พิมพ์หน้านี้
|
ผมอ่าน การคาดการณ์ของหลายคน เกี่ยวกับ แขวงไชยบุรีของลาว ที่ใครก็ขนานนามว่า เมืองแห่งป่าไม้ ที่แม้จะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดใจเหมือนเวียงจันทน์ หลวงพระบาง หรือสะหวันเขต แต่เมืองนี้ ถูกยกให้เป็นเมืองต้นๆที่มีอนาคต เพราะสภาพยังสมบูรณ์ และหากเจาะทะลวงด้วยถนนหนทางชั้นดี สามารถทะลุจากฝั่งไทย เข้าไปถึงหลวงพระบาง ทั้งสายที่มาจากจังหวัดน่าน หรือสายที่ทะลุจากอ.ท่าลี่ จ.เลย จะทำให้เมืองนี้ ย่านนี้เปลี่ยนแปลงโฉม เป็นเมืองทางด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่สำคัญขึ้นมา ใครพูดอะไรเกี่ยวกับลาว ผมก็อดไม่ได้ที่จะหูผึ่ง เพราะหวังลึกๆมาตลอดว่า หากมีโอกาสก็อยากจะไปในที่ ที่ไม่เคยไป หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ไปหลายรอบ ไปแต่ละเที่ยวก็ทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยว เป็นเป้าสายตาชาวบ้าน และช่วงหลังๆก็เริ่มถูกพ่อค้าเร่ข้างถนนชาวจีบรุมทึ้งยังกะอีแร้งเจอ...ประมาณนั้น วันหนึ่งมีคนชวนไปแขวงไชยบุรี ผมไม่ลังเล เพราะโอกาสที่จะลุยป่า ฝ่าโคลนในเมืองลาว เข้าถึงชีวิตชาวบ้านจริงๆหาโอกาสน้อยมาก...บ่ายวันศุกร์ ถึงสะพานข้ามแม่น้ำเหือง อ.ท่าลี่ อยู่ฝั่งตรงข้ามเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี...ที่ตอนนี้สะพานถูกเปิดใช้มาร่วม 2 ปี รถบรรทุกขนาดใหญ่ 12 ล้อ จากเมืองจีนไชส์ขนาดยาวพิเศษคลุมผ้าใบ วิ่งเข้าไทยเป็นว่าเล่น... ฝั่งไทยก่อนถึงสะพาน ไม่มีบ้านเรือนสักเท่าไหร่ นอกจากไร่นาชาวบ้าน และก็ไซโลขนาดใหญ่ไว้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากฝั่งลาว ที่นำโด่งตอนนี้ก็เป็นข้าวโพด ..รองลงมาเป็นลูกเดือย..ถั่วก็มีบ้าง..ฝ้ายนี่ เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีสะพาน แม่น้ำเหืองหน้าแล้งเดินข้ามได้ เขาเป็นพระเอก แต่ตอนนี้แทบจะหยุดปลูกพอๆ กับเกษตรกรฝั่งไทย ผมเริมสงสัยว่า เอ..สะพานเสร็จรถสิบล้อทันสมัยวิ่ง จนถนนลูกรัง กลายสภาพเป็นถนนแป้ง ฝุ่นตลบ สองข้างทางหากอากาศไม่ร้อนจนความดันขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พอๆกับฝั่งไทยแล้วละก็ ....อาจมโนภาพไปว่า มองสองข้างทางเป็นช่วงหน้าหนาวแถวยุโรป ที่หิมะเกาะกิ่งไม้จนขาวโพลน...ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ คนที่พอมีฐานะหน่อยก็จะมีมอเตอร์ไซค์ขี่ คนที่มีมากๆ ก็ขยับไปใช้รถกระบะ หรือรถแวน แต่ต้องเน้น โฟร์วีลล์...รถเก๋งสำหรับที่นี่ อย่างเสี่ยงเด็ดขาด สงสัยที่มาของสินค้า และโชคดีที่มีโอกาสซอกแซกในหมู่บ้าน..ผ่านพ้นตัวเมืองแก่นท้าวไปราว 10 ก.ม.ก็ถึงคำตอบที่รออยู่..สภาพภูเขาลูกแล้วลูกเล่าถูกถาง เผา ไถ. สุดลูกหูลูกตา...สภาพไม่ต่างกับฝั่งไทยแถวอ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์...ความเขียวของ เมืองแห่งป่าไม้ สอดส่ายหายังไงก็ไม่เจอ ..บ้านเรือนราษฎรแถวนั้น ไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังไม่มีใช้ แต่บ้านแต่ละหลัง เทียบแล้วก็ไม่ต่างกับชาวชนบทของไทยที่ฐานะดี ที่นี่จะมีรสนิยมปลูกบ้านเหมือนชาวอีสาน ที่ข้างบนเป็นไม้ ชั้นล่างเป็นปูน.... ..คำตอบที่ได้คือ ช่วง 2-3 ปี มานี่ ชาวบ้านเริ่มฐานะดีเพราะปลูกข้าวโพด เขาไปรับพันธุ์ข้าวโพดจากฝั่งไทยมาปลูก แล้วขายให้พ่อค้าฝั่งไทย ในราคาที่อิงตามตลาดเมืองเลย พอทำข้าวโพดเงินก็ไหลมาเทมา..ที่ดินที่ทำแต่พอกินกถูกขยาย แผ้วถางปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น ทำให้ภูเขาลูกแล้วลูกเล่ากลายเป็นภูเขาหัวโล้น ที่สำคัญคือ รถไถขนาดใหญ่ สภาพใหม่ ซื้อจากฝั่งไทย วิ่งขวักไขว่ จำนวนพอๆกับรถกระบะ และรถอีแต๋นตามหมู่บ้าน.... ที่นี่เขาเริ่มคิดถึงภัยจากรถไถบ้างแล้ว เขาเริ่มรณรงค์การไม่ไถพรวนเพื่อเพาะปลูก โดยใช้วิธีการคงสภาพซากพืชคลุมดิน ใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการหยอดเมล็ดพันธุ์ ที่เจ้าหน้าที่เขาบอกว่า เกษตรกร หรือกสิกรที่นี่ มีจำนวนไม่น้อยเริ่มกลับใจไม่ไถพรวนกันแล้ว... เขาเริ่มนำแบบจำลองการใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ แบบที่บราซิล ใช้ได้ผล ที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดรายจ่าย และรักษาสิ่งแวดล้อม.. ใครพอรู้รูปแบบการปลูกพืชโดยไม่ไถพรวนแบบบราซิล ถ้าเป็นไปได้ ลองแลกเปลี่ยนถึงข้อดี ข้อเสีย กันดีมั๊ยครับ.. |
| กัดดาฟี่ | ||
มูอัมมาร์ กัดดาฟี |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | |||