*/
  • ศณีรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 803
  • จำนวนผู้ชม : 2592577
  • จำนวนผู้โหวต : 690
  • ส่ง msg :
  • โหวต 690 คน
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


ในประเทศไทย อาชีพใด น่าเชื่อถือมากที่สุด..
นักการเมือง
9 คน
นักการทหาร
159 คน
นักปกครอง
2 คน
นักวิชาการ
18 คน
นักธุรกิจ
7 คน
นักการศาสนา
16 คน
สื่อมวลชน
1 คน
ข้าราชการ
6 คน

  โหวต 218 คน
วันอังคาร ที่ 28 กันยายน 2553
Posted by ศณีรา , ผู้อ่าน : 4082 , 10:26:37 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน มะอึก , เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ


                 ครั้งที่ ๑ เกิดขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ สาเหตุของการขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น พงศาวดารเมืองปัตตานีและพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขาได้บันทึกไว้ แตกต่างกัน ดังนี้
สยาเราะห์ปัตตานี ฉบับของ นายหวันอาซัน ว่า สุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ เสด็จไปอยุธยา ๒ คราว อ้างว่า เพื่อเยี่ยมเยียนพระเจ้ากรุงสยามในฐานะที่เป็นพระญาติกับพระองค์ คราวแรก ประทับอยู่ ๒ เดือน ระหว่างที่พำนักอยู่ พระเจ้ากรุงสยามให้ออกญากลาโหมมาทูล มาดฟาร์ชาฮ์ ว่า หากสุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ ต้องการได้หญิงงามไว้เป็นภรรยาก็จะจัดมามอบให้ สุลต่าน ตอบไปว่า "พระองค์เป็นเพียงเจ้าผู้ครองที่ต่ำต้อยหาควรที่จะใฝ่สูงให้เกินศักดิ์ มิอาจเอื้อมรับหญิงงามไว้เป็นศรีภรรยา ได้ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ" 
                 ส่วนการเสด็จ ครั้งที่ ๒ "มีไพร่พลที่ชำนาญเพลงกริชตามเสด็จไป ๑,๐๐๐ คน ผู้หญิง ๑๐๐ คน และได้เกิดการรบพุ่งกัน ไพร่พลที่ตามเสด็จ หาได้กลับเมืองปัตตานี แม้แต่คนเดียว"
                  สยาเราะห์กรียาอัน มลายูปัตตานี ซึ่งอิบรอฮิม ชุกรี ชาวกลันตันเป็นผู้เขียน ความว่า "สุลต่าน มัดฟาร์ชาร์ ได้เสด็จไปเยือนสยามเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกันและกัน ในการเสด็จ ครั้งนั้น กษัตริย์สยามได้ให้การต้อนรับไม่สมพระเกียรติ จึงเสด็จกลับมาเมืองปัตตานี ด้วยความรู้สึก น้อยพระทัย และ อีกตอนหนึ่งว่า กษัตริย์สยาม ได้มอบข้าทาส ซึ่งเป็นชาวพม่า และเขมรที่นับถือพุทธศาสนามาให้เป็นกำลังเมือง"
                   เชลยทาสเหล่านั้น ได้ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในท้องที่ บ้านกะดี ตำบลจะรัง อำเภอยะหริ่ง ต่อเขต อำเภอปานาเระ แห่งหนึ่ง และที่บ้านกดี ระหว่างเขต อำเภอเมือง กับอำเภอยะหริ่ง (คือวัดบ้านกะดี) อีกแห่งหนึ่ง ต่อมาเมื่อสุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ ทราบว่า พม่ายกกองทัพมาตีเมืองศรีอยุธยา "จึงได้ตกลงใจนำกองทัพเมืองปัตตานีเข้าไปตีกรุงศรีอยุธยา เพื่อลบรอยแค้นที่ตราตรึง อยู่ในพระทัยของพระองค์ มีกองเรือรบ จำนวน ๒๐๐ ลำ ทหาร ๑,๐๐๐ คน และ ผู้หญิง ๑๐๐ คน เมื่อกองทัพไปถึงกรุงศรีอยุธยา สุลต่านเห็นว่า ทัพพม่ากำลังล้อมเมืองสยาม อยู่อย่างหนาแน่น พระองค์จึงฉวยโอกาสนำกำลังทหาร บุกเข้าสู่ราชสำนักเจ้ากรุงสยามทันที กษัตริย์ซึ่งประทับ อยู่ในพระบรมราชวังทรงได้ยินเสียงโห่ร้องของทหารเมืองปัตตานี จึงเสด็จหนีออกจากประตูเมืองด้านหลัง หนีไปหลบซ่อน พระองค์อยู่ที่เกาะมหาพราหมณ์ ต่อมาทหารเมืองสยามก็ได้ รวบรวมกำลังโต้ตอบกองทหารเมืองปัตตานี จนถอยร่น ออกจากเขตพระบรมมหาราชวัง หนีไป ลงเรือ เมื่อขบวนเรือไปถึงปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยา สุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ ก็ได้สิ้นพระชนม์ชีพ พระศพถูกนำไปฝังไว้บนหาดทรายปากอ่าวเมืองสยาม"

กำแพงวังโบราณ


                      ส่วนพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองปัตตานี ในตอนนี้ ว่า "ขณะนั้นพระยาตานี ศรีสุลต่าน ยกเรือรบหยาหยับ สองร้อยลำ เข้ามาช่วยราชการ สงคราม ถึงทอดสมออยู่หน้าวัดกุฎี บางกะจะ รุ่งขึ้นยกเข้ามาทอดอยู่ประตูไชย พระยาตานีศรีสุลต่าน ได้ทีกลับเป็นกบฏก็ยกเข้าไปในพระราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ราชาธิราชเจ้าไม่ทันรู้ตัว เสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดหนีไปเกาะมหาพราหมณ์ และเสนาบดีมนตรีมุข พร้อมกันเข้าในพระราชวังสะพัดไล่ชาวตานีแตกฉานลงเรือรุดหนีไป"
                      ต่อมา เมื่อสุลต่าน มันดูชาฮ์ ผู้เป็นพระราชอนุชาของสุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ ขึ้นครองราชสมบัติเมืองปัตตานี ก็ได้ส่งทูตชื่อ โอรัง กายา สรีอากาคชา มาเฝ้าพระเจ้ากรุงสยาม เหตุการณ์ต่างๆ ก็ยุติลง
                      ครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นในสมัยนางพญาบีรู หนังสือชื่อ เอกสารฮอลันดา กล่าวถึง สาเหตุแห่งการขัดแย้งในคราวนี้ว่า เนื่องมาจาก นางพญาบีรู ไม่พอพระทัยพระเจ้าปราสาททอง โดยกล่าวว่า พระเจ้าปราสาททอง "เป็นคนชิงราชสมบัติ (จากพระเจ้าอาทิตยวงศ์) คนโกง ฆาตกร และ คนทรยศ ไม่มีทางที่พระนางจะทรงตั้งพระทัยแสดงความเคารพยำเกรง เหมือนอย่างที่พระเจ้าแผ่นดินของปัตตานีในสมัยโบราณ ทรงแสดงต่อพระเจ้าแผ่นดินสยามองค์ก่อนๆ"
ประจวบกับหัวเมืองปักษ์ใต้ ได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช และสงขลา ต่างก็พากัน กระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าปราสาททองอีกด้วย พระเจ้าปราสาททอง จึงส่ง กองทัพมาปราบเมืองนครศรีธรรมราช และสงขลาได้ส่งกองทัพมาตีเมืองปัตตานี โดยฮอลันดา สัญญาว่าจะส่งกองทัพเรือมาช่วยอีกกองหนึ่ง กองทัพกรุงศรีอยุธยา และนครศรีธรรมราช ล้อมเมืองปัตตานีอยู่เป็นเวลา ๑ เดือน กองทัพเรือฮอลันดาก็ยังมาไม่ถึง จนเสบียงอาหารที่จะเลี้ยงดู ทหารหมดลง จึงได้ถอยทัพกลับไป
                      หลังจากนางพญาบีรู สิ้นพระชนม์แล้ว เจ้าหญิงอูงู ก็ขึ้นครองราชสมบัติเมืองปัตตานี ผู้แทนบริษัท อิสต์อินเดีย ของฮอลันดา และเจ้าเมืองไทรบุรีได้ทำการเกลี้ยกล่อมนางพญาอูงู โดยให้เหตุผลว่า "การค้าขายไม่อาจดำเนินไปได้ เนื่องจากการเกลียดชังต่อประเทศสยาม" เพราะเรือสำเภาสยามไม่สามารถนำสินค้าจากสยามเข้ามาจำหน่ายและแลกเปลี่ยนกับสินค้า พ่อค้าต่างประเทศได้ ทำให้พ่อค้าที่ต้องการสินค้าของสยาม ไม่แวะเมืองปัตตานีเหมือนอย่าง แต่ก่อน นางพญาอูงูจึงเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งเคยใช้ความแข็งกร้าว กลับมาใช้การทูตแทน โดยส่งเรือ ๔ ลำ พร้อมด้วยราชทูต ๒ นายคือ Siratwarra Radja (สรีรัตวรราชา) และ Soyradja Natsawari (โสรัจนาถวารี) นำดอกไม้ ทองเงิน และ เครื่องราชบรรณาการ เข้าไปถวายสมเด็จ พระเจ้าปราสาททอง เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๑๘๔ ทำให้สภาวะสงครามระหว่างอยุธยาและ ปัตตานียุติลงด้วยดี มีการติดต่อสัมพันธ์กันทั้งทางการค้า และ การเมือง ตามปกติ จนกระทั่ง กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ.๒๓๑๐

วังเก่า


                       ครั้งที่ ๓ สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การเสียกรุงศรีอยุธยา ในครั้งที่ ๒ นอกจาก พม่าปล้นสดมภ์เอาทรัพย์สิน และจับผู้คนไปเป็นเชลยเป็นจำนวนมากแล้ว ยังสูญสิ้นเชื้อพระราชวงศ์ที่จะสืบพระราชสมบัติไปอีกด้วย บรรดาเจ้าพระยามหานครน้อยใหญ่ ต่างก็พากัน ตั้งตน ขึ้นเป็นอิสระ แยกเป็นก๊กสำคัญได้ ๔ ก๊ก ภาคใต้ ได้แก่ ก๊กของ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ มีผู้คนและเสบียง อาหารบริบูรณ์ สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงทรงนำทัพมาปราบ ก๊ก เจ้าพระยานครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครฯ หนีมาอาศัยอยู่ในเมืองปัตตานี กับสุลต่าน โมหะหมัด สมเด็จพระเจ้าตากสิน ให้พระยาจักรี ติดตามมาเจรจา กับสุลต่าน โมหะหมัด ขอตัว เจ้าพระยานครฯ พระยาสงขลา พร้อมกับขอยืมเงิน ๒๐,๐๐๐ เหรียญ เพื่อทดลองน้ำใจเจ้าเมือง ปัตตานี ว่า ยังมีความยำเกรงในพระองค์เพียงใด สุลต่าน โมหะหมัด จึงยอมส่งตัวเจ้าพระยานครฯ และ เจ้าเมืองสงขลาให้แก่สมเด็จพระเจ้าตากสินแต่โดยดี แต่เงินยืมนั้น สุลต่าน โมหะหมัด ขอผัดผ่อน เนื่องจากสุลต่านเองก็ขัดสน ไม่สามารถจะจัดหาให้ได้ แต่ด้วยเหตุที่สมเด็จพระเจ้า ตากสินมีพระราชภารกิจที่จะต้องปราบก๊กของพระฝาง ซึ่งเป็นก๊กสำคัญให้เสร็จไปเสียก่อน จึงยับยั้งการปราบปรามเมืองปัตตานีไว้
                         ครั้งที่ ๔ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ได้เสด็จขึ้นเถลิงวัลย์ราชสมบัติแล้ว จึงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จ ออกไปช่วยเหลือหัวเมืองปักษ์ใต้ ที่กองทัพพม่าเข้ามาโจมตีเมืองภูเก็ต นครศรีธรรมราช พัทลุง หลังจากกองทัพพม่าแตกหนีไปแล้ว ก็ทรงมีพระราชสาสน์มาแจ้งแก่สุลต่าน โมหะหมัด ให้ยินยอมส่งเครื่องราชบรรณาการ และต้นไม้ ทองเงิน ตามพระราชประเพณีของประเทศราช ที่เคยปฏิบัติมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่สุลต่านฯปฏิเสธ สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯจึงระดมทัพ เมืองสงขลา พัทลุง ยกมาตีเมืองปัตตานี ได้ในปี พ.ศ.๒๓๒๙
                         ครั้งที่ ๕ เหตุขัดแย้งเกิดขึ้นจากการ ที่ต่วนกู ลัมมิเด็น ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี มีเจตนาที่จะปกครองเมืองปัตตานีโดยอิสระ ไม่ต้องการเป็นประเทศราช ส่งดอกไม้ทองเงิน แก่กษัตริย์แห่งกรุงสยาม ภายใต้การควบคุมของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช จึงส่งทูตนำสาสน์ พร้อมเครื่องราชบรรณาการ ไปกับนายสำเภาชื่อ "นะคุดาซุง" เพื่อถวายองค์เชียงสือ กษัตริย์ญวน เกลี้ยกล่อม องค์เชียงสือ ให้ร่วมมือนำกองทัพญวน และ ปัตตานีมาตีกรุงเทพฯ แต่องค์เชียงสือหาได้ปฏิบัติตามคำชักชวนของตนกู ลัมมิเด็น เพราะยังคง สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ที่เคยให้ความอุปถัมภ์แก่องค์เชียงสือ และ สมเด็จพระราชมารดา คราวที่หลบหนีภัยกบฏไตเซิน เข้ามาพึ่งพา พระบรมโพธิสมภาร อยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งยังช่วยเหลือเกื้อหนุน ให้อาวุธยุทโธปกรณ์ ในการกอบกู้พระราชบัลลังก์กลับคืน จากพวกกบฏสำเร็จ จึงนำสาสน์ของตนกู ลัมมิเด็น ให้ขุนนางไทยชื่อ พระพิมล วารี และ พระราชมนตรี มาทูลเกล้าฯ ถวาย แก่ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงทราบ ข้อความในสาร ฉบับนั้น มีความว่า "เดือน ๑๑ ปีระกา เอกศกจุล ศักราช ๑๑๕๑ รายาตานี จะยกทัพมาตีกรุง ให้องค์เชียงสือ มาร่วมกับรายาตานี" ดังนั้น ในปี พ.ศ.๒๓๓๔ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ จึงทรงโปรดเกล้า ให้ "พระยากลาโหมราชเสนา เป็นแม่ทัพเรือยกไปตีเมืองตานี จับรายาตานี ได้ใน กุฎีพระสงฆ์ ที่วัดแห่งหนึ่ง" แต่ก่อนที่กองทัพกรุงจะยกลงไปตีเมืองตานีนั้น ตวนกูลัมมิเด็นได้อาศัยกำลังจาก "แขกเซียะ" บนฝั่งเกาะสุมาตรามาสมทบ ยกไปตีเมือง สงขลา ดังข้อความในพงศาวดาร เมืองสงขลา ที่บันทึกไว้ว่า "ปีกุนตรีศก ศักราช ๑๑๕๓ (พ.ศ.๒๓๓๔) โต๊ะสาเหย็ด (สาเหย็ด (ไซยิด) หมายถึง ผู้มีสายสืบเนื่อง มาจากพระนาบีโมหะหมัด ในที่นี้ คงจะหมายถึงผู้นำศาสนา ที่มีคนเคารพนับถือเท่านั้น) คบคิดกับพระยาตานียกกองทัพ ไปตีเมืองสงขลา พระยาสงขลา ขอกำลังกองทัพหลวง จากกรุงเทพฯและนำกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชมาช่วยเหลือ แต่ก่อนที่กองทัพหลวงจากพระนครฯ ยกไปถึงเมืองสงขลา เพียง ๔ วัน กองทัพเมืองสงขลา เมืองนครศรีธรรมราช ก็สามารถตีกองทัพพระยาตานี ที่มาตั้งค่าย ล้อมเมืองสงขลาแตกถอยกลับไป โต๊ะสาเหย็ด (ไซยิด) ถูกปืนตาย ขณะเสกน้ำมนต์ประพรม ประตูค่าย"
                      หลังจากการปราบปรามกบฏเมืองปัตตานีในครั้งนี้ พระยาสงขลา(บุญฮุย) มีความชอบ ที่สามารถป้องกันเมืองสงขลาไว้ได้ และช่วยกองทัพหลวงตีเอาเมืองปัตตานีกลับคืน สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯจึงโปรดพระราชทานให้เลื่อนบรรดาศักดิ์พระยาสงขลา (บุญฮุย) ขึ้นเป็น เจ้าพระยาอินทคีรี ศรีสมุทร สงคราม รามภักดี อภัย พิริยะ ปรากรม พาหุ และให้ยกเมืองสงขลา ขึ้นเป็นเมืองชั้นเอก ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานครฯ และมอบอำนาจให้เจ้าเมืองสงขลา เป็นผู้ ควบคุมดูแลเมืองปัตตานี กลันตัน ตรังกานู ซึ่งเมืองเหล่านี้ เดิมขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช (โปรดติดตามตอนจบ)

 


 ที่มา :

ชื่อหนังสือ ประวัติเมืองลังกาสุกะ - เมืองปัตตานี
ผู้เขียน อนันต์ วัฒนานิกร
เลขหมู่หนังสือ ๙๕๙.๓๙๕๐๑
พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๑,๐๐๐ เล่ม (สงวนลิขสิทธิ์)
ราคา ๔๐ บาท
จัดจำหน่ายโดย บริษัท เคล็ดไทย จำกัด ๓๐๓/๗ ซอยสันติภาพ ถนนนเรศ บางรัก กรุงเทพฯ
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์สยาม ๘๙/๖๙ ศูนย์การค้าตลาดใหม่บางซื่อ ถนนเตชะวนิช ดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๘๐๐ โทร ๕๘๗-๐๙๔๓
ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นายกิ่ง แช่มสะอาด


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ศณีรา วันที่ : 29/09/2010 เวลา : 01.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 14
ขอบคุรครับ คุณ musachiza แค่เอาของเขามาเผยแพร่ครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
musachiza วันที่ : 29/09/2010 เวลา : 01.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ข้อมูลดีมากครับ ผมจะตามเก็บครับ
ขอบคุณมากครับที่เอามาปะติดปะต่อกัน
อย่างมีหลักฐานอ้างอิง

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ศณีรา วันที่ : 29/09/2010 เวลา : 00.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 12
ขอบคุณพี่มะอึกที่แวะมาเยือนครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
มะอึก วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 21.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

มัววุ่นหลาย ๆ เรื่องกับการเดินทาง
ผมยังไม่ได้อ่านเรื่องของท่านปลัด....

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ศณีรา วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 10
ขอบคุณครับคุณ เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 19.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

น่าติดตามมากๆครับ
+1 โหวต

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ศณีรา วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 14.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 5
ขอบคุณครับ คุณพัชรวิภาวรรณ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ศณีรา วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 4
ยินดีครับคุณ โอลิมปัส

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ศณีรา วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 14.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 3
ขอบคุณครับ พี่ชาลี

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ศณีรา วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 14.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 2
ยินดีครับพี่ลูกเสือหมายเลข9

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
พัชรวิภาวรรณ วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 12.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tommychan

ขอขอบคุณข้อมูลที่ลงใน Blog OK Nation นะครับ ชวนให้ติดตามไปเรื่อยๆ เหมือนกับต้องติดตามเป็นตอนๆ ดีมากนะครับ ว่าง ๆ แวะมา กรุงเทพๆ นะครับ เดี๋ยวผมดูแลให้ จาก ผม Tommy Chan

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
โอลิมปัส วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 12.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Present-life

ขอบคุณ วิชาประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เราเรียนรู้ผิดถูก บทเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาในปัจจุบันและอนาคต

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BlueHill วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 11.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เรื่องราวเกี่ยวพันกับ องค์เชียงสือ กษัตริย์ญวน ด้วยหรือครับนี่
เป็นความรู้ใหม่จริง ๆ ครับปลัด

อย่างนี้มีโหวต

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 10.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ศณีรา วันที่ : 28/09/2010 เวลา : 10.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     


เจิม..ละครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน