พิมพ์หน้านี้
|
เกือบห้าเดือนที่หายไปเนื่องจากต้องช่วยลงพื้นที่หาเสียงให้หลานชายที่ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลนคร.......การเดินพบประชาวบ้านทำให้ได้รับรู้ความต้องการพื้นฐานและปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และความทุกข์ซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุกปี เช่นน้ำท่วม และการไม่ได้รับสิทธิ์ที่พึงได้รับการดูแลจากภาครัฐตามข้อกำหนดโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปที่พึงได้รับเบี้ยยังชีพคนละ 500 บาท จากการสอบถามผู้สูงอายุส่วนใหญ่กว่า 80% จากจำนวนตัวเลขผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลนคร...กว่า 8000 คนนั้น มีผู้ได้รับเบี้ยยังชีพเพียง 1100 กว่าคนเท่านั้น และเป็นการคัดเลือกจากชุมชน(กรรมการชุมชน)เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการคัดเลือกที่ไม่เป็นธรรม แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องการเมืองเพราะกรรมการชุมชนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกหัวคะแนน การที่จะได้รับการพิจารณาจึงเป็นเรื่องที่ยากเกินเอื้อมสำหรับคุณลุงคุณป้าที่ไม่ได้เป็นพรรคพวกของกลุ่มกรรมการชุมชนที่มีอยู่ถึง 63 ชุมชนเป็นการวางคนเพื่อการเมืองที่ไม่เป็นธรรมในปัจจุบัน และเป็นรากเง้าที่ต้องได้รับการปรับความคิดหรือยกเลิก ถ้าจะว่าไปแล้วความช่วยเหลือที่ชุมชนได้รับก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของงบประมาณที่ถูกทอนไปแล้วกว่าครึ่ง โดยโครงการต่างๆที่เกิดขึ้นในชุมชนเป็นเพียงหัวข้อที่ถูกวางไว้ให้สามารถดำเนินการใช้งบประมาณที่จัดทำขึ้น เพื่อการทุจริตนั่นเอง งบประมาณกว่า 1000 ล้านบาท ของเทศบาลนครแห่งนี้ เป็นตัวเลขที่ประชาชนในพื้นที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยว่าผู้บริหารและคณะ(สมาชิกสภาฯ) ได้ช่วยกันปู้ยี้ปู้ยำผลาญใช้งบประมาณอย่างเลวร้ายที่สุด ตั้งแต่การจัดตั้งบริษัทฯที่ให่สามารถเข้ามารับงานที่ปรึกษาโครงการต่างๆที่ต้องมีการศึกษาก่อนเป็นงบครั้งละกว่า 20-30 ล้านบาท การจัดภูมิทัศน์แต่ละจุดๆละกว่า 30 -50 ล้านบาท การจัดอบรมดูงานในปีงบประมาณ ยกตัวอย่างปี 51 ที่ผ่านมาการใช้งบประมาณที่เกี่ยวกับการพาชุมชนและข้าราชการไปดูงานด้วยเหตุผลต่างๆเกือบ 180 ล้านบาท และเรื่องที่น่ากลัวที่สุดเมื่องบประมาณของปี 52 ได้ถูกวางไว้แล้วด้วยตัวเลขโครงการอีกนับร้อยโครงการงบประมาณหลายร้อยล้านบาทที่รอการกลับเข้ามาของกลุ่มอำนาจเดิมนี้เข้ามาแบ่งปันกัน นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ได้สัมผัสมาในระยะนี้ เรื่องราวของเทศบาลนครแห่งนี้ที่นำมาบอกกล่าวกันนั้น ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ยังมีเขตการปกในรูปแบบเทศบาลนคร เทศบาลเมือง หรือ อบต ทั้งหลายนี้ ให้ใช้ดุลยพินิจในการเลือกบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหารงบประมาณของเทศบาล ว่าสมควรได้รับการเอาใจใส่ และหาข้อมูลเพื่อป้องกันการกระทำทุจริต ในฐานะประชาชนคนหนึ่งในบ้านเมืองนี้ และสิ่งที่อยากเรียกร้องให้ผู้บริหารในทุกองค์กรท้องถิ่นให้ช่วยดูแลเรื่องเบี้ยยังชีพองผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพ จะว่าไปแล้วเรื่องงบประมาณตัวนี้ถ้าผู้บริหารจะใช้ปัญญาที่นำงบปรมาณที่น้อยนิดกับเรื่องนี้ออกมาใช้เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแล และผู้ทุพพลภาพ ด้วยก็ย่อมสามารถทำได้ โดยพิจารณาจากความสามารถทางการคลัง ใช้งบประมาณอย่างเกิดประโยชน์ ย่อมสามารถทำได้ และไม่ต้องกังวลว่าจะผิดกฎหมายเพราะอำนาจการบริหารอยู่ที่ผู้บริหารและความพร้อมทางการคลัง ทำได้จริงๆครับ ช่วยกันเถอะ "คนละไม้คนละมือนะครับ"
|