พิมพ์หน้านี้
|
§ ผู้ซื้อ (Buyer) หรือผู้ค้นหา (Seeker) ซึ่งปกติแล้วก็คือ ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาต่างๆ และต้องการความรู้มาเป็นคำตอบ § ผู้ขา่ย (Seller) เป็นผู้ที่มีความรู้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับประเด็นที่ำกำลังเป็นปัญหา บางคนก็เป็นผู้มีชื่อเสียงในบริษัทอยู่แล้ว บางคนก็ไม่ใช่และยากที่จะค้นหา บางคนก็หลบซ่อนตัวจากตลาดเพราะมีความเชื่อว่าการที่ตนเองเก็บกักความรู้ไว้แต่เพียงผู้เดียวนั้นทำให้คุณค่า (หรือมูลค่า) ของตนเพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่มีเหตุผลพอสมควร แต่บริษัทจะไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ความท้าทายอย่างหนึ่งของการจัดการความรู้ก็คือ ทำให้ทุกคนในองค์การเชื่อว่า การแบ่งปันความรู้นั้นจะมีผลตอบแทนที่ดีกว่าการหวงความรู้ § นายหน้า (Broker) คือผู้ที่ทำให้ผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกัน เป็นคนที่จะต้องรู้ว่า ใครกำลังต้องการความรู้อะไร และใครมีความรู้อะไร จะต้องตรวจตราทั่วทั้งองค์กรว่าใครกำลังทำอะไรและรู้อะไร หรือเข้าใจภาพรวมของทั้งบริษัท บางทีเราก็เรียกคนเหล่านี้ว่า บรรณารักษ์ขององค์กร (Corporate Liberian) การซื้อขายความรู้เป็นธุรกรรมที่มีในตลาดแห่งนี้ การจัดการความรู้นั้นก็คือการดูแลธุรกรรมต่างๆให้เป็นไำปด้วยดี ซึ่งธุรกรรมในตลาดนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะแต่ละฝ่ายเชื่อว่าตัวเองจะได้ประโยชน์ การมีบุคคลครบสามฝ่ายแต่การซื้อขายก็ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีสิ่งที่ นักจัดการความรู้ต้องทำความเข้าใจว่า ระบบราคา (Price System) ของตลาดของตนนั้นนั้นคืออะไรซึ่งทั้งสองท่านกล่าวว่า เช่น เงินเดือน ตำแหน่ง โบนัส สวัสดิการ ชื่อเสียง การยอมรับ และตอบสนองความต้องการของพนักงานอย่างเหมาะสม หากไม่เข้าใจก็จบเห่ ธุรกรรมในตลาดความรู้จะไม่เกิดขึ้นครับ (ในหนังสือ Wokrking Knowledge จะใช้ Reciprocity, Repute และ Altruism นะครับ) และปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพคือ ความไว้วางใจ (Trust) ตลาดความรู้ในองค์กรจะดำเนินไปด้วยดีได้หากทุกคนเชื่อว่า คนที่ยินดีแบ่งปันความรู้นั้นจะได้รับผลตอบแทน และผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้ ผมเคยทำงานบริษัทฝรั่งแห่งหนึ่งเค้ามี incentive ให้คนที่ยินยอมแบ่งปันความรู้ไว้ในระบบ Resolution Database ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศจัดการความรู้อย่างหนึ่ง ในปีแรกผมส่งเข้าไป 10 กว่า Case ได้มา 5,000 กว่าบาท ก็ไม่้เลวเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเป็นที่รู้กันดีว่า ตลาดความรู้ในองค์กรนั้นโดยทั่วไปด้อยประสิทธิภาพอย่างยิ่ง หาคนขายได้ยาก ก่อนซื้อไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำว่าคุณภาพของความรู้่ที่ซื้อมานั้นเป็นอย่างไร หรือมีการซื้อขายที่ราคาต่ำเกินจริงจนไม่มีใครอยากขาย § Incompleteness of Information เ้ช่น ไม่รู้ว่าคนขายอยู่ที่ไหน หรือขาดสมุดหน้าเหลืองทางความรู้ (ในเวลาต่อมาเราจะได้รู้ว่ามันเรียกว่า Knowledge Map) ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระบบราคา § Aymmetry of Knowledge บางแผนกรู้มากเกินไป บางแผนกรู้น้อยเกินไป เลยไม่ยอมแลกเปลี่ยนความรู้กัน § Localness of Knowledge เรามักจะหาความรู้จากคนข้างๆ หรือหน่วยงานข้างๆ ทั้งๆที่ความรู้เรื่องนี้อาจจะมีผู้ที่รู้่ดีกว่าในบริษัท แต่อยู่ในส่วนที่เข้าถึงได้ยาก
§ Monolopoly มีการผูกขาดความรู้ เคยสังเกตมั้ยครับว่า ความรู้บางเรื่องมีคนๆเดียวหรือกลุ่มเดียวที่รู้ แล้วเวลาไปถามก็ไม่ค่อยอยากจะบอกหรอก ในตอนถัดๆไปเราจะได้รู้จาก Nonaka และ Takeuchi ว่าอาการอย่างนี้เค้าเรียกว่า ไม่มี Redudancy หรือข้อมูลที่ทุกคนรู้ร่วมกัน § Artificial Scarcity การขาดแคลนความรู้อย่างเทียมๆ ความรู้มีการซื้อขายแพงมาก ไม่ใช่เพราะไม่มีอยู่ แต่เพราะไม่รู้จะไปเอามายังไง การปรับลดขนาดองค์กรก็เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหานี้ เพราะคนที่ถูกเลิกจ้างไม่ได้แสดงตนว่ามีความรู้ทีี่่ทรงคุณค่าแก่องค์กร คนที่เหลืออยู่เคยเก็บกักความรู้ให้ตัวเองมีราคา § Trade Barrier ค่านิยม not invented here ไม่ได้คิดโดยพวกเรา เราไม่เอา หรือปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคที่จำเป็นในการขนถ่ายความรู้ เช่น ระบบ IT ต่างๆ และกลไกลการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ตอนหน้าน่าจะเข้าตัวแบบในการจัดการความรู้ได้แล้วครับ ใครกดรีโมทผิดเปลี่ยนช่ิองโดยไว J |
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |