วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม 2551
อย่าว่าแต่คุยเลย หน้ายังไม่อยากมองด้วยซ้ำ
Posted by
LonelyHenry
,
ผู้อ่าน : 145
, 07:49:44 น.
พิมพ์หน้านี้
|
หลายวันมานี้ ผมขึ้นชื่อในเอ็มว่า "อย่าว่าแต่คุยเลย หน้ายังไม่อยากมองด้วยซ้ำ"
แค่นั้นแหละ.. มีแต่คนเอ็มเข้ามาถามกันตลอดเลยว่า "ไปโกรธใครมาอีกล่ะพี่"
ผมบอก "ป่าว! ไม่ได้โกรธใคร" แค่ประโยคสวย ๆ จากหนังจีนชุด
ความจริงประโยค "อย่าว่าแต่คุยเลย หน้ายังไม่อยากมองด้วยซ้ำ" เป็นคำพูดแง่บวก แต่คนที่อ่านส่วนใหญ่ จะคิดว่า คนพูดกำลังโกรธเคืองใครสักคนเป็นฟืนเป็นไฟ
บางคนถึงกับจับคู่ ว่าผมกำลังทะเลาะอยู่กับคนนู้นอยู่หรือป่าว หรือว่า ผมกำลังเคืองคนนี้อยู่หรือป่าว ซึ่งความจริงแล้ว ผิดหมด! เพราะว่าถ้าจัดมวยได้ถูกคู่ คนดูก็คงถูกใจ แต่นี่ ไม่ได้โกรธ หรือทะเลาะกะใคร มันก็เลยแลดูเป็นมวยล้ม! ต้มคนดูไป
นี่เราเห็นแค่ส่วนหนึ่งของประโยค แล้วก็สรุปไปแล้วว่า ประโยคแบบนี้แสดงว่าโกรธอยู่ แต่ถ้าเราได้รู้ถึงสถานการณ์เต็ม ๆ ทั้งหมด ความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไป
ผู้ชายคนหนึ่ง โกรธผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ไปเป็น "เมียน้อย" ก็เลยไม่อยากคุยด้วย
อยู่มาวันหนึ่ง ผู้ชายคิดได้ ก็เลยไปคุยกับผู้หญิงที่เป็น "เมียน้อย" เหมือนเดิม ผู้หญิงก็งง! สิครับท่านผู้ชม
ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาของคนทั้งคู่
ผู้หญิง: ตกลงเธอไม่ได้โกรธชั้นจริง ๆ เหรอ ผู้ชาย: ป่าว! ไม่ได้โกรธ ผู้หญิง: โธ่ ชั้นก็นึกว่า เธอโกรธฉันอ่ะดิ เห็นเงียบ ๆ ผู้ชาย: ไม่ได้โกรธจริง ๆ เพราะถ้าโกรธอ่ะนะ อย่าว่าแต่คุยเลย หน้ายังไม่อยากมองด้วยซ้ำไป ผู้หญิง: ... ผู้ชาย: แต่นี่ยังพูดคุยกับเธอตามปกติ แล้วจะแปลว่าโกรธเหรอ
เห็นไหมครับว่าคำพูด แง่บวกจะตาย สถานการณ์สีชมพู บรรยากาศไม่ได้มาคุตรงไหนสักหน่อย แต่คนอ่านอ่ะ คิดว่าประโยคมันแรง!
ความจริงจะว่าไม่โกรธก็คงจะไม่ใช่สักทีเดียว (ส่วนตัวผมนะ) เพียงแต่ผมไม่ค่อยชอบพฤติกรรมอะไรบางอย่างของคนรอบข้าง (แต่ยังไม่ถึงกับโกรธ แค่ไม่ชอบว่า) บางครั้ง เหมือน "เขา" จะชอบ "ฉายความผิด" ไปให้คนอื่นแล้ว แลดูเหมือนตัวเองก็จะ "รอด" (เข้าใจยากจัง) ยกตัวอย่างดีกว่า
ผัวเมียคู่นึงคุยกัน..
ผัว: เธอดูอีตาสมชายข้างบ้านนั่นดิ! มันมีกิ๊ก
ความจริงคือ ตัวผัวเอง ก็มีกิ๊กเหมือนกัน แต่การ "ฉายความผิด" ว่าอีตา "สมชาย" ข้างบ้านมีกิ๊ก จะทำให้ตัวผัว "รอด" หรืออย่างน้อย ๆ ก็คงสบายใจขึ้น
พฤติกรรมแบบนี้ เป็นกลไกอะไรบางอย่างของมนุษย์ ที่ปกป้องจิตใจตนเอง โดยที่บางทีตัวเราเองก็ไม่รู้ตัว (เค้าเรียกว่า defense machanism) เคยสังเกตไหมครับ บางทีเวลาที่คนเราได้รับข่าวร้ายอะไรมาก ๆ บางคนถึงกับเป็นลมไป นั่นก็เป็นเพราะกลไกอันนี้มันทำงาน (โดยที่บางที เราก็ไม่รู้ตัว) บางคนต้องอยู่ในสถานการณ์อะไรบางอย่าง (ที่เครียด ๆ) จนร่างกายรับไม่ได้ ก็กลายเป็นอีกบุคลิกหนึ่งไปเลย ก็มี (บางคนบอก "องค์ลง" มีเจ้าพ่อ ฤษี หรือเจ้าแม่ "ประทับทรง" เปลี่ยนบุคคลิก เป็นอีกคนไปเลย) เพราะถ้าร่างกายไม่ปิดสวิทช์ทันที เจอสถานการณ์แรง ๆ แบบนั้น อาจมีสิทธิถึงกับเสียสติไปเลยก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น ร่างกายของเรา ก็เลยต้องป้องกันไว้ก่อน
วันนี้เราจะมาดูกันว่า กลไกที่ปกป้องจิตใจของมนุษย์เราอ่ะ มีกี่แบบ บางทีลองมองดูคนรอบ ๆ ตัวเรา หรือแม้แต่ตัวเรา บางทีก็เป็น แต่เราอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวกัน
แบบแรก เป็นการหาข้ออ้างแบบมีเหตุผล
ดูตัวอย่างเลยดีกว่า
สอบตก! ก็เลยหาเหตุผลมาปกป้องจิตใจ (ที่แสนจะเปราะบางของเราว่า..) "ก็อาจารย์สอนแย่! แบบเนี๊ย.. เป็นใครเรียน ก็ตกกันทั้งนั้น"
เงินเดือนขึ้นน้อย (สมมติ 3%) "ก็เจ๊ (หรือเฮีย) แก ประเมินโหดซ้าขนาดนั้น ใคร ๆ ก็เงินเดือนไม่ขึ้นกันทั้งนั้นแหละ"
แบบต่อมา เป็นแบบองุ่นเปรี้ยว
จีบ pretty ไม่ติด ก็เลยเที่ยวบอกใครต่อใครว่า "ไม่เห็นอยากเป็นแฟนกับ pretty คนนั้นสักหน่อย สวยก็ไม่สวย นมใหญ่อย่างเดียว" (แบบนี้ มาจากนิทานอีสป หมาป่าอยากกินองุ่น แต่เอื้อมไม่ถึง เลยเที่ยวประกาศไปทั่วเลยว่า ไม่เห็นอยากกินองุ่นเลย มันเปรี้ยวหรอกนะ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ชิมสักกะหน่อย)
แบบต่อมาเป็นแบบ displacement
คือแม่โดนเจ้านายด่า เสียไพ่ หรือโดนหวยแดก ก็เลยมาลงกะลูก ๆ หรือ หัวหน้าโดนเจ้านายด่า เลยมาด่าลูกน้องอีกทอดนึง
แบบต่อมา เป็นแบบอะไรก็ไม่รู้อ่ะ แต่ดูตัวอย่างเอาดีกว่า
แม่มีลูก แต่ลูกเรียนไม่เก่ง เวลาบรรดาแม่ ๆ มานั่งคุยกัน
แม่ 1: ลูกชั้นได้ที่ 1 อีกแระ 10 ปีซ้อน จนตอนนี้ไม่รู้จะเอาถ้วยรางวัล ไปใส่น้ำกินยังไงไหวแล้ว แม่ 2: ลูกชั้นก็เอนท์ติดหมอ ปีหน้าต้องไปเรียนถึงนครปฐม ชั้นคงต้องตื่นแต่เช้ามาดูแลลูก แม่ 3: ลูกชั้นก็เรียนจุฬา เกียรตินิยมอันดับ 1 จบปีนี้ เหนื่อยกับมันมาจะ 20 ปีแล้ว
คิดตามนะ ถ้าแม่เราอยู่ในกลุ่มแม่ ๆ ที่นั่งคุยกันแบบนี้นี่เครียดไหม
เครียดแน่ ๆ
เพราะฉะนั้น แม่ก็เลยส่งเราไปเรียนบัลเล่ต์ (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ดูเล้ยยย ว่าลูกตัวใหญ่อย่างกะหมีควาย แล้วก็ยังไม่เปิดโอกาสให้เราเลือกสักนิด ว่าเราจะชอบเต้นบัลเล่ต์หรือป่าว หรือส่งไปเรียนแล้ว เราจะเต้นสวยติดอันดับโลกอ่ะป่าว) แต่ที่แน่ ๆ คือ
แม่เรา: ตาเษมของชั้น ก็ไปเรียนบัลเล่ต์ อยู่บ้านเต้นมันท้างวันเลย นี่ก็เห็นไปเรียนเย็บปักถักร้อยเพิ่มอีกนะ (แค่นี้ "แม่ปลื้ม" จบข่าว) แถมแม่ 1, แม่ 2, แม่ 3 ก็ไม่ถามต่อแล้ว ลูกเธอเรียนเก่งไหม หรือเต้นบัลเล่ต์ระดับไหนแล้ว)
ลองดูว่าคนรอบข้างเราเป็นแบบไหน ความจริงแล้วยังมีอีกเพียบเลยนะ ยกตัวอย่างคงไม่หมด (รวมไปถึงแบบแรกที่ยกตัวอย่างไป นั่นก็คือแบบโปรเจ็กเตอร์ ที่ "ฉายความผิด" ไปให้คนอื่นด้วย)
การมี defense machanism เป็นสิ่งดี ใช้โดยไม่รู้ตัวอ่ะเค้าบอกว่าดี แต่ถ้าเอามาใช้ผิด ๆ เป็น fantasy หรือใช้เพื่อหลอกตัวเองอ่ะ เค้าบอกไม่ถูกอย่างแรง!
แต่ว่า.. ตอนนี้เอ็มมาถามกันเพียบ "โกรธใครอ่ะป่าวพี่"
สรุปแล้ว..
ยังไม่ได้โกรธ เพราะทุกวันนี้ยังคุยกับทุกคนดีอยู่ เพราะถ้าโกรธ "อย่าว่าแต่คุยเลย หน้ายังไม่อยากมองด้วยซ้ำ"
|