พิมพ์หน้านี้
|
โลกเรานั้นได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์โดยการแผ่รังสีที่ข้ามห้วงอวกาศมาเป็นระยะทางกว่า 150 ล้านกิโลเมตร หากไม่ได้รับความร้อนและแสงสว่างดังกล่าว โลกก็จะตกอยู่ในความมืดมิด กลายเป็นดาวน้ำแข็ง นอกจากแสงอาทิตย์จะให้ความอบอุ่นแก่โลกแล้ว ยังเป็นแหล่งพลังงานของสรรพชีวิตโดยเริ่มต้นจากพืชซึ่งผลิตอาหารขึ้นตัวเองจากแร่ธาตุในดินที่ดูดเอาขึ้นมาผ่านขบวนการสังเคราะห์แสง และกลายแหล่งพลังงานของคนและสัตว์อื่นๆที่อยู่ถัดมาในห่วงโซ่อาหาร พลังงานส่วนหนึ่งที่ได้รับมาจากดวงอาทิตย์จะสะท้อนกลับขึ้นไปในอวกาศที่ชั้นบรรยากาศ หรือมาสะท้อนที่ผิวโลกโดยเฉพาะอย่างน้ำทะเล และกลับออกไปในอวกาศ ดาวดวงนี้ยังมีการแผ่รังสีความร้อนออกไปนอกโลกอีกไปอีกด้วย พลังงานส่วนที่โลกดูดซับไว้จะถูกทำให้สมดุลโดยวัฏจักรของน้ำในโลก กิจกรรมของน้ำแข็งขั้วโลกและกระแสน้ำในมหาสมุทร และบรรดาพืชพรรณต่างๆ อุณหภูมิของโลกจึงคงที่ และทุกชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างอบอุ่นและสงบสุข Joseph Fourier (1768-1830) นักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบว่า พลังงานของดวงอาทิตย์ที่สะท้อนขึ้นไปจากผิวโลกนั้นบางส่วนจะถูกกักเก็บไว้ในบรรยากาศโลกโดยบรรดาก้อนเมฆและก๊าซต่างๆ แต่การค้นพบเรื่องนี้เมื่อราวๆ 200 ปีก่อนนั้น ช่างเป็นเรื่องที่ผิดเวลาเป็นอย่างยิ่งเพราะคงจะไม่มีใครสนใจเป็นแน่แท้ จนมาถึง Svante Arrhenius (1859-1927) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดน เป็นท่านแรกที่บ่งชี้ได้ว่า ก๊าซคารบอนไดออกไซด์ (CO2) จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลต่างๆ เป็นตัวการสำคัญที่สะกัดกั้นความร้อนเอาไว้ในบรรยากาศโลก โดย Arrhenius พบว่าอัตราส่วนของ CO2 ในบรรยากาศเริ่มมีมากขึ้นภายหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่การค้นพบของท่านทั้งสองนั้นก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อการดำรงชีวิตของชาวโลกนะครับ ในภาษาของ Climate Change เค้าจะมีคำว่า BAU (Business As Usual) หรือทำธุรกิจตามปกติ เพราะถ้าคนตื่นตัวเรื่องโลกร้อนตั้งแต่ปี 1900 เราอาจจะไม่เจริญทางวัตถุมาได้ถึงทุกวันนี้ ชาวโลกใช้เวลาถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ เพราะมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้านโดยอ้างว่าข้อมูลนั้นยังไม่เพียงพอ และไม่เป็นที่แน่ชัดว่า หากโลกร้อนขึ้นจริงนั้นจะส่งผลอะไรต่อมนุษยชาติ แต่ความเป็นห่วงในชะตากรรมของชาวโลกเริ่มจะมีหลักฐานชัดเจนขึ้นตามลำดับจนในปี 1988 องค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอุตุนิยมวิทยาแห่งโลก (WEO) จึงมีการริเริ่มโครงการ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น การทำงานอย่างหนักของ IPCC ทำให้ประเทศต่างๆได้รับข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาก็ทำให้หลายคนหันมาตระหนักหรือแม้กระทั่งตระหนกกันมากขึ้น หลายคนคงทราบดีว่าการรณรงค์ The Inconvenient Truth (สาบานได้ว่า เคยเห็นเป็น Unconvenient ด้วย) หรือความจริงที่คนไม่อยากจะยอมรับ ของนาย Al Gore อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้เค้าได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีก่อน แต่อันที่จริงแล้ว Al Gore ได้รับเกียรติร่วมกับ IPCC ซึ่งก็คือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้อุทิศตนจากนานาประเทศ เค้าก็มีการประชุมกันหลายครั้ง ทั้งขู่ทั้งปลอบจนในปี 1997 จึงตกลงกันได้บางส่วน เกิดเป็นพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ขึ้นมา สาเหตุที่มีชื่อนี้เพราะว่า ผู้แทนประเทศต่างๆลงนามกันที่นครเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นนะครับ ก็นับว่าเป็นชื่อที่เหมาะสม ถ้าเป็นพิธีสารแบกแดดจะดูแปลกๆ และคนจะไม่ได้ความร่วมมือ ^ ^ ถึงแม้จะไม่ได้รับคำมั่นสัญญาจากสหรัฐและออสเตรเลียที่จะร่วมด้วยช่วยกันในการลดการปล่อยก๊าซมหาภัย โดยทั้งสองประเทศนี้ในระดับรัฐบาลไม่ยอมลงนาม แต่ประเทศอื่นๆที่เข้าร่วม ก็ตกลงที่จะใช้กลไกตามพิธีสารเกียวโตตั้งแต่ 2005 ที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดเป้าหมายไว้ว่า ในช่วงพันธกรณีแรก ปี 2008-2012 ประเทศในภาคผนวกที่ 1 (Annex I) ตามพิธีสาร (จะอธิบายในภายหลัง) จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปี 1990 ตัวเลขของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน เช่น ในกรณีของสหภาพยุโรป (EU) จะลดให้ได้ถึงร้อยละ 8 ประเทศไทยได้ลงนามรับรองพิธีสารเกียวโตในปี 1999 แต่เนื่องจากเราเป็นประเทศกำลังพัฒนาจึงไม่มีพันธกรณีใดๆ ที่จะต้องลดการปล่อย GHG ครับ แต่ก็มีส่วนร่วมรับผิดชอบดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามขีดความสามารถและสถานการณ์ของประเทศด้วยความสมัครใจ และมีสิทธิเข้าร่วมโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ซึ่งจะอธิบายในตอนหลังๆครับ หมายเหตุ : บทความชุดนี้น่าจะยาวซักหน่อยนะครับ เป็นเรื่องที่ผมกำลังสั่งให้ตัวเองศึกษาอยู่ ข้อมูล : Carbon Finance ของ Labatt และ White
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |