พิมพ์หน้านี้
|
จากความผิดพลาดของรัฐบาลในยุคก่อนๆ ที่มักจะทำในสิ่งที่มีส่วนเปลี่ยนแปลงควมคิด วิถีชีวิต และวัฒนะธรรม โดยชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมในแผนการพัฒนาพื้นที่ที่รัฐกำหนดขึ้น ผมจำได้ว่าสมัยหนึ่งที่ผมเดินทางท่องเที่ยวไปในภาคเหนือของประเทศ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ในสมันนั้น ต้องไปนอนที่ดอยอ่างขาง การขึ้นดอยเราต้องใช้รถที่มีกำลังดีและถ้าเป็นหน้าฝนก็ต้องติดโซ่ที่ล้อรถ แต่ในหน้าแล้งนั้นจำได้ว่าฝุ่นบนถนนหนามาก ขนาดเมื่อถึงบนดอยซึ่งป็นโครงการหลวงดอยอ่างขาง ยังไม่มีรีสอร์ท และถนนลาดยางเช่นทุกวันนี้ ความหนาของฝุ่นเมื่อก้าวเท้าลงจากรถก็ท่วมเท้าแล้ว ผมกับเพื่อนๆเดินทางขึ้นลงท่องเที่ยวอยู่บริเวณนั้นจนคุ้นเคยกับชาวจีนฮ่อ ที่ปลูกพืช ผัก ผลไม้ และทำเหล้าผลไม้ เราโชคดีที่ชาวบ้านรักเอ็นดู จึงมักได้ยินและฟังความคิดเห็นที่ชาวบ้าน พูดถึงผู้คนด้านล่างดอย ความสำนึกที่ชาวเขาเผ่าต่างๆ มีความจงรักภักดีต่อ"พ่อหลวง"เป็นที่รับรู้ในหมู่คนไทยทั้งประเทศ และข้าราชการในพื้นที่ จึงทำให้การปฎิบัติต่อชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ได้รับการเอาใจใส่ไม่ถูกรังแกจากข้าราชการ การจัดสร้างถนนหนทางของภาครัฐในบางแห่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีความคุ้นเคยกับสภาพของป่าเขา ที่ใช้เป็นเส้นทางในการเดินทางระหว่างหมู่บ้าน การใช้ทางเดินที่เป็นดิน ก่อนการตัดถนนใหม่ๆแล้วใส่ลูกรัง ทำให้ชาวเขาจำนวนหนึ่งต้องย้ายถิ่นที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า เมื่อมีความรู้สึกถูกครุกคราม และไม่ปลอดภัย จากถนนลูกรัง เป็นประตูที่นำพาคนและความเจริญที่ชาวเขา ชาวบ้านที่รักสงบไม่ต้องการ เข้ามาในหมู่บ้าน และจากจุดนี้นี่เองที่เกิดการเล่าเรื่องที่มีการนำมาเล่าต่อในหมู่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในอดีต ซึ่งเป็นเรื่องเหมือนขำๆแต่ในความป็นจริงชาวเขาคงโกรธจริงๆในสมัยนั้น เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งในตอนเช้าที่สดใส กลุ่มชาวเขาที่กอปรด้วยชนเผ่า มากกว่า สี่เผ่า ปรากฎตัวทยอยเรวมกลุ่มกันเต็มหน้าอำเภอ ของจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย ทุกคนไม่ได้ชูป้าย หรือใช้โทรโข่งแต่อย่างใด ทุกคนยังคงยืนรวมตัวกันหน้าเสาธงแต่ไม่ได้ร้องเพลงชาติไทย รู้แต่ว่า ณ.เสาธงชาตินี้ เป็นที่ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเคารพ เมื่อเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวคือมีข้าราชการมาทำงานแล้ว จึงเริ่มสงเสียงร้องตะโกนว่า"เอาถนนของเราคืนมา" "เอาถนนของเราคืนมา" ร้องย้ำอยู่อย่างนั้น จนปลัดอำเภอต้องลงมาสอบถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ชาวเขาเหล่านั้นก็แย้งกันพูด คุณปลัดจับคำพูดที่พอจะเข้าใจว่า ต้องการถนนคืนมา กว่าจะได้คนที่พอจะใช้ภาษาไทยแข็งแรงมาสอบถามก็เล่นเอาปลัดเหงื่อตก และชาวบ้านร้านตลาดที่เดินทางผ่านไปมา เมื่อเห็นชาวเขาที่มารวมตัวกัน ก็สนใจหยุดไตร่ถามและเข้ามาร่วมสังเกตการณ์จนทำให้ ขณะนั้นผู้คนเต็มลานหน้าอำเภอ "เลาบ๊อกแล๊ว เลามะเอ๋า เราจ่ะเอ๋าทะหนงของเลาคึงมา" ทะหนงลิงลำรีรีของเลา ก๊อเอาลุลังมาส่าย เลาก็เจ่กตีง "เท่านั้นหละครับทุกคนก็หัวเราะกันลั่น บ่ายวันนั้นหลังจากกินข้าวที่ทางอำเภอเลี้ยงแล้ว ทั้งสี่เผาก็ยิ้มแย้มพากันกระโดดขึ้นรถที่ทางอำเภอจัดไปส่ง พร้อมรองเท้าแตะอีกหลายถุงใหญ่ แสดงถึงความสามารถในการแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านได้ในวันนั้น จากวันนั้นผ่านมาเกือบสองปี เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นหน้าอำเภอก็ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง นายอำเภอคนใหม่เพิ่งจะมารับตำแหน่งไม่ถึงอาทิตย์ "เลามะเอ่า เอายังมะทอยออกไปเอาทะหนงลิงลำคึงมา" อ้าว ถนนลาดยางมันดีอยู่แล้ว ทำไมหละ?"นายอำเภอร้องถามชาวบ้าน "จะลีหยังงาย มังติกตีง อะ" ว่าแล้วก็ยกเท้าให้นายอำเภอดูกันเป็นแถว ภาพที่ปรากฎทำให้นายอำเภอและข้าราชการในวันนั้น ต้องยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความขำและสงสาร ผมจึงเชื่อว่าที่จริงแล้วเรื่องของ "สะภาวโลกร้อน" ที่ส่งผลให้เกิด การเปลี่ยนแปลงของอากาศ(climate change) ได้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว นี่เป็นอีกหลักฐานสำคัญที่ชาวเขากว่าสี่เผาบนดอยทางภาคเหนือ ยืนยันได้ครับ! |