พิมพ์หน้านี้
|
ตอนแรกคิดว่าระยะทางแค่ 8 กิโลเมตรจาก วัดชงกู่ ถึงลั่วหรงหนิวฉ่าง ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะระยะทางจากทางเข้าถึง วัดชงกู่ 6 กิโลเมตรนั้นไม่มีปัญหาอะไรเลย เดินกันด้วยความสบายใจ แต่หลังจากที่ออกจากวัดมารู้สึกว่าเป็นการเดินที่ลำบากพอสมควรเลยถึงแม้ว่าเป้ที่สะพายอยู่จะมีขนาดเล็กน้ำหนักไม่มากแต่ว่าเริ่มรู้สึกว่ามันหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนก้าวที่เพิ่มขึ้น หันไปมองเพื่อนร่วมทางทั้ง 2 คน เพื่อนเรายังไหวอยู่ แต่พี่เขาชักจะอาการไม่ดี หน้าตาเหี่ยวลง ก้าวขาไม่ออกซะแล้ว จังหวะการก้าวไม่สม่ำเสมอเอาซะเลย แรงยกขาแทบจะไม่มี แต่ว่าถามทีไรก็ชู 2 นิ้วทุกทีเดินไปพักไปตลอดทาง ขนาดวิวทิศทัศน์ข้างทางสวยงามขนาดนี้ แต่ในกลุ่มพวกเรายกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปกันน้อยลงทุกที
มองย้อนกลับไปเห็นภูเขาหิมะเซียนหน่ายรื่อในอีกมุมมองหนึ่งที่มองไม่เห็นยอดเขาปิระมิดที่มักจะเห็นคู่กันเสมอทั้งในนิตยสาร โปสการ์ด และที่อื่นๆ ซึ่งยอดเขานี้ หยิงปา เคยบอกว่าคนท้องถิ่นที่นี่มองจากรูปร่างแล้วต่างเชื่อกันว่าเหมือนกับพระลามะนั่งอยู่ ส่วนยอดเขาปิระมิดนั้นเปรียบเหมือนกับดอกบัวบูชา ก็ว่ากันไปตามแต่จินตนาการและความเชื่อ ระหว่างเดินเพื่อไม่อยากคิดถึงความเหนื่อย ความเมื่อย เราเลยพยายามหันเหความสนใจจากการเดินโดยการสังเกตดูรอบข้าง และก็พบว่าลักษณะของภูเขาที่นี่ค่อนข้างแปลกเลยทีเดียว คือต้นไม้จะขึ้นอยู่แค่ส่วนล่างของภูเขาเท่านั้น ด้านบนอย่าว่าแต่ต้นไม้เลยดินยังไม่เห็นเลย มองไปเห็นแต่ยอดเขาที่เป็นหินแหลมทั้งนั้นเลย และต้นไม้ที่ขึ้นที่นี่นอกจากต้นสนแล้วไม่เห็นมีต้นไม้อย่างอื่นที่มีขนาดใหญ่เลย
ระหว่างที่เดินเข้าไปก็มีบ้างที่เจอคนเดินบ้าง ขี่ม้าบ้างสวนออกมา ด้วยความที่อยากรู้ว่าต้องเดินกันอีกไกลแค่ไหน ลองถามๆ ดูทุกคนก็ตอบเหมือนกันหมดเลยว่าอีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว แต่พวกเราฟังแล้วก็เข้หูซ้ายทะลุหูขวาเลย เพราะว่ามันยังมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางซะที แล้วไอ้ทางเดินนี่มันก็ช่างทำได้รู้สึกว่าอ้อมเหลือเกิน พวกเราเลยเดินลงข้างทางเพื่อตัดทางให้มันใกล้ขึ้นนิดหน่อยก็ยังดี แต่การลงมาเดินข้างล่างแม้ว่าระยะทางจะสั้นลงมากก็ต้องแลกกับการเดินที่ลำบาก เนื่องจากว่าเส้นทางไม่ราบเรียบอุดมไปด้วยก้อนหินเล็กใหญ่ และต้นไม้ขนาดเล็ก ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดิน แต่ก็ดีที่ว่าทำให้จิตใจของพวกเราไม่จดจ่อกับความเหนื่อย และที่สำคัญคืออาการปวดหัวที่หลังๆ รู้สึกว่าจะจะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะบริเวณที่พวกเราเดินกันอยู่นี่น่าจะสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณเกือบๆ 4,000 เมตรแล้วล่ะ ถึงแม้พวกเราจะเดินกันบนเส้นทางที่ไม่เรียบนัก แต่ยังดีอย่างที่ท้องฟ้ายังไม่มืดเลย แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาประมาณ 5 โมงเย็นแล้วก็ตาม แสงแดดยังคงให้ความอบอุ่นอยู่เลย ในขณะที่พวกเรา 3 คนชักจะท้อแท้หมดกำลังใจอยู่แล้ว มองไปตรงทางโค้งข้างหน้าเห็นผู้ชาย 2 คนยืนสูบบุหรี่ ซึ่งทั้ง 2 คนพอหันมาเห็นพวกเราก็กวักมือเรียก แล้วก็เดินตรงเข้ามาหาพวกเราเลย ตอนแรกๆ พวกเราก็งงๆ ระคนระแวงๆ แต่พอ 1 ใน 2 คนนั้นพูดเท่านั้นแหละ พวกเราหูผึ่งมีแรงเดินกันทันทีเลย เพราะข้างหน้าพอเลยทางโค้งนั้นไปก็คือที่พักแรมในคืนนี้ของพวกเราแล้วล่ะ
พวกเราพอเดินออกมาพ้นโค้งก็พบกับเต็นท์ผ้าใบขนาดโดยประมาณ 5 X 5 เมตร สีขาวหม่นๆ 8 - 9 เต็นท์ โดยเรียงรายเป็น 2 แถว อยู่ระหว่างเนินดินที่ขนาบข้าง 2 ข้าง อีกด้านหนึ่งเป็นภูเขาสูง รอบๆ มีตัวจามรี 3 4 ตัว เดินเตร็ดเตร่ ก้มๆ เงยๆ อยู่รอบๆ เต็นท์ ที่พักของเราในค่ำคืนนี้ได้บรรยากาศของนักเดินทางมากๆ หลังจากที่ค่อยๆลากเท้าเข้าไปถึงเต็นท์ ก็ติดต่อเรื่องที่พักทันที เพราะอยากนอนมากๆ หลังจากที่ทรมานสังขารฝืนเอาหลังตั้งฉากกับพื้นโลกมานาน พอพวกเราแจ้งความประสงค์และจำนวนคนที่เข้าพักแล้ว หญิงสาวท้องถิ่นตัวสูงใหญ่คนหนึ่ง เธอก็พาเข้าไปในเต็นท์หนึ่งซึ่งอยู่ทางขวามือพวกเรา ด้านในเต็นท์แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งสำหรับตั้งที่นอน ตรงกลางเป็นทางเดินพื้นเป็นดิน อุปกรณ์ที่ใช้ในการนอนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นที่นอน ผ้าห่ม วางอยู่ตรงหัวนอนเรียบร้อยแล้ว สำหรับเต็นท์ของพวกเรานั้นฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยหนุ่มสาวชาวอิสราเอล และญี่ปุ่น 4 คน อีกฝั่งหนึ่งว่างอยู่ซึ่งก็ต้องเป็นของพวกเราแน่นอน หลังจากที่รู้ตำแหน่งที่นอนเรียบร้อยแล้ว เธอก็ขอเก็บค่าที่พักเลยคนละ 50 หยวนเลย โหดมากทีเดียวสำหรับสภาพที่พักแบบนี้ เทียบไม่ได้เลยกับคนละ 15 หยวนที่เต้าเฉิงแต่ก็ต้องนอน พวกเราคงไม่เพี้ยนขนาดเดินออกไปหาที่นอนที่อื่นที่ถูกกว่านี้แน่ๆ จ่ายเงินเสร็จก็ขอหย่อนตูด เอนหลังกันสักพักก่อนละกัน พี่เขาพอตูดมีที่วางปุ๊บก็กลัวหลังจะน้อยหน้าเลยเอนหลังซะเลย (ท่าทางจะแย่) ส่วนเรากับเพื่อนนั่งพักกันสักพักแล้วก็ลองทักทายเพื่อนร่วมเต็นท์ทั้ง 4 คน ตามประสาคนไทยอัธยาศัยดี ปรากฎว่าทั้ง 4 คนเป็นนักเดินทางตัวฉกาจเลยทีเดียวไปมาแล้วทั่วเอเซียอาคเนย์ และอีกหลายประเทศในเอเซีย ซึ่งทุกครั้งที่ไปจะเป็นการไปเที่ยวกันเองทั้งสิ้น (น่าอิจฉามากๆ) นั่งคุยกันสักพักเรากับเพื่อนก็สะกิดพี่เขาขอตัวออกมาทานข้าวเย็นกันก่อน โดยที่เราไม่ลืมหยิบบรรดาน้ำพริกทั้งหลายติดมือมาด้วย ออกจากเต็นท์มาเพื่อนเราขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน ซึ่งก็ตั้งอยู่ด้านหลังร้านอาหารนั่นเอง ร้านอาหารของที่นี่ตั้งอยู่ตรงปลายของเต็นท์ทั้ง 2 แถวเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว เรากับพี่เขา 2 คนเดินเข้าไปจึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วที่นี่เป็นทั้งร้านอาหาร ที่พักพนักงาน ครัว และที่เก็บของ โดยพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นร้านอาหาร มีโต๊ะ เก้าอี้ วางอยู่หลายตัว และโทรทัศน์อีก 1 เครื่องวางอยู่มุมร้าน ภายในร้านนอกจากพวกเรากับพนักงานแล้วไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ อีกเลย เหลือบมองนาฬิกาในร้านได้เวลา 6 โมงครึ่งพอดี แสดงว่าพวกเราเดินเข้ามาถึงที่นี่ประมาณ 6 โมงเย็นใช้เวลาเดินทั้งหมดประมาณ 5 - 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว เรากับพี่เลือกที่นั่งด้านหน้าใกล้กับประตูทางเข้า หลังจากได้ที่นั่งแล้วเพื่อนเราก็เข้ามาพอดี เลยเดินเข้าไปในครัวสั่งอาหารกัน ด้านในครัวมีพ่อครัว และพนักงานอีกหลายคนนั่งคุยกันอยู่ จากการสอบถามที่นี่มีอาหารให้เรากินแบบว่าหลากหลายเหนือความคาดหมายมากๆ เราเลยสั่งทั้งไข่เจียวที่ไม่ได้กินมานาน แกงจืด ผัดผัก แกล้มกับน้ำพริกที่เตรียมมา เรากับเพื่อนไม่มีปัญหาอะไรกินกันสบายอาการปวดหัวไม่สามารถทำอะไรเรา 2 คนได้เลย แต่พี่เขากินกับข้าวที่สั่งมาไม่ได้เลย ต้องเอาน้ำพริกคลุกกับข้าว (พี่เขาบอกว่ามันมีรสชาติที่คุ้นเคยมากกว่า) ระหว่างที่พวกเรากำลังเอร็ดอร่อยอยู่นั้น มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ทยอยเดินเข้ามากันบ้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนทั้งนั้นเลย หลังจากท้องแน่นได้ที่แล้ว เดินเข้าไปในครัวจ่ายเงินค่าอาหารที่แพงกว่าปกติ (50 กว่าหยวน) ตามระยะทางและความลำบากในการขนวัสดุเข้ามา ระหว่างที่เดินออกจากร้านอาหาร เราหันไปถามเพื่อนเราเรื่องห้องน้ำ แต่คำตอบที่ได้ฟังมาต้องเปลี่ยนใจทันที เพราะเพื่อนเราบอกว่าถ้ายังไม่หายปวดหัว หรือยังมีอาการคลื่นไส้อยู่ให้ไปเข้าส้วมรับรองหายทันที แค่เปิดผ้าที่ทำเป็นประตูขึ้นเท่านั้นแหละเพื่อนเราก็คายของเก่าออกมาทันทีเลย (ขนาดมาอยู่ที่จีนนี่ตั้งหลายเดือนแล้วนะยังรับไม่ได้เลย) เรากับเพื่อนเห็นว่าฟ้ายังไม่มืดเลยดิ้นรนตะเกียกตะกายขึ้นเนินข้างๆ ไปถ่ายรูปกัน ส่วนพี่เขาเข้าเต็นท์ไปนอนเลย บนเนินลมแรงมาก ทำให้เรานึกถึงเต็นท์ที่พักถ้าไม่มีเนินบังอยู่ 3 ด้านละก็คงล้มคว่ำไปแล้วแน่ๆ อยู่บนเนินสู้แรงลมได้สักพักเดียวก็เผ่นเข้าเต็นท์หลบลมดีกว่า
พวกเราเข้าเต็นท์มาพี่เขาเงียบไปแล้ว ส่วนเพื่อนร่วมเต็นท์คนอื่นๆ ยังนั่งคุยกันเบาๆ อยู่ เรากับเพื่อนเลยค่อยๆ ปูที่นอน กางผ้าห่ม เตรียมตัวนอนเก็บแรงกันบ้าง เพราะพรุ่งนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไปดูทะเลสาป 2 แห่ง คือ ทะเลสาปห้าสี (五色海, wusehai) และทะเลสาปนมวัว (牛奶海, niunaihai) ในละแวกใกล้ๆ ที่พักกัน
|
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||