|
ปัญญาธิปไตย กับการสอบเป็นนายกรัฐมนตรี โหมโรง วันนี้นำเสนอรูปแบบการเมืองใหม่กว่า เป็นการผสมผสานกันระหว่างองค์ประกอบของปัญญาความรู้กับอำนาจอธิปไตยของปวงชน เพื่อการเมืองรูปแบบใหม่ที่เรียกว่าปัญญาธิปไตย บนหลักนิยมที่ว่า ปัญญาปกครองโลก ส่งเสริมหลักนิยมของเพลโต้ที่ว่า ราชาปราชญ์ และหลักนิยม อริสโตเครซี่ ของอริสโตเติ้ล การเมืองรูปแบบปัญญาธิปไตยนี้ จะพาสังคมไทยให้รอดและก้าวพ้นจากปัญหาของทุนการเมือง พรรคการเมือง การซื้อเสียง การถอนทุนคืน การเล่นพรรคเล่นพวก การทุจริตเชิงนโยบาย การปลุกระดมผ่านโวหารทางการเมือง และปัญหาการลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันของการเมืองภาคประชาชนได้ ขณะเดียวกันปัญญาธิปไตย จะนำประเทศไทยสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ ด้วยการบริหารแบบเน้นผลงาน สร้างนิติรัฐขึ้นมาได้ สร้างความเสมอภาคในกฎหมาย และความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศได้ เพราะมีระบบการเมืองที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ และสอดคล้องกับสภาวการณ์ของสังคมไทย(ก้าวพ้นระบบตอบแทนที่มักมีการหว่านบุญคุณกับชาวบ้านแล้วรอเก็บเกี่ยวดอกผลในวันเลือกตั้ง) ที่มา และเหตุผล ในวัยเด็ก เด็กจำนวนหนึ่งใฝ่ฝันอยากเป็นนายกฯ และนึกว่าหากตั้งใจศึกษาหาความรู้แล้วก็จะไต่ระดับเป็นผู้นำทางการเมืองได้ แต่พอโตขึ้นเขาก็จะเรียนรู้เองว่า หากอยากเป็นนายกฯหรือนักการเมืองไทย พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีความรู้มาก เพียงแค่พูดเก่ง มีโวหาร หว่านบุญคุณเพื่อรอวันเก็บเกี่ยวดอกผลในวันเลือกตั้ง สร้างเครือข่ายอิทธิพลในและนอกกฎหมาย สะสมทุนในและนอกกฎหมาย สุดท้ายเมื่อได้เป็นนักการเมืองแล้ว พวกเขาก็สามารถถอนทุนคืนผ่านการงาบเปอร์เซ็นต์งบประมาณแผ่นดินหรือทุจริตเชิงนโยบาย ดูแลตอบแทนเครือข่ายอิทธิพล และสะสมทุนสำหรับการเลือกตั้งรอบต่อๆไป ดังนั้นการมีปัญญามากหรือเป็นปราชญ์ในบ้านเมืองนี้ จึงมีที่สถิตย์ ๓ แห่งคือวัด มหาวิทยาลัย กับก้มหน้าทำงานประกอบอาชีพแบบเงียบๆไปวันๆ (เพราะไม่อยากเปลืองตัวกับระบบการเมืองน้ำเน่าในปัจจุบัน) สภาวการณ์แบบนี้ ทำให้สังคมไทยขาดทุนมหาศาล เพราะถูกปิดกั้นโอกาสในการได้มาซึ่งคนมีปัญญาความรู้มาทำงานให้แก่ประเทศชาติ ประเทศชาติขาดทุนโอกาสอย่างใหญ่หลวง หากปล่อยให้คนดีมีฝีมือเหล่านั้นสูญหายไปกับกาลเวลา ทั้งที่ในแต่ละยุคสมัย โลกก็สร้างคนดีมีฝีมือให้มีจำนวนเพียงพอแก่การใช้งานเสมอ ประกอบกับการได้มาของฝ่ายตุลาการ ก็มาจากระบบการสอบแข่งขัน และสรรหาแต่งตั้ง แม้มีการเลือกตั้งก็เป็นการภายในองค์กรเท่านั้น แต่ก็ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศชาติได้รับประโยชน์สุงสุดจากทรัพยากรทางปัญญาที่มีอยู่ เราจำเป็นต้องสร้างสรรค์วิธีการใหม่ๆ ในการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ปัญหาสำคัญของระบบการเมืองไทย (๑) ปัญหาทุนการเมือง การสรรหานักการเมืองโดยพรคการเมือง นำไปสู่ปัญหามากมายในสังคมไทย ซึ่งแตกต่างจากสังคมอื่นๆ การสรรหานักการเมืองโดยพรรคการเมืองก่อปัญหาการเล่นพวก เครือญาติ ฮั้ว การซื้อเสียง ถอนทุนคืน โกงกิน ฯลฯ ทำให้สถาปนารัฐแห่งนิติธรรมไม่ได้เพราะต้องลูบหน้าปะจมูก ตอบแทนบุญคุณกันไปมา (๒) นิติรัฐล้มเหลว เพราะหัวส่ายหางจึงกระดิกตาม การทำงานแบบเน้นผลงานเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะมีการการวิ่งเต้น เส้นสาย ในการเลื่อนตำแหน่งแต่งตั้ง การแก้ปัญหาใหญ่ของชาติจึงลูบหน้าปะจมูก เพราะเป็นกลุ่มหรือเครือข่ายทางการเมืองเดียวกัน ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายจึงไม่มี (๓) หาความพอดีของดุลยภาพแห่งอำนาจไม่ได้ บางยุคฝ่ายรัฐสภาเข้มแข้งกระทั่งบั้นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลให้มีอายุสั้น อ่อนแอ มีอายุเฉลี่ยเพียง ๑-๒ ปี บางยุคกลับมีรัฐบาลเข้มแข็ง(ตาม รธน.ปี ๒๕๔๐ ) แต่องค์กรอิสระอ่อนแอ ทำให้ฝ่ายบริหารล้ำเกินอำนาจอธิปไตยฝ่ายอื่น หลักการสำคัญที่นำมาพิจารณา (๑) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญสูงสุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (๒) การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทรงใช้อำนาจตาม(๑) ผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล (๓) ปัญญาธิปไตย กระบวนการสรรหา ผ่านเกณฑ์ความรู้และปัญญา เป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องแก่สังคม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสนใจการศึกษาหาความรู้ สู่สังคมอุดมปัญญา ปัญญานำหน้าเงินทุนและเครือข่ายอิทธิพล (๔) รัฐสภาและนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน กรณีขัดหรือแย้งกันให้ตัดสินข้อขัดแย้งด้วยศาลหรือประชามติ (๕) ฝ่ายบริหารถูกควบคุมและถ่วงดุลโดย รัฐสภา เสรีภาพของสื่อมวลชน เสรีภาพของนักวิชาการ องค์กรอิสระ ศาลต่างๆ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สตง. ปปช. และประชามติของประชาชน (๕) ระบบการเลือกตั้ง เป็นช่องทางสำคัญสูงสุดในการแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยตาม(๑) คุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครสอบ บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม()ดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕(๔๐) ปีบริบูรณ์ในวันสมัคร(แล้วแต่จะได้ข้อยุติว่าอายุเท่าใด) (๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า (หรือว่าไม่ต้องกำหนดดีกว่า?) (๔) ผู้มีสิทธิสมัครสอบได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง (ป้องกันพวกวิ่งรอกสอบไปเรื่อย) (๕) ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามต่างๆตามมาตรฐาน ส.ส.หรือ ส.ว. (๖) สอบประวัติการฉ้อโกง ฯลฯ มีกำหนดเวลาให้ยื่นส่งเบาะแสได้ 90 วัน โดยรัฐสภาทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ และลงมติรับรอง หรือถอดถอนสิทธิของผู้สมัครสอบได้ คณะกรรมการออกข้อสอบ ข้อสอบมีจำนวนหลายพันข้อ ออกโดยตัวแทนองค์กร/สมาคม/สภาวิชาชีพ คณะบดีคณะต่างๆ องค์กรศาสนา ฯลฯ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่รัดกุมและเคร่งครัดเหมือนการออกข้อสอบเอนทรานซ์ในอดีต คณะกรรมการเลือกข้อสอบ คณะกรรมการ สุ่มหยิบคำถามข้อสอบตามจำนวนที่กำหนด รวม ๓๐ ข้อหรือมากกว่า จำแนกจำนวนข้อดังนี้ (๑) ตัวแทนแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ๑๕ ข้อ (๒) ประธานศาลฎีกา ศาลปกครอง ศาลยุติธรรมคนละ ๒ ข้อ รวม ๖ข้อ (๓) ประธานวุฒิสภา ๒ ข้อ (๔) ประธานสภาผู้แทน ๒ ข้อ (๕) หัวหน้าฝ่ายค้าน ๒ ข้อ (๖) ตัวแทนองค์กรอิสระ ๓ ข้อ ข้อสอบพิเศษด้านศาสนาอีก ๕ ข้อ คือ (๑) ตัวแทนสมเด็จพระสังฆราช ๑ ข้อ (๒) ตัวแทนจุฬาราชมนตรี ๑ ข้อ (๓) ตัวแทนศาสนาคริสต์ ฮินดู และซิกซ์รวม ๓ ข้อ คณะกรรมการตรวจข้อสอบ คณะตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆจำนวนกว่า ๑๐๐ แห่ง และองค์กรศาสนา เป็นต้น การสอบ
(๑) สอบข้อเขียนแบบ อัตนัยเท่านั้น(หรือมีแบบปรนัย เติมคำในช่องว่างบางส่วน) เพื่อให้ลายมือในกระดาษคำตอบจะเป็นพยานหลักฐานมิให้มีการฉ้อโกง ข้อสอบครอบคลุมทุกศาสตร์ กล่าวคือ ด้านรัฐศาสตร์ กฎหมาย เศรษฐศาตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ อักษรศาสตร์ ปรัชญา ภูมิศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ ภาษาต่างประเทศ(อังกฤษ?) การเงิน การธนาคาร บริหารธุรกิจ บัญชี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศาสนาสำคัญในประเทศ โดยแนวข้อสอบ เช่น ถามปัญหาข้าว พลังงานทดแทน กฎหมาย การแพทย์ สมุนไพร ปุ๋ยชีวภาพ เกษตรอินทรีย์ ซอฟแวร์ การค้าเสรี การเงินการคลัง การขึ้นอัตราดอกเบี้ยง ค่าเงิน เงินทุนสำรอง ดุลบัญชี อาชญวิทยา การบริหารราชการแผ่นดิน ฯลฯ (๒) การสอบข้อเขียนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓ วันติดต่อกันหรือถ่ายทอดสดแบบเรียลลิตี้เกมส์โชว์ก็ได้ เพื่อให้ประชาชนเห็นบรรยากาศการสอบแข่งขันตลอดเวลา (ดูว่าใครชะเง้อลอกข้อสอบเพื่อนบ้าง) (๓) ผู้ได้คะแนนสูงสุด ๕ ลำดับแรก เข้าสู่กระบวนการ สอบสัมภาษณ์/สัมมนาภูมิรู้ อภิปราย แถลงนโยบาย ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกของประชาชน วิธีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง
ผู้ได้คะแนนลำดับสูงสุด ๕ ลำดับแรกถือผ่านเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง (๑) ให้ถือว่าลำดับคะแนนในการสอบได้ไม่มีผลในรอบนี้ (๒) ประชาชนลงคะแนนเลือกได้ ๓ คนหรือ ๓ คะแนน (๓) ผู้ได้คะแนนสูงสุด คือผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี (๔) ผู้ได้คะแนนลำดับรองลงมา เป็นรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีกรณีรองนายกฯมีเพียง ๒ ตำแหน่ง (๕) นายกฯแต่งตั้งรัฐมนตรี จากผู้ได้คะแนนลำดับที่ ๖-๓๕ (๖) กรณีนายกฯ หรือรัฐมนตรีตายหรือลาออก ฯลฯ หาวิธีวางหลักเกณฑ์กันต่อไป ผลดี (๑) นายกรัฐมนตรีมีความรู้ มีความสามารถ ผ่านคะแนนสอบ ๑ ใน ๕ ลำดับสูงสุด ก้าวสู่สังคม ปัญญาธิปไตย เมืองไทยสู่ประชาคมโลก (๒) มีคุณสมบัติไม่ด่างพร้อย เพราะผู้สมัครแต่ละคนจะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และลงมติรับรองโดยรัฐสภา เรียกได้ว่า เป็น คนดีมีฝีมือ เรียกได้ว่า รัฐสภารับรองแต่รอบแรก (๓) ประชาชนเลือกในขั้นสุดท้าย ยืนยันหลักการ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (๔) ไม่ต้องมีพรรคการเมือง ไม่มีปัญหาการเล่นการเมืองต่อรองอำนาจบริหาร ไม่ต้องมี ทุนการเมืองมาซื้อพรรค ไม่จำเป็นต้องถอนทุนให้ทุนพรรค (๕) การเลือกตั้งนายกฯโดยตรงนี้ ไม่ขัดต่อการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะการแยกอำนานิติบัญญัติกับบริหารออกจากกัน ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าคือระบอบประธานาธิบดี (๖) คะแนนเสียงของประชาชนทุกคะแนนเสียงไม่สูญเปล่า เพราะผู้สมัครทั้ง ๕ คนได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคน ยืนยันหลักการว่า เป็นรัฐบาลของประชาชนโดยแท้จริง (๗) นายกฯจะไม่ถูกสภาเล่นงาน กระทั่งไม่มีเวลาทำงาน แต่ยังคงถูกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจโดย รัฐสภา สื่อ นักวิชาการ องค์กรอิสระ ศาล และประชามติของประชาชน (นั่นคือ ๖ ต่อ ๑ ทีเดียว) (๘) ประชาชนมีความเสมอภาคตามกฎหมาย สร้างนิติรัฐได้จริง เพราะรัฐบาลไม่มีพวกที่ต้องพึ่งพาเพื่อหาเสียง หรือต้องดูแลพรรคพวกในพรรคหรือทุนของพรรค ทั้งคณะรัฐมนตรีมาจากที่ต่างๆกัน แถมได้รับการรับรองคุณสมบัติจากสภาแล้วทุกคนว่า บริสุทธิ์หมดจด (๙) ประเทศไทย ก้าวสู่ยุคการเมืองเข้มแข็ง เศรษฐกิจก้าวหน้า ประชาอยู่ดีมีสุขถ้วนหน้า ผลเสีย (๑) อาจมีการซื้อข้อสอบหรือข้อสอบรั่ว ทางแก้คือ พระมหากษัตริย์โดยผู้แทนพระองค์ ผู้แทนศาลต่างๆ และ ผู้แทนรัฐสภา จะร่วมกันสุ่มหยิบข้อสอบในวันและเวลาเดียวกัน เป็นต้น (๒) ประชาชนไม่รู้จักผู้สมัคร ๕ คนในรอบสุดท้าย ทางแก้คือ ต้องมีกระบวนการอย่างน้อย ๑ ปี เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักตัวผู้สมัครผ่านสื่อต่างๆ เกี่ยวกับแนวคิด ทัศนคติ ความรู้ ความสามารถที่แท้จริง และนโยบายการหาเสียง เป็นต้น เรียกว่า มีกระบวนการให้โชว์ศักยภาพ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งโดยประชาชน ที่มาของตำแหน่งการเมืองอื่น
ตำแหน่งการเมืองอื่นๆ เช่น ส.ส. ส.ว. ส.จ. ส.ท. ส.อบต. นายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้การสรรหา เลือกตั้งเป็นระบบเดิม โดยหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะนายกรัฐมนตรีไม่มีผลประโยชน์ร่วมกับนักการเมืองในระดับอื่นๆ ดังนั้นการสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาย่อมไม่ต้องเกรงใจพรรคพวกหรือเครือข่าย เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด การจัดระเบียบสังคม การประมูลในระดับจังหวัด ฯลฯ ภายใต้สมมติฐานว่า เมื่อตำแหน่งสูงสุดฝ่ายบริหารเข้มแข็ง ตำแหน่งการเมืองอื่นๆก็ต้องจำใจปฏิบัติตามกฎหมายโดยปริยาย
เว้นแต่พ้นกำหนด ๘ ปี ตามบทเฉพาะกาลแล้ว จะแก้ไขเพิ่มเติมให้อนุวรรตตามระบอบปัญญาธิปไตย ก็ได้ บทเฉพาะกาล แนวคิดปัญญาธิปไตยนี้มีกำหนดใช้เพียง ๘ ปี เพื่อให้มีเวลาเพียงพอต่อการประเมินผลแนวคิดทฤษฎีนี้ จากนั้นรัฐบาลจัดให้มีการทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนลงมติว่ารับรองหรือไม่รับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ลาโรง ปัจจุบันรัฐมนตรีไปทางไหนก็มีการประท้วงปิดล้อม หรือกลุ่มทางการเมืองต่างๆ เผชิญหน้ากันรายวันในที่ต่างๆ ราวกับกลียุค แต่ต่อไปวันสมัครและวันสอบนายกรัฐมนตรีไทย บรรยากาศ ก็จะเป็นแบบนี้ ตุ้งๆ ตุ้ง ตุ้ง ตุ้งๆ ตุ้ง ตุ้ง ตุ้ง ตะลุ้งตุ้งแช ตุ้ง ตะลุ้งตุ้งแช เสียงเซิ้งอีสาน ฟ้อนเล็บ ลำตัด เพลงฉ่อย รำรองแง็ง มโนราห์ ฯลฯ ศุภชัย สู้สู้ ปุระชัยสู้ตาย อภิสิทธิ์ ไว้ลาย สมัคร สู้สู้ ฯลฯ บรรยากาศเหมือนแข่งกีฬาสีของโรงเรียนอนุบาลหมีน้อย คือสนุกและบริสุทธ์ไร้เดียงสา ผู้คนที่แห่มาให้กำลังใจผู้เข้าสอบ เหมือนมหกรรมแห่เทียนพรรษา และงานออกร้านประจำปี บรรยากาศที่มีแต่คนยิ้มแย้ม ใบหน้าเปื้อนยิ้ม และมีความสุข รอคนสอบผ่าน และรอเลือกนายกรัฐมนตรีในฝันกันสักที ปล. ว่าด้วยความลำเอียง (๑) ผมอยากเห็น ดร.ศุภชัย พาณิชภักดิ์ ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมัครเข้าสอบแข่งขัน เพราะผมเชียร์สุดใจขาดดิ้น (๒) ผมแน่ใจว่า ดร.ทักษิณ อาจมีสิทธิสอบ แต่น่าจะสอบไม่ผ่าน เพราะเงิน และ ฐานะไม่ช่วยอะไรได้เลย หรืออาจถูกสภามีมติไม่ไว้วางใจกระทั่งไม่มีสิทธิสอบ (๓) ผมและหลายๆคนในโอเคเนชั่นอยากไปสมัครสอบแข่งขันด้วย คุณกาแฟดำ คุณลูกเสือ คุณสนธิ คุณสุริยะใส ไปสอบแข่งกับผม
|