พิมพ์หน้านี้
|
มีเรา...เขา...และเธอ ฉันอาจเป็นคนกรุงเทพที่ไม่เคยขึ้นตึกสูง พื้นต่ำที่ฉันยืนอยู่ไม่สามารถทำให้ฉันมองเห็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างชัดเจนได้ และกว่าฉันจะตื่นมาสัมผัส เวลาก็มักเลยผ่านอยู่ตรงเหนือหัว มีเพียงบางโอกาสที่ฉันเห็นมันได้ในยามเช้า ซึ่งหมายถึงเป็นคืนวันที่ฉันไม่ได้นอน แล้วทันทีที่ตะวันโผล่ ฉันก็รีบปิดม่าน คลุมโปงหลับฝันไกลแสนไกล เราต่างไม่เคยทักทายด้วยรอยยิ้ม เช่นเดียวกับเพื่อนสาวของเขา เธอขี้อายเหลือเกิน ยามมีแสงเธอก็จะปรากฏตัวเลื่อนลอยเบาบาง ดูบริสุทธิ์ แต่เมื่อใดตะวันคล้อยลับฟ้า เธอจะค่อยๆปรากฏเรือนร่างงามผุดผ่อง หาหญิงใดจะเปรียบได้ แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจเธอสักเท่าไหร่ เพียงเห็นแว๊บๆ สักพักเธอก็เอียงอายหลบอยู่ตามหลังตึกสูง หรือไม่ก็หลังบ้านใครสักคน...จะสนใจเขาหรือเธอไปทำไม.............
แต่มาวันหนึ่งฉันเริ่มสัมผัสกับพลังของลูกกลมๆเหนือโลกของเรา ลูกหนึ่งทรงพลังร้อนระอุคอยกระตุ้นการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ส่วนอีกลูกมีพลังแสงสว่างอันเยือกเย็นเต็มเปี่ยมด้วยเมตตา กรุณาและความรัก ฉันเพียงคิดเปรียบเทียบเพ้อฝันเท่านั้น....แล้วโลกล่ะ ไม่มีใครแปลกใจบ้างหรือว่าที่แห่งนี้เหตุใดจึงเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต มีการพัฒนา มีความคิด มีศรัทธา มีศาสนา มีความรัก ความทุกข์ ความสุข มีการสร้างและการทำลายล้าง โลก....อาจเป็นเพียงห้องทดลองของพระเจ้าก็เป็นได้ เป็นซิมซิตี้เวอร์ชั่นหนึ่ง ค่อยๆสร้างแล้วรอคอยการถูกทำลายล้าง เมื่อใดที่ฉันมองโลกจากมุมสูง แท้จริงทุกสิ่งล้วนกลายเป็นหนึ่งเดียว
ไม่นานมานี้ฉันได้มีโอกาสขึ้นตึกสูงชั้นที่สิบห้า สูงที่สุดเท่าที่คนต่ำต้อยอย่างฉันจะสามารถขึ้นไปได้ ตึกสูงสามสิบกว่าชั้นไม่ไกลจากใจกลางเมือง สามารถมองเห็นทั้งทางด่วน รถไฟฟ้า รถจำนวนมากที่ติดยาวบนถนน ผู้คนเดินขวักไขว่ เวลาหกโมงเย็นคนมากมายราวกับมดแต่รัง ไม่มีผู้ใดสนใจกันและกัน ราวกับไม่มีผู้คนคิดหาเหตุผลว่าเราเกิดมาทำไม แล้วสังเกตหรือไม่ว่าเรากำลังอยู่ภายใต้สองสิ่งที่กุมชะตาชีวิตของมนุษยชาติไว้....เราลืมมันสนิท ลืมว่าแท้จริงแล้วสิ่งนั้นสร้างชีวิตให้เกิดมา......
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าสีส้มแดงอร่าม เหนือตึกสูงตรงหน้าฉันคือดวงตะวันที่กำลังลาลับ และดวงจันทร์ที่รอเวลาทอแสงนวล ฉันเพิ่งเคยสัมผัสกับความยิ่งใหญ่เช่นนี้เป็นครั้งแรก ฉันรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงฝุ่นผงในอวกาศ เบื้องล่างดวงประทีปทั้งสองเต็มไปด้วยธุลีชีวิตมากมายหมุนกงล้อของตนไปข้างหน้า จะมีใครบ้างที่แหงนมองขึ้นฟ้าแล้วเห็นว่า แท้ที่จริงชีวิตนี้ไม่ใช่ของเราเลย
เราอยู่ภายใต้การหมุนเวียนของโลกในฐานะบริวารของจักรวาล เราใหญ่มาจากไหนกัน เราจึงกล้าท้าทายแปรเปลี่ยน และทำลายจิตวิญาณของสิ่งมีชีวิตเล็กๆทั้งมวล พื้นดินไม่มีที่อาศัย ใครๆก็รังเกลียดดินสีดำ ไม่มีที่ให้ใบหญ้าคอยอุทิศตนเป็นแหล่งอาหารของหนอนตัวน้อย และเพื่อนแมลงนานาชนิด แท้จริงโลกอาจคือสรวงสวรรค์ หากทุกวันนี้เราต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อแย่งชิงสวรรค์ที่เราพยายามทำลาย ท่องเที่ยว พักผ่อน หาพื้นที่เพื่อปลดปล่อยจิตวิญญาณบริสุทธิ์ไปกับสายลม แสงแดด กลิ่นใบไม้ ต้นหญ้า จากนั้นก็กลับมาสู่ วัฏจักรแห่งการทำลายอีกครั้ง.....อย่างมิเคยรู้ตัว ทำราวกับว่ามีเพียงเราเท่านั้นที่มีสิทธิ์เลือกชะตากรรมของตนเอง.....
.........ได้โปรดอีกครั้ง มองเขาเบื้องบนอย่างผู้มอบชีวิต มองเธอเสมือนมารดาผู้เต็มเปี่ยมด้วยรัก เมตตา และกรุณา.......ให้โอกาสแก่ธุลีเล็กๆรอบกายเราดั่งผู้ร่วมบิดาและมารดาเดียวกัน พร้อมปล่อยธุลีแห่งรักนั้นต้องแสงยามเช้าทักทายหัวใจเรายามตื่นนอน......
|
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||