
สวัสดีปีใหม่ต้อนรับปีชวดค่ะ
ช่วงนี้หายไปนานมาก ....
เหนื่อยกับงานค่ะว่างก็พัก แต่บ่อยมากเหมือนกัน
กลายเป็นคุณแม่ขี้เซาไปเลย เพราะนอนบ่อยมาก
อาการปวดหลังก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ต้องนอนบ่อยๆ
น้ำหนักก็ขึ้นมา 6 กิโล ดูอุ้ยอ้ายค่ะนี่ขนาดกินไม่เยอะ
ลูกให้ทานได้มื้อละนิดเอง แต่ก็หลายมื้อต่อวันนะคะ
ตอนนี้ก็อ้วนเท่าๆกะแฟนแล้วเอาพุงมาเทียบก็เท่าๆกันพอดี
ตอนนี้อายุครรภ์เข้าเดือนที่ 6 แล้วค่ะไวเหมือนกันนะคะแป๊บเดียว
ก็ใกล้แล้ว กำหนดคลอดก็ 23 เมษายน ค่ะ อยากที่จะคลอดเองนะ
แต่ก็ขึ้นอยู่กะร่างกายของเราว่าจะคลอดเองหรือผ่า เห็นเขาว่า
บางคนเบ่งยู่เป็นปรากฎว่าปากมดลูไม่ยอมเปิดก็ต้องทำการตัดฝีเย็บ
เพราะเด็กจะไม่มีโอกาศหายใจ อีกกรณีก็เด็กไม่เอาหัวลงหมอก็ต้องให้ผ่า
แต่เราก็ภาวนาให้ลูกนั้นคลอดง่ายออกมาอย่างธรรมชาติค่ะ
วันนี้ก็เอาภาพและรายละเอียดการคลอดตัวน้อยมาฝากค่ะ
คำถามที่คุณหมอสูติฯ มักจะถูกว่าที่คุณแม่ถามเสมอก็คือ "ลูกกลับหัวหรือยังคะ" "ลูกอยู่ในท่าไหน" เพราะใครๆ ก็อยากที่จะคลอดเอง คลอดง่ายใช่ไหมคะ
ซึ่งท่าของลูกนี่แหละสำคัญ เพราะเป็นตัวแปรที่จะกำหนดว่าเราจะคลอดแบบไหน คลอดยาก คลอดง่ายค่ะ
โดยทั่วไปในตอนที่เราตั้งครรภ์อยู่ เจ้าตัวเล็กในครรภ์เขาจะอยู่ในท่าศีรษะตั้งแต่แรกแล้วล่ะค่ะ อาจมีการหมุนตัวเฉียงไปเฉียงมาบ้าง และจะมีส่วนหนึ่งที่อยู่ในท่าก้นแล้วหมุนตัวกลับมาเป็นท่าศีรษะ เพราะในช่วงอายุครรภ์น้อยๆ ลูกยังตัวเล็ก น้ำคร่ำก็มาก ลูกมีที่ทางอยู่เยอะ ขยับไปไหนก็ได้สบาย เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นๆ เจ้าตัวน้อยก็โตขึ้นๆ อยู่ในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนคลอด (ในท้องแรก) ที่ทางก็น้อยลง ลูกจะขยับหาที่ที่สบายสำหรับเขาโดยไม่มีหมุนเปลี่ยนท่าอีกแล้วค่ะ หากเป็นท้องหลังในระหว่างก่อนคลอดลูก ก็อาจมีการหมุนเปลี่ยนท่าได้เหมือนกันเพราะท้องหลวม เราจึงสามารถรู้ได้ก่อนคลอดเลยค่ะว่าจะคลอดลูกท่าไหน ช่วงก่อนคลอดคุณหมอจะตรวจหน้าท้องของเรา คลำดูว่าส่วนนำลงมาเป็นส่วนไหน หลังของลูกอยู่ด้านใด พอปากมดลูกเปิด คุณหมอก็จะตรวจภายใน (โดยใช้นิ้วแหย่เข้าไป) ดูว่าเป็นกะโหลกศีรษะ เป็นหน้า หรือเป็นก้น เป็นต้น เพื่อให้แน่ใจว่าลูกอยู่ในท่าอะไรค่ะ รู้จักท่าของลูกก่อนคลอด
โดยทั่วไปจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ค่ะ คือ
1. ท่ายาว คือ ท่าศีรษะ (ปกติ) กับท่าก้น

ท่าศีรษะ เพราะว่ามดลูกของคนเราเหมือนกับลูกชมพู่ใหญ่ๆ ยาวๆ นั่นเอง ท่าปกติชองลูกในท้องจึงมักจะอยู่ในท่ายาว ไม่ท่าศีรษะก็ท่าก้นค่ะ แต่โดยมากจะอยู่ในท่าศีรษะ นั่นเพราะว่ามดลูกของเราเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ด้านบนใหญ่ ทรงแบบป้านๆ โดยธรรมชาติลูกจะหมุนเอาศีรษะลงมา ให้ก้นที่ใหญ่กว่าหัวไปอยู่ด้านยอดมลูก (ส่วนบน) ซึ่งเป็นท่าที่สบาย หากลูกอยู่ในท่าศีรษะนี้สามารถคลอดทางช่องคลอดได้ แต่รู้ไหมคะ ในท่าศีรษะนี้น่ะยังมีแบ่งแยกย่อยไปอีกหลายแบบ ในตอนที่เรายังไม่เจ็บครรภ์คลอด หัวของลูกจะอยู่ด้านบน แล้วจะค่อยๆ ลงมาในอุ้งเชิงกรานตอนที่เจ็บท้อง ตอนที่ลูกลงมาในอุ้งเชิงกราน เขาจะก้มหน้านิดหน่อย ดังนั้นส่วนที่ลงมาจึงมักเป็นโหนกศีรษะ แล้วศีรษะลูกจะค่อยๆ หมุนก้มหน้าเอาส่วนศีรษะลงมา ถ้าอุ้งเชิงกรานมีปัญหา เช่นแคบหรือเป็นรูปสามเหลี่ยมทำให้ศีรษะของลูกเมื่อลงมาแล้วหมุนไม่ได้ ลูกก็จะคลอดออกมาทั้งๆ ที่เงยหน้า ซึ่งหากลูกเงยหน้าออกมาอาจทำให้คลอดยากกว่า การใช้เครื่องมือช่วยก็จะถูกจำกัดเพราะว่าไม่สามารถใช้เครื่องดูดสูญญากาศได้ จะโดนหน้าโดนตาลูก คีมก็อาจช่วยได้บ้างแต่ก็ต้องระมัดระวัง ดังนั้นคุณแม่จึงต้องเบ่งเต็มที่ ต้องอาศัยแรงเบ่งของคุณแม่อย่างมากค่ะ อย่างไรก็ตาม แม้ลูกจะอยู่ในท่าศีรษะซึ่งมักคลอดเองตามธรรมชาติได้ หรืออาจต้องใช้เครื่องมือช่วยบ้าง แต่ก็มีบางกรณีค่ะที่ไม่สามารถคลอดเองได้ อาจต้องใช้วิธีผ่าคลอด ซึ่งจะดูที่ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดอุ้งเชิงกรานของแม่กับขนาดตัวของลูก เป็นต้น
ท่าก้น บางกรณีที่มดลูกมีเนื้องอก มีรกเกาะต่ำ หรือมีอะไรอย่างอื่นขวางอยู่ ทำให้ด้านล่างของมดลูกเป็นรูปป้าน หรือว่าลูกหัวโตมากๆ ทำให้ไม่สามารถเอาศีรษะลงมาอุ้งเชิงกรานและเอาก้นไว้ด้านบนได้ (เพราะก้นใหญ่กว่า) ศีรษะก็เลยอยู่ด้านบนและก้นอยู่ด้านล่าง เราเรียกท่าก้นค่ะ สำหรับท่านี้หากเป็นท้องแรกคุณหมอจะแนะนำให้ผ่าท้องคลอด เพราะธรรมชาติท้องของลูกจะค่อนข้างนุ่ม ต่างจากหัว ลำตัวตรง แคบตรงส่วนคอ และหัวจะกว้างและเป็นส่วนที่แข็ง ดังนั้นยามที่ปากมดลูก ยังเปิดได้ไม่หมดแล้วคุณแม่เบ่งออกมา ท้องที่เป็นส่วนที่แฟบได้ก็จะแฟบและออกมาได้ก่อน แต่พอมาถึงคอลูก ปากมดลูกจะรัด (เพราะเป็นส่วนที่แคบ) ทำให้คลอดหัวลูกออกมาไม่ได้ เป็นอันตรายมาก หากเป็นท้องหลังคุณแม่ก็อาจสามารถคลอดเองได้ค่ะ นอกจากนี้ ในท่าก้นก็ยังมีอีกหลายแบบ แล้วแต่ตำแหน่งที่ลูกจะเอาส่วนไหนนำลงมา เช่น ท่าเท้า ลูกเอาเท้าเป็นส่วนนำออกมาก่อน ท่าเข่า ท่าขัดสมาธิ ท่าเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นท้องแรก หรือท้องหลังก็ตาม คุณหมอจะแนะนำให้ผ่าท้องคลอดเพื่อความปลอดภัยของลูกค่ะ2. ท่าขวางหรือท่าเฉียง
เป็นลักษณะที่ลูกอยู่ในท่าขวางมดลูก ไม่อยู่ตามแนวยาวอย่างปกติ การที่ลูกอยู่ในท่าขวาง หรือเฉียงนี้มีสาเหตุมาจากมดลูกของเรามีอะไรสักอย่างมาขวางไม่ให้ลูกหมุนตัว เช่น รกเกาะต่ำ มีเนื้องอกในมดลูกมาขวาง หรือว่าในตัวลูกอาจมีปัญหาบางอย่าง มีเนื้องอกในลูก ส่วนใหญ่กรณีแบบนี้มักจะพบกับคุณแม่ท้องหลังๆ มากกว่าท้องแรกค่ะ เพราะมดลูกถูกยืดมาก่อน ถ้าลูกอยู่ในท่าขวางหรือท่าเฉียง เราจะไม่สามารถคลอดเองได้ ต้องผ่าท้องคลอดสถานเดียว เพื่อความปลอดภัยของเจ้าตัวน้อยค่ะ รู้ไหมเอ่ย ว่ามีปัจจัยใดบ้างมากำหนดท่าของลูกรัก เฉลยค่ะ ถูกกำหนดโดยสรีระและกายวิภาคของคุณแม่และคุณลูกนั่นเองค่ะ ลูก ขนาดของตัวลูกว่าตัวโตไหม สัดส่วนของลูกหัวใหญ่หรือไม่ หรือลูกมีเนื้องอกหรือไม่ คุณแม่ ลักษณะของกระดูกเชิงกรานว่ากว้างหรือแคบเพียงใด หากอุ้งเชิงกรานแคบ เป็นรูปสามเหลี่ยม อาจทำให้ศีรษะลูกลงมาไม่ได้ หรือเขาไม่สามารถหมุนศีรษะให้ส่วนกระโหลกศีรษะลงมา เงยหน้าลงมาแทนค่ะ ช่วงตั้งครรภ์มดลูกมีภาวะผิดปกติอื่นๆ เช่น รกเกาะต่ำ มีเนื้องอกที่มดลูก เป็นต้น หากเป็นเด็กที่ครบกำหนดคลอด จะคลอดในท่าศีรษะประมาณร้อยละ 95-96 และจะอยู่ในท่าก้นประมาณร้อยละ 3-4 ส่วน ท่าขวางจะพบน้อยมากค่ะไม่ถึงร้อยละ 1 ถ้าเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด จะคลอดท่าศีรษะประมาณร้อยละ 80 คลอดท่าก้นประมาณร้อยละ 10 กว่าๆ ส่วนท่าขวางประมาณร้อยละ 1-2 ค่ะจริงๆ แล้วหากลูกเราอยู่ในท่าอื่นเราสามารถหมุนกลับท่าลูกให้เป็นท่าศีรษะได้ค่ะ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญค่อยๆ นวดครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 32-34 สัปดาห์ เพราะช่วงนี้น้ำคร่ำยังเยอะอยู่ และตัวลูกยังไม่โตมาก ทำให้หมุนกลับตัวลูกได้ง่าย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีสูงค่ะ เพียงแต่ในช่วงอายุครรภ์เท่านี้ ลูกยังสามารถหมุนกลับมาเป็นท่าเดิมของเขาได้ (หรือท่าอื่น) เหมือนกันค่ะ อีกช่วงหนึ่งที่สามารถจะหมุนกลับตัวลูกได้คือช่วงใกล้ๆ คลอดตอนอายุครรภ์ประมาณ 36-37 สัปดาห์ เพราะช่วงนี้น้ำคร่ำจะน้อยและลูกตัวโต ทำให้โอกาสที่ลูกจะหมุนเปลี่ยนท่าไปท่าอื่นน้อยมาก หากหมุนกลับท่าลูกได้สำเร็จว่าที่คุณแม่อย่างเราก็อาจจะต้องใส่กางเกงหรือผ่าที่รัดพยุงท้องให้มดลูกอยู่ในท่าที่บีบหน่อย เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหมุนเปลี่ยนท่า แล้วเราก็ทนอึดอัดกันนิดหน่อยค่ะ แต่ในการหมุนกลับแบบนี้จะมีข้อเสียที่อันตรายมากเหมือนกันค่ะก็คือ สายสะดือจะถูกดึงให้ตึง แล้วหากลูกเรามีสายสะดือพันคออยู่รอบหนึ่งอยู่แล้ว (ตามปกติจะไม่มีปัญหา) และเมื่อไหร่ที่สายสะดือตึงแล้วละก็ เหมือนเราไปบีบคอลูกนั่นเองค่ะ จะทำให้ลูกเกิดอาการขาดอากาศ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะคะ หรืออีกกรณีหนึ่ง ตัวรกอาจจะมีการลอกก่อนกำหนด เนื่องจากการหมุนเปลี่ยนท่าลูกแล้วมีการหดรัดตัว หรือมีการดึงสายสะดือให้ตึง ทำให้สายสะดือดึงรกให้หลุดออกมาด้วย จะทำให้เป็นอันตรายกับลูกได้ เพราะรกลอกก่อนกำหนด ตัวที่เปลี่ยนถ่ายออกซิเจนจากแม่ไปสู่ลูกก็จะขาดไป เหมือนกับเราไปกดลูกให้จมน้ำ ทำให้อันตรายถึงชีวิตได้ แต่โดยทั่วไปแล้วคุณหมอมักจะไม่แนะนำให้มีการนวดหมุนเปลี่ยนท่าเด็กค่ะ เพราะว่าอันตรายต่อลูกค่อนข้างสูงกว่าการผ่าตัดคลอด และหากจะทำก็ต้องกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีการตรวจติดตามฟังเสียงหัวใจลูกพอสมควร ส่วนการทำอย่างอื่นเพื่อช่วยในการเปลี่ยนท่าของลูก (ให้เป็นท่าศีรษะ) นั้นยังไม่มีค่ะ แต่บางครั้งการเคลื่อนไหว ออกกำลังกายก็ช่วยให้ลูกมีการขยับเปลี่ยนท่าได้บ้าง แต่ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะหมุนเปลี่ยนท่าลูกเป็นท่าไหนนะคะ [ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 241 กุมภาพันธ์ 2546 ]