พิมพ์หน้านี้
|
แม่เคยบอกว่า "เงินวิ่งมาคน... ง่าย! แต่ว่า... คนวิ่งไปหาเงิน... ยาก!" ผมเชื่อนะ! แถมเวลาที่เราวิ่งไปหาเงินนะ ไม่ใช่แค่ยากอย่างเดียวนะ ยากโครตโครตเลยครับ ผมก็เลยเลิกวิ่งไปหาเงิน เพราะยิ่งวิ่ง ยิ่งเหนื่อย แถมมีต้นทุนในการวิ่งอีกด้วย แล้วบางครั้ง แทนที่จะได้เงินคืนมา กลับกลายเป็นไม่ได้อะไร แถมยังต้องแบกรับต้นทุนการวิ่งออกไปหาเงินอีก ทุกวันนี้ ผมก็เลยไม่วิ่งไปหาเงิน แต่ว่า ปฏิบัติหน้าที่ ที่ผมมีอย่างสุดความสามารถ เต็มที่กับมัน สนุกกับงาน เฮฮากับเพื่อน แค่นั้น... ก็พอแล้ว ต่อไปนี้ เป็นชีวิตประจำวันของผม 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ทำงานประจำเป็นเว็บโปรแกรมเมอร์ให้บริษัทอังกฤษแห่งหนึ่ง (ที่มีสำนักงานในประเทศไทย) ทำงานให้กับลูกค้าที่อยู่ทั้งฝั่งอังกฤษและอเมริกา ทุ่มตรง ออกจากออฟฟิสบนถนนวิทยุ ไปจัดรายการ 2 ทุ่มถึง 4 ทุ่ม จัดรายการ 4 ทุ่ม จัดรายการเสร็จ ก็กลับบ้าน 5 ทุ่ม นอน... ถึง 8 โมงเช้า ก็ตื่น อาบน้ำแล้วไปทำงาน... ตอน 9 โมงเช้า นี่แหละชีวิตประจำวันของผม จันทร์ถึงศุกร์ เสาร์-อาทิตย์ พักผ่อน! (ก็อาจจะมีจัดรายการแทนคนอื่นบ้างประปราย ไม่มาก ไม่เน้นรับงานเสาร์-อาทิตย์) วันอาทิตย์ไหน ถ้าตื่นไหว อาทิตย์ไหน ที่วันเสาร์ไม่ได้ออกไปถ่ายรูป ผมก็จะไปโบสถ์ แต่ไม่ค่อยเน้น เพราะจิตวิญญาณผม ล่มสลายไปนานแล้ว วิถีชีวิตผมวนเวียนอยู่แบบนี้ มาหลายปีแล้วกล้อง 3 ตัดภาพไปยังรายการทีวีรายการหนึ่ง (ทางเคเบิลทีวี) ที่ผมชอบมาก ๆ นั่นก็คือ "โกโกริโกะ เกมกึ๋ย" (ตอนหลัง ฟรีทีวี ได้ลิขสิทธิ์มาฉายมั่ง แต่เปลี่ยนชื่อเป็น "โกโกริโกะ เกมสร้างตำนาน" หรือยังไงนี่แหละ) เกมนี้ จะเอาคนมาแข่งกันใช้เงินน้อยที่สุด (ประมาณ เดือนละ 3000 เยน หรือตีเป็นเงินไทยได้ประมาณ 945 บาท) ซึ่งตอนหลังเคเบิลทีวีบ้านเรา ก็นำเข้ารายการจากเกาหลีอีกรายการ ก็คือ "Happy Factory"หรือ "แฮปปี้ หมื่นวอน" ชื่อก็บอกแล้วว่า แข่งกันใช้เงิน ให้ไม่เกิน 10000 วอน (หนักกว่าเกมของญี่ปุ่น ถ้าตีเป็นเงินไทย คือไม่เกิน 317 บาท) เพราะฉะนั้น ผู้เข้าแข่งขันต้องประหยัดกันสุด ๆซึ่งถ้าเป็นรายการของพี่ยุ่น ก็จะมีกลเม็ดเคล็ดลับในการประหยัดเงิน ให้เราสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง เช่น หายางแผ่น เป็นเส้น ๆ มากั้นตู้เย็น (แบบที่ห้องเย็นเค้าใช้กันอ่ะครับ มันจะคล้าย ๆ เป็นมู่ลี่ของตู้เย็น) เวลาเปิดตู้เย็น ความเย็นก็ไม่กระจายไปไหน เวลาจะหยิบของ ก็ยื่นแค่มือเข้าไปในมู่ลี่ แค่นี้ ก็ประหยัดเงินได้แล้ว หรือเอาขวดน้ำอัดลมมาทาสีดำ แล้วกรอกน้ำใส่ให้เต็มขวด และเอาไปตากแดด แค่นี้ ก็ได้น้ำอุ่นสำหรับอาบแล้ว ประหยัดไฟเครื่องทำน้ำอุ่นไปได้เยอะเลย กลเม็ดต่าง ๆ เหล่านี้นี่แหละ ที่งัดออกมาใช้เฉือนคู่แข่ง ชนิดที่ต้องตัดสินด้วยภาพถ่ายกันเลย นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีสูตรอาหารจานเด็ด ในราคาประหยัด มาแนะนำผู้ชมทางบ้านด้วย ดูสนุก ได้ประโยชน์ และสามารถนำไปดัดแปลงใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งรายการ "แฮปปี้ หมื่นวอน" จะแตกต่างออกไป ส่วนใหญ่จะถ่ายให้เห็นถึงชีวิตประจำวันของคนที่ต้องประหยัดว่า จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างไรมากกว่า เช่น ถ้าไปบริจาคโลหิต นอกจากจะได้คุ๊กกี้ กับโอวัลติน กินฟรีแล้ว ยังได้ตั๋วหนังอีกด้วย อะไรแบบนี้ เป็นต้น ดูแล้วชอบทั้ง 2 รายการเลย ตัดภาพกลับมายังชีวิตประจำวันของผม ทุกวันนี้ ผมเองก็ประหยัดอยู่เหมือนกัน แม้ว่าบางเดือน ผมจะมีรายได้รวม ๆ กันเป็นเลขถึง 6 หลักก็ตาม แต่คุณผู้ชมเชื่อไหมครับว่า วันหนึ่ง ๆ ผมใช้เงินไม่เกิน 40 บาท (และจะพยายามจำกัดงบประมาณ ให้ได้ ไม่เกิน 40 บาท) ผมจะคิดเสมอว่า อะไรสำคัญมากน้อย ก่อนหลัง แล้วบางรายการ ที่สามารถตัดได้ โดยไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ตัดได้ ตัด อะไรเกินงบ ก็รอไว้ก่อน แบบนี้มาได้เกือบ 2 เดือนแล้ว เชื่อไหมครับ บางวัน ผมใช้เงินแค่เพียง 7 บาท เท่านั้น ทำได้ยังไงกัน มาดูกันครับ ต่อไปนี้ เป็นชีวิตประจำวันของผมในแต่ละวัน ตอนเช้า นั่งรถน้องชายไปทำงาน เพราะว่าน้องชายทำงานหลังสวน ส่วนผมทำงานถนนวิทยุ น้องชายดร็อปผมลงตรงหัวถนนวิทยุ ผมเดินไปทำงาน ได้ออกกำลังกาย แถมไม่ต้องใช้เงินเลยสักบาท อาหารมื้อเช้า ผมให้แม่ทำเป็นอาหารใส่กล่องไปกินที่ทำงาน คนในที่ทำงานผม มีคนกินอาหารกล่องที่แม่ทำให้กินแบบนี้ หลายคนแล้ว และคงจะมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนผม กินอาหารกล่องของแม่ มาได้ปีกว่าแล้ว ผมเองยังเคยพูดเล่น ๆ กับเพื่อนว่า "ชีวิตคนเรา ไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเพอร์เฟคแบบข้าวกล่องของแม่ เพราะอย่างน้อย เราก็เชื่อใจในข้าวกล่องของแม่ได้ว่า แม่จัดเตรียมแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก แน่นอน" ซึ่งอาหารกล่องมื้อเช้าของผม ผมจะบอกแม่ว่าขอข้าวเยอะหน่อยนะ แล้วผมก็แบ่งไว้กินเป็นมื้อกลางวันด้วย แค่นี้ ผมก็ไม่ต้องใช้เงินเลยจนถึงมื้อเย็น ระหว่างวัน เมื่อก่อน ผมจะกินกาแฟ (ซึ่งผมจะเอาแก้วกาแฟ ลงมาซื้อ จะได้ส่วนลด 2 บาท เดือนนึงประหยัดไปได้อีก 40 กว่าบาท แถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย) แต่เดี๋ยวนี้ ผมตัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ลงไปได้ ทำให้ประหยัดเงินไปได้อีกวันหนึ่ง 30-40 บาทกันเลย กล้อง 3 ตัดภาพไปมื้อเย็น มื้อเย็นของผมนี่จะหลากหลายมาก และเป็นดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งเลยว่า วันนั้นค่าใช้จ่ายของผม จะผันผวน จนทำให้ผมใช้เงินมากกว่า 7 บาท หรือป่าว (เพราะว่า 7 บาท เป็น fix cost ที่ผมต้องนั่งรถเมล์ ไปจัดรายการอยู่แล้ว ตรงนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่า ถ้าผมเดินไปจัดรายการ หรือติดรถใคร จากถนนวิทยุ ไปลงที่สถานีวิทยุ ตรงเทเวศร์ได้ นั่นก็จะทำให้ผมไม่ต้องใช้เงินเลย วันวัน ซึ่งผมเคยเดินนะ จากถนนวิทยุ เดินไปได้ไกลสุด ราชเทวี! พอดีว่ารถมันติด เดินเร็วกว่า) แต่ถึงอย่างไงก็ตาม แม้ว่าจะต้องขึ้นรถเมล์ ผมก็จะเลือกขึ้น แต่รถครีมแดง 7 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ว่างก หรือไม่มีเงินจ่ายเป็นค่ารถแอร์นะ แต่เพราะผมอยากได้อากาศบริสุทธิ์มากกว่า แล้วอยู่แต่ห้องแอร์วัน ๆ เบื่อแล้ว อยากนั่งสัมผัสอากาศธรรมดา ๆ บ้าง ซึ่งจากถนนวิทยุ ผมจะเดินออกกำลังกายได้อีกวันนึงเกือบ 15 นาที ไปขึ้นรถเมล์ตรงอาคารวาณิชย์ ก็ทำให้ผมได้ออกกำลังกาย สะสมแต้ม ได้อีกนิดนึง ตัดภาพกลับมาที่มื้อเย็นของผม มื้อเย็นของผม อาจจะจ่ายแค่ 20 บาท ถ้าวันนั้น ผมกินขนมไชเท้าของป้า ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีวิทยุทีึ่ผมจัดรายการ ถ้าวันไหนป้าแกขายไม่ดีเลย 20 บาทของขนมไชเท้า จะถุงใหญ่ราวกับซื้อมา 40 บาท แต่ป้าคิดตังแค่ 20 (ผมเองก็มีงบแค่ 20 เหมือนกัน) มื้อเย็นของผม อาจจะจ่าย 30 บาท ถ้าผมกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้า (เมื่อก่อนมันแค่ 25 บาท สงสัยหมูแพง เลยขึ้นมาเป็น 30 บาท อ้อ ก่อนหน้า 25 บาท ตอนนั้นขายแค่ 20 บาทเองด้วย แต่เอาเถอะ เพราะขาย 30 บาท ตอนนี้ ผักเพียบ) มื้อเย็นของผม อาจจะจ่ายแค่ 12 บาท ถ้าเป็นวันจันทร์ ที่ขนมไชเท้าของป้า และก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ไม่มาขาย แล้วผมกินโรตีใส่ไข่ 12 บาท ซึ่งถ้าวันนั้้นหิวจัด ๆ โรตี 12 บาท ก็เอาไม่อยู่ ต้องเพิ่มขนมกุ๊ยฉ่าย อีก 20 บาท งบจะบานปลายไปกันใหญ่ ซึ่งผมเตรียมแพลนบี แผนสำรอง ก็อก 2 ไว้รองรับแล้ว นั่นคือ ผมซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสำรองไว้แล้ว ถ้าโรตี 12 บาท เอาไม่อยู่ บะหมี่สำเร็จรูปนี่แหละ คือดาบสอง ชนิดที่อิ่มท้องได้ถึงสว่าง ในราคา 5 บาท หรือมื้อเย็นของผม เป็น 0 บาท เพราะผมไม่กินมื้อเย็น อาจเป็นเพราะช่วงกลางวัน ที่ออฟฟิสเลี้ยงข้าว หรือตอนเย็นมีประชุม แล้วที่ประชุม ก็มีอาหารว่าง (ใส่กล่องให้ 1 กล่อง ในกล่อง box set จะประกอบไปด้วย น้ำผลไม้ พาย แซนวิช และขนมเค้ก อย่างละชิ้น) ซึ่งถ้าผมเอากล่องอาหารว่าง มากินก่อนจัดรายการ มื้อเย็นของผม ก็จะจ่ายแค่ 0 บาท เท่านั้น อิ่มด้วย อร่อยด้วย แถมไม่เสียตังเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว วันนั้นทั้งวัน ผมก็จะใช้เงินแค่ 7 บาท นอกจากนี้ บางวัน (ส่วนใหญ่) มื้อเย็นของผม จะกินเป็นผลไม้ ที่ผมอาจจะหยิบไปจากที่บ้าน เช่น เอามะม่วงที่มีคนปลูก แล้วเอามาให้ที่บ้าน ไปกินที่ออฟฟิส สมมติ 3 ลูก แบ่งกินกับเพื่อน ๆ ด้วย อิ่มด้วย ไม่เสียตังด้วย ดีจัง บางวันก็เป็นขนมอย่างอื่น ๆ (ที่แม่ทำ) ซึ่งก็กินแล้ว ก็อยู่ท้องไปถึงดึกเลย ส่วนตอนจัดรายการเสร็จแล้ว ผมเดินกลับบ้าน จากเทเวศร์ ถึงสำเพ็ง จ่ายเงิน 0 บาท แลกกับการได้ออกกำลังกายด้วยการเดิน วันหนึ่งอีกประมาณ 40 นาที คุ้มโครตโครตเลยครับท่านผู้ชม หลับสนิดเป็นตาย มาได้เกือบเดือนแล้ว ส่วนเสาร์อาทิตย์ พยายามไม่ดูหนังนอกบ้าน นอกจากจะต้องจ่ายค่าตั๋วแพง ๆ แล้ว ยังต้องกินข้าวโพด กับน้ำอัดลมอีก ค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ยิ่งผมได้อ่านบล็อกของเพื่อนคนหนึ่ง ที่บอกว่า มีเงินให้เก็บก่อน ส่วนที่เหลือเก็บ ค่อยเอาไปใช้ ยิ่งทำให้ผมเอาเงินที่ได้ แบ่งเก็บเข้าแบงก์ทันทีก่อนเลย ที่เหลือจากเก็บ ค่อยเอาออกมาใช้ (สวนทางกับคนอื่น ๆ ที่บอกว่า ให้ใช้เหลือ แล้วค่อยเก็บ ซึ่งคนส่วนใหญ่ ก็ไม่ค่อยได้เก็บกัน เพราะใช้กันไม่บันยะบันยัง เลยทำให้ไม่ค่อยเหลือเก็บกัน) ซึ่งก็ได้ผล เชื่อไหมครับ เมื่อก่อน ดอกเบี้ยแบงก์แต่ละปี ไม่พอตัดค่าบัตร ATM แต่หลังจากที่ผมเปลี่ยนกลยุทธ์เสียใหม่ เดือนที่แล้ว เดือนเดียว ผมมีดอกเบี้ยประมาณ 107 บาท ลองคิดเล่น ๆ ดูว่าปีหนึ่ง จะมีดอกเบี้ยจากเงิินฝาก เป็นเงินพันกว่าบาท (จากบัญชีเดียว) เงินจำนวนนี้อาจดูไม่เยอะ แต่ว่าลองคิดดูว่า ถ้าผมเพิ่มเงินเข้าไปอีกแค่ 1 พันบาท ผมก็ได้ตั๋วเครื่องบินโลว์คอส บินไปฮานอย ได้แล้ว (เพราะปีที่แล้ว ผมบินไปกลับฮานอย จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปแค่ 2200 บาท แล้วเมื่อต้นเดือนมีนาคม ผมก็เพิ่งจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับสิงคโปร์ ไปแค่ 2725 บาท เอง) แค่นี้ เงินดอกเบี้ยพันกว่าบาท ก็ดูมีค่าขึ้นอีกเยอะเลย ถามว่า ต้องลงทุนทำกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ ทั้ง ๆ ที่มีรายได้ รวม ๆ กันแล้ว บางเดือนถึงกับเป็นเลข 6 หลัก สามารถซื้ออะไร ๆ ได้อย่างสบาย ๆ สามารถไปไหนมาไหนได้ อย่างสะดวก โดยที่ไม่ต้องกระเบียดกระเสียน แบบนี้ คำตอบ ก็หลากหลายอีกแล้วครับท่าน! ไม่สามารถ fix คำตอบได้ตายตัว เอาเป็นว่านับตั้งแต่ผมขายรถไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว บวกกับจิตวิญญาณของผมที่ล่มสลายลง และผมได้ลองใช้ชีวิตแบบที่ผมเขียนมาตั้งแต่ต้นแล้ว ผมก็ได้ค้นพบความจริงอันหนึ่งคือ เมื่อก่อน ผมไม่อยากขึ้นรถเมล์ เพราะรู้สึกว่ากลัวว่าจะมีคนจำได้ โห เป็นดีเจ เงินเดือนตั้งเยอะ ทำไมต้องมาขึ้นรถเมล์ ตอนนี้ ความคิดแบบนี้ของผมเปลี่ยนไปเลย ไม่มีใครบนรถเมล์มาสนใจด้วยซ้ำไป ว่าผมเป็นใคร เงินเดือนเท่าไหร่ มาจากไหน หรือว่าดังขนาดไหนก็ตาม (หลงขับรถมาตั้ง 16 ปี รู้งี๊ขายรถไปตั้งนานแล้ว เสียค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษา เดือน ๆ นึงตั้งเท่าไหร่ สู้นั่งรถเมล์ ก็ไม่ได้ 7 บาท ไม่ต้องบำรุงรักษาอะไร สะดวก สบายกว่าเป็นไหน ๆ) สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ผมค้นพบโดยบังเอิญ ก็คือ เงินเก็บในบัญชีของผมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือ เราใช้เงินทุกบาท ทุกสตางค์ ที่เราหามาได้ อย่างชนิดที่เรารู้คุณค่าของมันจริง ๆ แม้ว่า จะยังมีสุรุ่ยสุร่ายบ้างในระยะนี้ แต่ผมเชื่อว่า จากนี้ไปอีกไม่เกิน 3 เดือน ผมจะประหยัดได้มากขึ้นกว่าเดิม แน่นอนครับ ผมสัญญา! |
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||