พิมพ์หน้านี้
|
บริเวณที่ หยิงปา มาส่งนั้นเป็นสะพานข้ามลำธารก่อนเข้าสู่ตัวมืองโดยราวสะพานทั้ง 2 ข้างทำเป็นกงล้อมนตราตลอดแนว ซึ่งตอนเย็นแบบนี้จะเห็นคนแก่บ้างก็เดินคนเดียว บ้างก็เดินจูงหลานตัวเล็กๆ หมุนกงล้อไป ปากก็พึมพำบทสวดมนต์ไปด้วย แต่ที่ประทับ ใจเรากับเพื่อนมากที่สุดเห็นจะเป็นเสาไฟส่องถนน 2 ข้างทางที่ข้างบนมีป้ายโฆษณาด้วย แต่ว่าดูแล้วไม่น่าเกลียดเลย (กทม.จะเลียนแบบบ้างก็ดีนะ) พวกเรา 3 คนเดินไป คุยไป ถ่ายรูปกันไป เฮียเซินเจิ้นแกเป็นเซียนกล้อง แกพกมา 2 ตัว ทั้งแบบดิจิตอล และแบบใช้ฟิล์ม หยิบออกมาสลับกันถ่ายตลอด
นี่เป็นเจดีย์ที่พวกเราหมายตาไว้ว่าจะเดินไปให้ถึง ไกลพอสมควรเลยจากที่ หยิงปา มาส่ง แต่ว่าอากาศเย็นสบายๆ จะเห็นว่าโดยรอบเมืองเต้าเฉิงมีแต่ภูเขาทั้งนั้นเลย เดินขึ้นมาถึงด้านบนฐานเจดีย์ เล่นเอาหนื่อยทีเดียว โดยเฉพาะเฮียเซินเจิ้นหอบแฮ่กๆ เลย อาจจะเป็นเพราะว่าเต้าเฉิงอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,600 เมตร ทำให้มีอากาศเบาบาง ตอนนี้ประมาณ 6 โมงครึ่งแล้วท้องฟ้ายังสว่างอยู่เลยแต่ครึ้มๆ เหมือนฝนทำท่าจะตกเลย
เจดีย์ที่เห็นนี่สูงใหญ่มากๆ ด้านบนมีชาวบ้านขึ้นมานั่งเล่นรับลมหลายคน และอีกหลายคนมาเดินรอบ เจดีย์โดยมือข้างหนึ่งนับลูกประคำ ปากก็พึมพำบทสวดมนต์ไปด้วย พวกเราหาทำเลเหมาะๆ นั่งหอบพอประมาณ ท่ามกลางสายตาสงสัยของชาวบ้านว่า ไอ้พวกนี้มันเหนื่อยอะไรกันนักหนา มานั่งหอบหายใจกันอยู่ได้ เฮียเซินเจิ้นแกเริ่มปวดหัวตั้งแต่ตอนเดินขึ้นมาแล้ว (สงสัยจะใช้แรงในการไต่ขึ้นมากเกินไป) นั่งจนหายหอบแล้วก็ชวนกันเดินกลับที่พักดีกว่า เพราะว่าไม่อยากรบกวนบรรยากาศแห่งศรัทธา และอีกอย่างรู้สึกหิวแล้ว ช่วงเดินลงมาพวกเรา 3 คนตกลงว่าจะกินข้าวเย็นที่ที่พักเลย จะได้เรียกพี่อีกคนมากินพร้อมกันเลย
ห้องครัวของที่นี่อยู่ติดกับที่พักของเจ้าของสถานที่ ข้างๆ ห้องครัวเป็นห้องที่ตกแต่งคล้ายๆ กับห้องอาหาร แต่ว่าตอนที่พวกเราไปถึงนั้นไม่ได้เปิดให้บริการ อาจจะเป็นเพราะว่าแขกที่มาพักที่นี่ยังน้อยอยู่ ไม่เยอะเท่าช่วงเดือนตุลาคม ข้างในห้องครัวสะอาดสะอ้านทีเดียว มีตู้เย็น หม้อหุงข้าว เตาแก๊ส และเครื่องครัวต่างๆ ครบครัน ไม่มีกลิ่นอับเลย พวกเรา 3 คนสั่งอาหารอาหารง่ายๆ เช่นผัดผัก แกงจืด รวมแล้ว 3 อย่าง ส่วนพี่อีกคนนั้นลุกไม่ไหวแล้ว เราเลยสั่งบะหมี่ซี่โครงหมู เอาเข้าห้องไปให้พี่เขากิน เดินเอาเข้าไปให้พี่เขากินเข้าไป 2 คำ ก็บอกว่าวางไว้ก่อนละกันยังกินไม่ลง (ปรากฎว่าจนกระทั่งเช้าพี่เขาก็ยังไม่ได้กิน จะเอาไปทิ้งก็ไม่ยอม บอกว่าหิวเมื่อไหร่จะได้ลุกขึ้นมากิน) เฮียเซินเจิ้นแกก็ปวดหัวเหมือนกัน แต่ยังไม่หนักเท่าพี่เขา นั่งกินไปคุยไปจนกระทั่งฟ้ามืด ถึงได้รู้ว่าที่นี่มีคนมาพักกันมากพอสมควรเลย ชาวตะวันตกก็มี บางคนมาอยู่เป็นเดือน (เมื่อไหร่เราจะมีเวลา มีเงินมากพอไปเที่ยวได้ทีเป็นเดือน 2 เดือนนะ) พ่อครัวออกมาคุยด้วย พวกเราเลยขอร้องแกมบังคับให้เขาทำอาหารเช้าให้พวกเราด้วย เอาง่ายๆ จำพวก ข้าวต้ม ผักดอง อะไรประเภทนี้ ซึงเขาก็ตกลง หลังจากท้องอิ่มแล้วก็แยกย้ายกันไป พอเปิดประตูห้องเข้าไปก็ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวทันที รู้ได้ทันทีเลยว่าพี่เขาอาเจียนออกมา แต่ยังดีที่ใส่ถุงไว้ได้ทัน นั่งดูอาการพี่เขาสักพักหนึ่งพอเห็นว่ายังไหวอยู่ (หน้าตาพี่เขาดูชราภาพลงไปกว่าตอนที่มู่เก๋อชั่วอีก) พอเห็นว่าพี่เขายังไหวอยู่ เรารีบไปอาบน้ำก่อนเลย (เขินน่ะเพราะว่าเป็นห้องน้ำรวม 1 ห้องอาบได้ 2 คน) เครื่องทำน้ำอุ่นที่นี่รูปทรงเหมือนถังแก๊สติดรถยนต์เลย ในห้องมีอยู่ 2 ถังฝักบัว 2 อัน อาบน้ำอุ่นแล้วรู้สึกสบายตัวดีจริง ๆ แต่ไม่กล้าอาบนานเพราะอากาศหนาวมาก และอีกอย่าง หยิงปา เคยเตือนไว้ว่าอย่าอาบน้ำนานนะเดี๋ยวจะไม่สบายและปวดหัว อาบน้ำเสร็จ เพื่อนเราเข้าไปอาบต่อ ส่วนเฮียเซินเจิ้นถอดรองเท้าห่มผ้าเรียบร้อยเตรียมตัวนอนแล้ว บอกว่านอนดีกว่าปวดหัวมากๆ ไม่กล้าอาบน้ำ เราจัดกระเป๋า เสียบปลั๊กที่นอนปรับไปที่เบอร์ 2 เพื่อนเราเข้ามาพอดี (อาบเร็วมากๆ) คุยกันสักพักถึงการเดินทางในวันพรุ่งนี้ รวมทั้งอาการของพี่เขา ไม่นานก็หลับโดยไม่รู้ตัวเลย แต่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะว่าร้อนมากๆ เหงื่อแตกเต็มตัวเลย เราเลยดึงปลั๊กที่นอนออกซะเลย ยอมนอนหนาวดีกว่านอนบนเตาปิ้ง แล้วก็หลับต่อจนถึงเช้าเลย |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||