พิมพ์หน้านี้
|
เกือบลืมไปแล้ว ว่าคนเราเกิดมาต้องแต่งงาน จนกระทั่งวันหนึ่ง ไปกินข้าวกับยาย แล้วยายบอกให้ "แต่งงานได้แล้ว!" เหมือนเป็นคำขาดให้ต้องรีบแต่งงาน นั่นแหละ ถึงนึกได้ว่า อายุก็จะ 40 เข้าไปแล้ว ยังไม่ได้แต่งงานเลย ก็เลยตั้งปณิธานไว้ ว่าชาตินี้จะไม่แต่งงานแระ! (เกี่ยวกันไหมเนี่ย?) บรรดาญาติโยม หรือเพื่อน ๆ ของแม่ ก็แปลก! โทรมาที่บ้าน บอกอยากคุยกับแม่หน่อย เราก็บอกไปว่าแม่ไม่อยู่บ้าน ให้โทรเข้ามือถือ แทนที่จะรีบวางสาย กลับไม่วางนะ แล้วยังถามสำทับเข้ามาตามสายอีกว่า "เออ.. นี่! แล้วเราแต่งงานหรือยังอ่ะ?" เล่นเอาอึ้งไปพักใหญ่ ๆ เกือบวิ่งไปแต่งงาน เสร็จแล้วกลับมาคุยโทรศัพท์ต่อ หลัง ๆ ถามกันบ่อยเสียยิ่งกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันของคนเราไปแล้ว ที่จะต้องแต่งงาน เหมือน ๆ กับถามว่า "กินข้าวแล้วหรือยัง?" ก็หลาย ๆ ครั้ง เกือบ ๆ จะตอบไปเหมือนกันว่า "ยังเลยครับ! อี๊.. พอดีสถานที่จัดงาน ยังไม่ว่างซักทีอ่ะครับ.. อี๊ กะจะจัดงานแต่งสักที ก็เจอเรื่องประท้วงบ้าง เจอเรื่องนั้น เรื่องนี้ เนี่ย รอสนามหลวงว่างเมื่อไหร่ ผมแต่งแน่!" นี่พันธมิตรประชาธิปไตย ก็ฮึ่ม ๆ เอาเรื่องอยู่ เห็นนัดชุมนุมธรรมศาสตร์กันอีกแล้ว งานนี้ คงยังไม่ได้แต่งไปไปอีกนาน..นนน หลายวันก่อน เจอเพื่อน! เพื่อนเราว่า สมาชิกพรรคในกลุ่มของเราคนนึงนี่แหละ กำลังจะแต่งงาน! ก็เลยต้องไปหาหมอดูฤกษ์แต่ง แต่ว่าจู่ ๆ จะบุกเข้าไปหาหมอดูแล้วนัดดูฤกษ์แต่งเลยไม่ได้ ต้องดูฤกษ์ของวันที่จะดูฤกษ์แต่งงานด้วย เข้าใจไหมเนี่ย เรื่องราวมันค่อนข้างซับซ้อนเอาการอยู่ คือคนที่จะแต่งงานเค้าต้องดูฤกษ์แต่งงานกันก่อนใช่ไหมครับ ไอ้เจ้าวันที่จะดูฤกษ์แต่งงานนี่แหละ เค้าก็ต้องหาฤกษ์หายาม เพื่อไปดูฤกษ์วันแต่ง กับเค้าด้วยเหมือนกัน เรียกว่า ต้องดูฤกษ์ วันที่จะไปดูฤกษ์แต่งงาน ฟังแล้วค่อนข้างซับซ้อนซ่อนเงื่อน หักเหลี่ยมเฉือนคม เสียยิ่งกว่าเรื่องแต่ง ของอกาธา คริสตี้ ฟังแล้วขำ ๆ ปนงง ๆ ตกลงที่เค้าคบกันมาเป็นสิบ ๆ ปีนี่ เค้ายังไม่มั่นใจกันใช่ไหมว่า ถ้าแต่งงานกันแล้ว "เอาอยู่" ไม่มั่นใจว่า คบกันมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว แต่งงานแล้วจะครองคู่กันยาวนานไปจนแก่เฒ่า ถึงกับขนาดที่ต้องไปดูฤกษ์ดูยาม เพื่อหาวันไปดูฤกษ์แต่งงานกันเลย เพราะถ้าเอาเข้าจริง ๆ ถ้าหากชีวิตคู่ ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเข้าใจ การให้อภัย ความผูกพัน การช่วยเหลือ หนุนใจกันยามอ่อนล้า ท้อถอยหมดกำลังใจ ต่อให้ฤกษ์งามยามดีขนาดไหน ฤกษ์แต่งดีขนาดไหน ก็คง "เอาไม่อยู่" เหมือนกัน แล้วยิ่งงานแต่งที่อลังการงานสร้าง เชิญแขกเหรื่อมากันเต็มงานไปหมด ไปจัดกันที่โรงแรมใหญ่ ๆ งานจัดออกมาหรูเลิศอลังการดาวล้านดวง แล้วด้วยนะ และถ้าไปกันไม่รอด งานนี้ อย่างที่โบราณว่าไม่มีผิด "ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ" กันเลยทีเดียว เพื่อนยังบอกด้วยว่า สู้จัดงานเล็ก ๆ จัดกันไม่ต้องใหญ่โต กินกันในภัตตาคาร ไม่แพงมาก (อาหารจีนย่านบรรทัดทอง หรือสามย่าน) เลี้ยงเฉพาะญาติสนิด มิตรสหายกันจริง ๆ ไม่ต้องเปลืองทุ่มทุนสร้างขนาดนั้น เพราะถ้าจัดงานใหญ่โตไป แขกเหรื่อที่มาในงานถาม "แล้วนี่ คู่บ่าวสาว อายุเท่าไหร่กันแล้วนี่?" บอกเจ้าสาวน่ะ 40! ส่วนเจ้าบ่าวมากกว่านั้นนิดโหน่ย.. อายุทั้งคู่สิริรวมกัน เกือบร้อย! ฟังแล้วช้ำอยู่ลึก ๆ เจ็บอยู่กลาย ๆ เหมือนกัน คล้าย ๆ กับเพื่อนคนหนึ่ง มาเม้าท์ให้ฟังว่า ไปงานแต่งของเพื่อนคนนึงมา เพื่อนเป็นเจ้าสาว แต่งไปได้! กับเจ้าบ่าวที่แก่ซ้าอย่างกะอาแปะ สืบสาวราวเรื่องกันไปมา เจ้าบ่าวที่ว่าแก่ซ้าอย่างกะอาแปะ กลายเป็นเพื่อนเราไปซ้างั้น (แต่เพื่อนของเจ้าสาวคนนั้น ไม่รู้จักเจ้าบ่าว แต่เรารู้จักเจ้าบ่าว แต่ไม่รู้จักเจ้าสาว) เรื่องก็เลยจบลงด้วยความเศร้า เศร้าที่แต่งงานตอนแก่ มันก็เลยดูไม่ค่อยน่าอภิเชษฐ์รื่นรมย์ เหมือนกับคนที่เค้าแต่งกันตอนยังหนุ่มยังสาว! |
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||