พิมพ์หน้านี้
|
เราคงสดับตรับฟังเรื่องราวของการเมืองที่เริ่มร้อนแรงขึ้นอีกคำรบ จากปัญหาข้าวยากหมากแพงที่มองเหมือนจะคุ้นเคย เมื่อรัฐปล่อยให้ประชาชนก้มหน้าก้มตาบริโภคของแพงไปวันๆ ด้วยการใช้กลยุทธิ์หลอกล่อเรื่องของตัวสินค้าที่รัฐจะนำสินค้าที่เป็นสินค้าเก่าที่รับซื้อจากประชาชน(ข้าวรับจำนำหรือรับซื้อในเรื่องข้าวประกันราคาของชาวนา)มาเสริมตลาดเพื่อเป็นทางเลือกและช่วยบันเทาความขาดแคลน(ของถูก) เช่น ข้าวสาร ซึ่งข้าวสาร 100% เช่น ข้าวทับคล้อ ข้าวเสาไห้ หรือข้าวหอม ประชาชนมีโอกาสที่จะบริโภคด้วยราคาที่สูงขึ้นอีกจากปัจุบัน( 9/4 ) ข้าวหอมมะลิ(ไดโนเสา) จาก จ.ยะโสธร ราคา ก.ก. ละ 40 บาท ข้าวทับคล้อและข้าวเสาไห้ ราคา ก.ก. ละ 33 บาท และภายในสัปดาห์หน้าก็จะขยับตัวขึ้นไปอีกตามแรงเหวี่ยงของตลาด ซึ่งร้านค้าผู้ขายที่เป็นผู้สั่งข้าวจากโรงสี หรือ หยง(ตัวแทน) ก็ปวดหัวกับความไม่นิ่งของราคาข้าวซึ่งเมื่อดูข้อเท็จจริงของ ตลาด ถามว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวกำหนดราคาข้าวที่ใช้บริโภคในท้องตลาดที่ประชาชนทั่วไปซื้อบริโภค ส่วนผู้ส่งออกข้าวก็คงใช้ประโยชน์ของตลาดโลกที่ไม่มีคู่แข็งในเวลานี้กอบโกยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เป็นโอกาส ที่สร้างวิกฤตกับประชาชนในชาติซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ ถือเป็นความโชคดีบนความชอกช้ำของคนไทย ที่ไม่ไปเกิดในแผ่นดินของประเทศที่ต้องนำเข้าข้าวสารมากที่สุดในโลกอย่างฟิลลิปปินล์ แม้วันนี้คนไทยจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของสินค้า ที่ที่มาจากการผลิตของชาวนาที่ยากจน แม้ราคาของสินค้าจะสูงขึ้นการได้ราคาจากการขายข้าวเปลือกก็ไม่สามารถทำให้กระดูกสันหลังของชาติร่ำรวยแต่อย่างใด อาจจะดูรู้สึกหายใจได้ดีขึ้นเมื่อสามารถชำระหนี้ได้บ้างและมีข้าวกินต่อไปเท่านั้น อยากได้กฎหมายที่ให้สิทธิพิเศษกับผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเน้นที่ชาวนา และการได้รับการช่วยเหลือในปัจจัยที่เป็นต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ย น้ำมัน
|