการความรู้อยู่บ่อยครั้ง ได้แก่แนวคิดของ Polanyi (1958,1966) ที่ว่าความรู้นั้นแบ่งออกเป็นสองประเภทได่แก่ § ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้เชิงทฤษฏี เนื้อหาวิชาการและข้อมูลต่างๆ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ เอกสาร กฎ ระเบียบ คู่มือปฏิบัติงาน วิดีโอ เทปบันทึกเสียง แฟ้มข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เป็นต้น § ความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ภายในตัวบุคคล ไม่สามารถมองเห็นได้ เกิดจากทักษะ ประสบการณ์ และพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวบุคคล ในองค์กรนั้นความรู้ที่ชัดแจ้งนั้นมีอยู่น้อยมาก ความรู้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของความรู้ฝังลึก เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำเป็นส่วนใหญ่ การจัดการความรู้หลังระยะหลังๆเกือบทุกทฤษฎีจะต้องพูดถึงการเปลี่ยนรูปแบบของความรู้จาก Tacit เป็น Explicit แต่เราจะไม่มีวันที่จะเปลี่ยนได้ทั้งหมด เปรียบเสมือนให้ผีกาก้ามาเขียนหนังสือว่า ฟุตบอลนั้นเตะยังไงคงทำไม่ได้ เพราะความรู้ัของแกส่วนใหญ่ไม่สามารถแสดงออกเป็นคำพูด § ยุคที่หนึ่ง คือช่วงก่อนปี 1995 เป็นช่วงที่เน้นไปทางด้านการจัดหาสารสนเทศ (Information) ให้พร้อมที่จะใช้ในการตัดสินใจของผู้บริหาร จึงเน้นไปที่ความรู้ที่ชัดแจ้งและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยจัดการ § ยุคที่สอง เริ่มมีการให้ความสำคัญแก่ความรู้ที่ฝังลึกหรือความรู้ในตัวคนมากขึ้น ตั้งแต่มีผลงาน The Fifth Discipline ของ Peter Senge ในปี 1990 ที่เสนอวินัยของการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ห้าประการ แต่การจัดการความรู้ในยุคที่สองนี้เริ่มอย่างจริงจังในปี 1995 เมื่อตัวแบบ SECI ของ Nonaka และ Takeuchi ได้รับการยอมรับเป็นอย่างกว้างขวาง โดยทั้งสองท่านให้ความสำคัญกับการไหลและเปลี่ยนรูปของความรู้ จากความรู้ที่ฝังลึกเป็นความรู้ที่ชัดแจ้งและในทางกลับกัน จากระดับปัจเจกบุคคลสู่ระดับกลุ่มและระดับองค์การ Snowden ยังให้ทัศนะว่า การจัดการความรู้ในปัจจุบันยังคงอยู่ในช่วงปลายของยุคที่สอง และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สามซึ่งเป็นการจัดการความรู้แบบทันเวลาพอดี (Just In Time Knowledge Management) ซึ่งจะไม่มีการแบ่งแยกประเภทของความรู้อีกต่อไป แต่บางท่าน เช่น McEnroy เจ้าของตัวแบบการจัดการความรู้ Knowledge Life Cycle แย้งว่าเรายังไม่ได้เข้าสู่ยุคที่สาม นอกจากยังนี้ยังบอกว่า ควรใช้เกณฑ์อื่นในการแบ่งยุค โดยเค้าแบ่งตามฟากของความต้องการความรู้ออกเป็นสองยุคเช่นกันได้แก่ § Supply-side KM เป็นการจัดการความรู้ในยุคแรกๆ โดยเน้นที่การจัดการที่มีอยู่แล้วในองค์กรให้มีการเผยแพร่อย่างทั่วถึง เพื่อแก้ปัญหามีการแบ่งปันความรู้ไม่เพียงพอ (Inadequate Knowledge Sharing) เน้นที่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยจัดเก็บและกระจายความรู้ที่อยู่ในรูปเอกสารในฐานข้อมูล ความสนใจของการจัดการความรู้ยุคนี้คือทำอย่างไรให้มีความรู้พร้อมใช้งาน แต่ไม่ได้สนใจว่าความต้องการความรู้ขององค์กรนั้นเป็นอย่างไร § Demand-side KM เป็นการจัดการความรู้ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเน้นที่การตอบสนองความต้องการความรู้ขององค์กร ดังนั้นจึงให้ความสนใจแก่การสร้างวัฒนธรรมองค์และปัจจัยทางด้านมนุษย์มากกว่ายุคแรก ผมยังไม่เห็นว่า การแบ่งสองวิธีนี้แตกต่างตรงไหน เพราะสุดท้ายแ้ล้วก็ได้ความว่า ยุคแรกเน้นระบบ IT ยุคหลังเน้นคนเหมือนกัน (หรือถ้าจะให้ถูกกว่านี้คือยุคหลังเน้นสองด้าน) ผมเคยถามผู้จัดการความรู้ของบริษัท กขคง ที่ผมทำงานอยู่ก็ไม่ได้รับคำตอบเหมือนกันว่าเราใช้ตัวแบบอะไร
|
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |