พิมพ์หน้านี้
|
ตอนเด็กๆ เมื่อผมกินข้าวไม่หมดจาน แม่มักจะดุว่า ให้สงสารชาวนาที่อุตส่าห์ลำบากปลูกข้าวเลี้ยงพวกเรา พอผมโตขึ้นเล็กน้อย เริ่มจะมีเหตุมีผลกับเค้าบ้าง ผมบอกแม่ว่า กินทิ้งกินขว้างซิดี ชาวนาจะได้ขายข้าวได้มากๆ ในเวลาต่อมาผมจึงพบว่า แนวคิดนี้มันก็เป็นหลัก demand-supply ของเศรษฐศาสตร์นั่นเอง แต่พอผมโตเป็นผู้ใหญ่จึงพบว่า ความคิดบ้าๆนี้ยังมีอะไรไม่ถูกหลายอย่าง เช่น ตัวเราเองนั่นแหละจะจนลง นอกจากนี้ demand แบบเกินจริงจะทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย ไม่เป็นประโยชน์ต่อโลกเท่าไหร่นัก และที่สำคัญ ยังมีคนอีกหลายล้านคนทั่วโลกที่มีข้าวไม่พอกิน จะด้วยฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีหรืออะไรก็ตามแต่ แนวคิดตอนวัยรุ่นของผมนั้น หากคนไทยทุกคนยึดถือ ก็จะทำให้ชาวโลกเดือดร้อนมากขึ้น ในปี 2007 ชาวโลกผลิตข้าวรวมกันได้ 645 ล้านตันข้าวเปลือก มากกว่าปี 2005-2006 เล็กน้อย เวลาเราพูดถึงการผลิตเรามักจะนับเป็นข้าวเปลือกนะครับ หรือเทียบเท่า 430 ล้านตันข้าวสาร โดย 91% นั้นก็ปลูกอยู่ในเอเชียนี่เอง บางคนอาจจะเข้าใจว่า ประเทศไทยนั้นปลูกข้าวมากเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่อันที่จริงแล้วเราอยู่ในระดับกลางๆ ปีหนึ่งเรามีผลผลิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงตุลาคมของปีถัดไปประมาณ 30 ล้านตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 20 ล้านตันข้าวสาร ในขณะที่เวียตนามคู่แข่งเราปลูกได้ถึง 36 ล้านตัน ประเทศที่ปลูกข้าวมากที่สุดในโลกคือจีนและอินเดีย ปลูกได้ 186 ล้านตันและ 140 ล้านตันตามลำดับ (ตัวเลขในย่อหน้านี้ และส่วนใหญ่ในบทความนี้มาจาก Rice Market Monitor ธันวาคม 2007 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือ FAO) ประเทศไทยมี inventory (สต็อก) ข้าวอยู่เมื่อต้นปีที่แล้วอยู่ 5.1 ล้านตัน บ้าหรือเปล่า ถ้าคนคุมนโยบายมหภาคคาดการณ์ว่าข้าวจะแพงได้ จึงนับว่าเก่งมาก แต่ดูๆแล้วเป็นความบังเอิญมากกว่า เพราะคาดการณ์อย่างอื่นก็ไม่ค่อยจะถูกเลย การที่เรามีสต็อกข้าวมากนี้ FAO ยังชมเปาะว่า เพราะประเทศไทยนี่แหละที่เป็นที่พึ่งของชาวโลก ราคาข้าวในอดีตจึงมีเสถียรภาพ ปีที่แล้วข้าวในกรุของเราส่งออกไปช่วยชาวโลกหลายแสนตัน ปิดคลังปลายปีข้าวในสต็อกเหลือ 4.2 ล้านตัน ยอดส่งออกขยายตัวเป็น 9.5 ล้านตันข้าวสาร ผมขับรถไปในชนบทเห็นทุ่งนากว้างไกลสุดสายตา รู้สึกเสียดายมาก ในฤดูปลูกข้าวปีที่ผ่านมาเราใช้พื้นที่ปลูกข้าวไปทั้งสิ้น 57.5 ล้านไร่ หรือประมาณ 18% ของที่ดินที่เรามีอยู่ทั้งประเทศนับรวมป่าเขา เราไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวมากขนาดนี้ เอาที่ดินไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า ผมว่าความคิดในระดับมหภาคที่ต้องการส่งออกข้าว (ซึ่งแต่เดิมไม่ค่อยมีราคา) ประมาณ 40-50% ของที่ปลูกได้ไปเลี้ยงชาวโลกนั้นเป็นความคิดที่ผิด จะบอกว่า นี่คือ Core Competency ของเรา เราเก่งเรื่องนี้มาช้านาน อันนี้ไม่ใช่ Core Competency ครับ เก่งจริงทำไมเพื่อนบ้านเลียนแบบได้? นี่กระมังทำให้นโยบายข้าวของกรมอะไรซักอย่าง (จำชื่อกรมไม่ได้) ข้อหนึ่งบอกว่า เราจะทำข้าว niche market (น่าจะหลังจากที่ในอีก 4-5 ข้างหน้าเราสู้ mass market ไม่ไหวแล้ว) มีประโยคหนึ่งที่ตอนนี้กำลังฮิต เงินทองคือภาพลวงตา ข้าวปลาคือของจริง ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้มีความถูกต้องพอสมควร แต่ตั้งแต่มนุษย์ทำการกสิกรรมมาเมื่อหมื่นกว่าปีที่แล้ว ประโยคนี้เป็นจริงไม่กี่ครั้ง ส่วนใหญ่เมื่อเป็นจริง ประเทศที่ประสบปัญหาเรื่องปากท้อง ล้วนเป็นประเทศที่ไม่มีตังค์ทั้งสิ้น ถ้ามีตังค์ก็สามารถหาซื้อข้าวได้ แต่ในปัจจุบันความจริงข้อนี้อาจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย หรือคุณเห็นว่าประเทศรวยๆอย่าง EU และสหรัฐ กำลังบ่นว่าข้าวแพง (จะข้าวอะไรก็ตาม) ส่งท้ายตอนนี้ เวลาอ่านข่าวเห็นตัวเลขราคาข้าวแล้วอาจจะตกใจ ผมก็ตกใจ ขอให้ทำความเข้าใจก่อนว่า ข้าวจากประเทศอะไร เกรดอะไร ราคาที่แจ้งเป็นราคาอะไร เช่น CIF (ผ่านขั้นตอนศุลกากร รวมค่าประกันและขนส่ง) จะแพงซักหน่อย ตัวอย่างการประมูลข้าวของฟิลิปปินส์นั้นเป็นราคา CIF ถ้าเป็น FOB ก็จะไม่รวมค่าอะไรทั้งสิ้นแค่ขนวางในเรือ หรือเป็นราคาในตลาดล่วงหน้าซึ่ง contract ในแต่ละตลาดก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เช่นอาจจะเป็นราคาของ AFET จับคูณหนึ่งพันเป็นตันละสามหมื่นกว่าบาท ก็ต้องทำความเข้าใจด้วย มิฉะนั้นเราจะ panic เกิดความจำเป็นไป หรือราคาข้าวตามโรงสีก็จะเป็นอีกราคาหนึ่ง ตอนนี้ผมก็มึนไปหมดเหมือนกัน J
|
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||