พิมพ์หน้านี้
|
นั่งรถมาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงทางเข้าอุทยาน ตอนแรกคิดว่าเป็นป้อมยามเพราะเล็กมาก มีพนักงานเฝ้าอยู่เพียงแค่คนเดียว (นอนหลับด้วย) พวกเราจอดรถแล้วยังไม่ตื่นเลย เฮียคนขับต้องเดินเข้าไปปลุก (ท่าทางจะสนิทสนมกันมาก) เสียค่าเข้าคนละ 35 หยวน จ่ายเงินค่าเข้าเรียบร้อย คนขับก็ขับพาพวกเราเข้าไปด้านในจากที่จ่ายเงินเข้าไปอีกไกลพอสมควร (ประมาณ 2 3 กิโลเมตรได้) จึงจะเริ่มเข้าเขตอุทยานจริงๆ
เมื่อเข้ามาถึงลานจอดรถ เฮียคนขับรถแกจอดรถด้านนอกไม่ยอมเข้าไปจอดที่ลานจอดรถ แล้วหันมาบอกกับพวกเราว่า เขาจะรออยู่ที่นี่ขอให้พวกเราเดินเข้าไปเองละกัน นอกจากนั้นเฮียแกยังเตือนพวกเราอีกว่า ถ้าเดินเข้าไปแล้วมีคนมาเรียกให้ขึ้นม้าเพื่อขี่ขึ้นเขาอย่าไป หยุดคุยด้วยเด็ดขาดนะ ให้เดินไปเรื่อยๆ และถ้าใครถามว่ามาที่นี่ยังไง ก็ให้บอกว่ามีเพื่อนมาส่ง พวกเรา 2 คนฟังเฮียแกสั่งสอนเสร็จก็เดินเข้าไปด้านใน อาคารร้านค้าขายน้ำ ขนมต่างๆ อยู่เลยจากลานจอดรถข้างหน้าไปนิดเดียวเท่านั้น เราเลยตรงดิ่งเข้าไปซื้อโค้กมา 2 ขวด แล้วก็จริงอย่างที่เฮียคนขับรถบอกไว้เลย เพราะว่าพอก้าวเท้าออกจากชายคาร้านค้าปุ๊บ มีคนเดินตรงเข้ามาหาพวกเราทันทีเลย 2 คน แล้วยังกันคนอื่นๆ ที่จะเข้ามาหาพวกเราให้ออกไปอีก ประมาณว่า 2 คนนี้ข้าจองแล้ว พวกเราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเฮียแกอย่างเคร่งครัด คือไม่ว่าพวกนั้นจะพูดอะไร เรา 2 คนสั่นหัวลูกเดียวไม่พูดซักคำ แต่ต้องยอมรับในความอดทนของ 2 คนนี้จริงๆ พวกเราเดินหนีไปไกลแค่ไหนก็ยังเดินตามมาอย่างไม่ลดละ จนพวกเรากระโดดลงบนทางเดินเลียบทะเลสาป ด้านหลังร้านขายของพวกเขาจึงเลิกเดินตาม
ทางเดินที่พวกเรากระโดดลงมานั้นเป็นทางเดินไม้ที่สภาพยังใหม่มากๆ เหมือนกับว่าเพิ่งจะสร้างเสร็จไม่นานนี้เอง สังเกตจากรอยต่อและขอบไม้ยังคมกริบอยู่เลย และที่สำคัญไม่มีคนเดินไปเดินมาให้เกะกะเวลาถ่ายรูปเลย พวกเราเดินไปสักพักถึงได้คิดว่าจะไปทางไหนกันดี พี่ที่ไปด้วยกันเลยชวนเราเดินไปตามทางไม้นี้เรื่อยๆ เดินไปถ่ายรูปไปทำให้ความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไปดูธารน้ำแข็ง ห่ายหลัวโกว หายไปหมดเลย
พวกเราเดินไปเรื่อยๆ วิวทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความโค้งของทางเดินที่พวกเราเดินกันอยู่ นอกจากทะเลสาปสีเขียวที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาสีเขียวแล้ว เมื่อมองสูงจึ้นไปจะเห็นภูเขาหิมะที่บริเวณยอดเป็นสีขาวเรียงเป็นทิวแถวเลยเชียว ทางเดินไม้นี่สร้างขึ้นเลียบเลาะไปตามริมขอบทะเลสาป เท่าที่ลองมองๆ ดู คะเนด้วยสายตาน้ำที่นี่ไม่น่าจะลึกนัก เป็นน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาน้ำแข็ง ดังนั้นน้ำจึงใสมากๆ และคงจะเย็นมากๆ ด้วย เดินจนสุดทางไม้นั้นแล้ว ลองเดินไปอีกทางหนึ่งที่เป็นทางไม้เหมือนกันเพียงแต่ว่า ไม่มีรั้วกั้นขอบทาง มีเพียงแค่ขอบไม้เตี้ยๆ เท่านั้น น่าเดินมาก สร้างเลาะไปตามขอบทะเลสาปเช่นกัน บรรยากาศดีมากๆ น่าที่จะพาใครสักคนมาเดินจูงมือกันที่นี่สักรอบ 2 รอบ คงจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสองเราให้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น แต่น่าเสียดายคราวนี้มากับพี่เขา 2 คน และตั้งแต่มาถึงที่นี่เดินไปเดินมาแล้วรู้สึกว่าพี่เขาหน้าแก่ขึ้นมากะทันหัน ซึ่งเราคิดว่าคงจะโดนโรคแพ้ความสูงเล่นงานซะแล้ว จากตอนแรกๆ ที่ยังสดชื่นอยู่ ตอนนี้เหี่ยวซะเหลือเกิน แรงก้าวขาก็ค่อยๆ หดหายลงไปเรื่อยๆ โดนเราทั้งห่างซะตั้งไกล ต้องหยุดคอยเป็นระยะๆ
พวกเราเดินจนเกือบครบรอบทะเลสาป ก็ลองเดินขึ้นเขาไปด้านบนมั่งเพื่อชื่นชมกับทิวทัศน์ของทะเลสาปจากมุมสูงบ้าง(ต้องเอาให้คุ้มเก็บใส่เมมโมรี่กล้องอย่างเดียวไม่พอ ต้องเก็บใส่เซลล์สมองไว้ด้วย) กว่าจะตะกายขึ้นมาถึงข้างบนเล่นเอาเกือบแย่ พึ่งจะรู้ว่าเวลาอากาศเบาบางจะทำให้เราเหนื่อยง่ายขึ้นขนาดไหน จะได้เตรียมตัว เตรียมใจ รับรู้สภาพร่างกายของตัวเองได้เวลาไปเดินที่ ย่าติง ที่นี่คงจะเปรียบได้กับสนามซ้อม แต่พี่เขาแค่ซ้อมเบาะๆ แค่นี้ ยังเกือบเอาตัวไม่รอด ลงมาถึงข้างล่างต้องถึงขั้นขอนอนพักก่อน (นอนบนพื้นข้างทางนั่นแหละ) เพราะว่าปวดหัวมากๆ เราหาที่นั่งใต้ร่มไม้นั่งปล่อยอารมณ์สบายๆ เพิ่งจะเป็นครั้งนี้นี่แหละที่รู้สึกได้ว่าการปล่อยอารมณ์ จิตใจ ให้ล่องลอยไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องคิดถึงอะไรนี่มันมีความสุขใช่ย่อยนะ ยิ่งถ้ามากับใครสักคนนั่งข้างๆ กันเอาหัวไหล่ชนกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันสักคำ ก็มีความสุขแล้วล่ะ (มองไปข้างๆ เห็นพี่เขานอนเอามือก่ายหน้าผาก แล้วเสียอารมณ์) เรานั่งฟุ้งซ่านเรื่อยๆ เปื่อยๆ ปล่อยให้พี่เขานอนพักสักครู่หนึ่ง กำลังจะเคลิ้มหลับเหมือนกัน พี่เขาลุกขึ้นมาบอกว่ายิ่งนอนยิ่งปวดหัว ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นสักเท่าไหร่เลย ไปกันต่อเถอะ พวกเราเดินกลับมาหาเฮียคนขับรถ เฮียเลยบอกพวกเราว่าระหว่างขากลับอยากให้จอดตรงไหนก็บอกละกัน แต่ก่อนอื่นเฮียแกไปส่งพวกเราลงระหว่างทางภายในอุทยาน แล้วบอกให้พวกเราเดินตามทางเดินเลียบลำธารไปเรื่อยๆ จะไปจอดรถรอข้างล่างโน้น พวกเราก็เชื่อตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แม้กระทั่งไม่กลัวว่าเฮียแกจะพาไปทิ้งให้พวกเรากลับเอง พวกเราก็เดินตามทางมาเรื่อยๆ จนพบกับ กงล้อมนตราขนาดยักษ์ ความสูงประมาณ 1.50 เมตรเลยทีเดียว ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ยังทำไม่เสร็จเลย ด้านล่างที่เห็นเป็นช่องนั่นเอาไว้ให้น้ำไหลผ่าน เพื่อทำให้กงล้อมนตราพวกนี้หมุน ถ้าสร้างเสร็จเปิดให้น้ำไหลเข้ามาคงจะเป็นภาพสวยงามทีเดียว เรา 2 คนเดินตามลำธารลงมาเรื่อยๆ บรรยากาศร่มรื่นมากๆ 2 ข้างทางมีแต่ต้นไม้ใหญ่ สูงๆทั้งนั้น ทำให้เวลาเดินแล้วไม่ร้อนเลย อากาศออกจะเย็นๆ ซะด้วยซ้ำไป พี่เขาอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว อาการปวดหัวลดน้อยลง น้ำในลำธารที่นี่ไหลแรงมากเลย เห็นแล้วคงจะมั่นใจได้ว่าสามาถทำให้กงล้อมนตรายักษ์เหล่านั้นหมุนได้แน่ๆ ส่วนสาเหตุที่ทำให้น้ำที่นี่ไหลแรง น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นการไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเลยทำให้น้ำที่นี่ไหลแรง (จนกระทั่งถึงเมืองคังติ้งเลย) แล้วอีกอย่างคือ ปริมาณของน้ำที่ไหลลงมาจากทะเลสาปด้านบนมีปริมาณมาก ทำให้สามารถไหลต่อเนื่องลงมาได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน เฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้นที่ปริมาณน้ำอาจจะน้อยลง หรือไม่มีการไหลเลย (เนื่องจากน้ำที่ทะเลสาปด้านบนเป็นน้ำแข็ง) เดินตามลำธารลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดทางเดิน ต้องปีนขึ้นไปด้านบนกัน (ทางเดินเลียบลำธารนี้อยู่ต่ำกว่าทางรถวิ่งประมาณ 1 2 เมตร) พอโผล่หัวขึ้นมาเจอเฮียคนขับแกยืนยิ้มเผล่รออยู่ก่อนแล้ว พวกเราเลยบอกแกว่าเมื่อยแล้วกลับคังติ้งเลยละกัน ระหว่างทางก็คุยกันไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ ฟังสับสนบ้างเนื่องจากแกติดสำเนียงท้องถิ่นมากพอสมควรจนถึงคังติ้ง พวกเราขอนามบัตรเฮียแกไว้ด้วย เนื่องจากติดใจที่พี่แกเตือนเราก่อนเข้าไปที่มู่เก๋อชั่ว ซึ่งจริงๆ แล้วแกน่าจะได้ส่วนแบ่งเหมือนกันถ้าแกแนะนำให้เรานั่งม้าเล่นที่นั่น พอเข้าเขตตัวเมืองคังติ้งเราเลยจ่ายค่าเหมารถให้อาเฮีย (ประมาณว่าไม่โดนปล่อยกลางทางแน่นอนแล้ว) แถมให้ทิปไปด้วย ถึงมันจะไม่มากแต่ก็เรียกรอยยิ้มจากเฮียแกได้เหมือนกัน |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||