พิมพ์หน้านี้
|
ความเป็นไปได้ของเศรษบกิจโลก ที่ดูเหมือนว่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลกแล้วในเวลานี้ ด้วยปัญหาข้าวยากหมากแพง แม้แต่ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอย่างประเทศไทย ที่ประชาชนได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน จากปัจจัยที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกและองค์การอาหารโลก FAO ของสหประชาชาติได้หยิบยกมาวิเคราะห์ และให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า จากการที่ประชาชนละถิ่นฐาน หรือทิ้งพื้นที่ที่เกิดจากสภาวะโลกร้อน ไม่สามารถทำการเพราะปลูกได้ วัยหนุ่มสาวเดินทางเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ หรือเดินทางเข้าเมืองเพื่อหางานทำ หรือการที่ภาคเกษตรถูกทอดทิ้งจากภาครัฐ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่เพาะปลูกจากพืชบริโภค ไปเป็นพืชเพื่อการใช้แทนน้ำมัน ซึ่งในอนาคต การจัดการที่ไม่มีการกำหนดพื้นที่และปริมาณจะส่งผลให้พืชบริโภคขาดหายไปจากวงจรที่ควรจะเป็น วันนี้การบริโภคข้าวแพงของประชากรทั่วโลก หรือแม้แต่ประเทศเราเองนั้น เป็นข้อสังเกตุที่ประชาชนควรให้ความสนใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า มีที่มาจากปัจจัยใด เช่น น้ำมัน และปุ๋ยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยเคมี ที่ราคาเพิ่มขึ้นจาก 9000/ตัน ไปยืนอยู่ที่20000/ตัน เพียงปุ๋ยตัวเดียว ยังไม่ต้องไปดูเรื่องขนส่งที่ผูกติดอยู่กับน้ำมัน ภาครัฐจึงควรเข้ามาดูถึงต้นทุนการผลิตที่เคยให้กับภาคประมงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการใช้ต้นทุนต่ำให้กับชาวนา ชาวสวน หรือจัดหาปู๋ยที่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ว่ามีความเป็นไปได้ หรือเหมาะสมหรือไม่ในการใช้หากไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพข้าว แต่หากปุ๋ยที่ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า เรื่อง"สภาวะโลกร้อน"นี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก แต่การเกิดมีระยะเวลามานานพอสมควร และเริ่มส่งผลกระทบในเวลานี้ และจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นอย่าน่าใจหายในอนาคตอันใกล้นี้ การเกิด"สภาวะโลกร้อน"ยังจะส่งผลให้ราคาของพืชผัก โดยเฉพาะข้าวที่มีความจำเป็นต่อประชากรที่บริโภคข้าวมากกว่า2/3ของพลโลก แต่แหล่งผลิตข้าวในภูมิภาคอาเซียนกำลังประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ที่เกิดจาก"สภาวะโลกร้อน" นี้อย่างเห็นได้ชัด เช่น จีน อินเดีย เวียตนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินล์ และไทยในบางพื้นที่ที่เกิดโรคแมลง และการคาดการณ์ว่าในปีนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของอากาศในประเทศต่างๆทั่วโลก ที่จะสร้างความเสียหายต่อภาคการผลิตอีกมหาศาล ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในโครงสร้างของพื้นที่ภาคการผลิตที่เป็นแหล่งอาหารโลกจะมีระยะเวลาที่ยาวนานเพียงใด ขึ้นอยู่กับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การดูแลป้องกันสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่ส่งผลให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นในเวลานี้ และเป็นที่มาของการพยากรณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกบอกว่า "การเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของราคาสินค้าทั้งอุปโภค บริโภค จะยืนยาวไปอีก 10 ปี"ทั่วโลก แล้วอย่างนี้แม้แต่แกลบก็ยังไม่มีให้กินเลย หากพวกเรายังคงไม่ให้ความสำคัญในการปรหยัดการใช้ทรัพยากร ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องน้ำมัน แต่หมายถึงพลังงานทุกอย่างในชิวิตประจำวัน "คืนนี้ 20.00 น.วันเสาร์ 29 มีนาคม 2551 เราจะร่วมกันปิดไฟฟ้าในที่ๆไม่จำเป็น เป็นเวลา 1 ชั่วโมง"เพื่อร่วมกันประหยัดพลังงาน ที่ช่วยให้การเกิดแก๊สที่เกิดจากการนำไปใช้ในแหล่งพลังงาน "ลดลง" |